- หน้าแรก
- นางเซียนผู้เย็นชา ระบบเอาชะตานางมา
- ตอนที่ 16 วิถีผสานอินหยาง
ตอนที่ 16 วิถีผสานอินหยาง
ตอนที่ 16 วิถีผสานอินหยาง
ทันใดนั้น กระแสข้อมูลกลุ่มใหญ่ก็หลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสมองของฉู่โม่ เติมเต็มความลึกลับของวิถีอวี้เทียนขั้นที่หนึ่ง ในเคล็ดวิชาหงเหมิงอวี้เทียนให้สมบูรณ์
[วิถีอวี้เทียน · ขั้นที่ 1 : วิถีผสานอินหยาง]
......
หลังจากทำความเข้าใจวิถีผสานอินหยางจนกระจ่างแจ้ง ฉู่โม่ก็เกิดความรู้แจ้งขึ้นในใจ
การบำเพ็ญเพียรร่วมกับผู้ฝึกตนหญิงที่มีระดับพลังสูงกว่า จะช่วยเพิ่มพูนความสามารถในการต่อสู้เมื่ออยู่ในระดับพลังเดียวกัน หรืออาจเหนือกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันถึงสิบเท่า
หลังจากฝึกฝนวิชานี้ ร่างกายจะแตกต่างไปจากผู้ฝึกตนทั่วไป การทะลวงผ่านระดับชั้นจะไม่ติดขัดที่คอขวดอีกต่อไป
ข้อเสียคือ จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล
ทว่าเมื่อเทียบกับข้อดีอันยิ่งใหญ่นี้ ข้อเสียดังกล่าวก็ดูเล็กน้อยจนแทบไม่ต้องใส่ใจ
พลังรบสิบเท่าเมื่อเทียบกับระดับเดียวกัน
นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
เพียงแค่ระดับกลั่นลมปราณขั้นต้น ก็สามารถต่อกรกับระดับกลั่นลมปราณขั้นปลายได้อย่างสูสี
หากฝึกฝนไปจนถึงระดับแก่นทองคำขั้นปลาย มิใช่ว่าจะสามารถข้ามรุ่นไปสังหารระดับวิญญาณแรกกำเนิด ได้เลยหรือ?
แม้ทรัพยากรที่ต้องใช้ในการฝึกฝนวิถีผสานอินหยางจะมีจำนวนมหาศาล
แต่เขามีลั่วจื่ออินที่เป็นคลังทรัพยากรเดินได้จากสำนักสายใน รวมถึงระบบข้อมูลของตนเอง จึงไม่กลัวว่าจะขาดแคลนทรัพยากรในภายหลัง
ส่วนเรื่องความเร็วในการฝึกฝน
เขาใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูปก็สามารถชักนำปราณเข้าสู่ร่างได้สำเร็จ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเลยแม้แต่น้อย
อาจกล่าวได้ว่า ขอเพียงมีทรัพยากรเพียงพอ เขาก็จะสามารถก้าวขึ้นสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้ในเวลาอันสั้น
และนี่ เป็นเพียงผลลัพธ์ของวิถีอวี้เทียนขั้นที่หนึ่งเท่านั้น
วิชาที่ฝืนลิขิตฟ้าเช่นนี้ ยังมีอีกถึงหกขั้น
ฉู่โม่อดไม่ได้ที่จะตั้งตารอวิถีอวี้เทียนในขั้นต่อๆ ไปอย่างใจจดใจจ่อ
หากฝึกสำเร็จครบทั้งเจ็ดขั้น จะน่าหวาดหวั่นเพียงใดกันนะ?
กว่าจะสะกดข่มความตื่นเต้นในใจให้สงบลงได้
ในห้วงความคิดของฉู่โม่ ก็พลันปรากฏภาพร่างอันงดงามและเย็นชาของลั่วจื่ออินขึ้นมา
......
ฉู่โม่ไม่ได้นำแผ่นไม้ที่บันทึกเศษเสี้ยวของเคล็ดวิชาหงเหมิงอวี้เทียนออกไปด้วย
เพราะเศษเสี้ยวคัมภีร์นี้ แม้แต่วิถีอวี้เทียนขั้นที่หนึ่งก็ยังบันทึกไว้ไม่ครบถ้วน
ตัวอักษรที่จารึกอยู่บนนั้น ก็ล้วนโบราณลึกลับและยากแก่การเข้าใจ
ต่อให้ผู้อื่นโชคดีได้ไป ก็ไม่มีทางดูออกว่าเป็นของวิเศษแต่อย่างใด
เขาหมุนตัวกลับ
เดินไปยังชั้นวางเคล็ดวิชาระดับเทียน แล้วเลือกหยิบเคล็ดวิชาระดับฟ้า ขั้นต่ำ ที่มีชื่อว่าเคล็ดวิชาซวีเทียนปิงพั่วออกมาเล่มหนึ่ง
เขาคิดว่าวิชานี้น่าจะเหมาะกับลั่วจื่ออิน
ยิ่งบริวารของเขาแข็งแกร่งมากเท่าไร ย่อมส่งผลดีต่อตัวเขามากเท่านั้น
อีกแง่หนึ่ง ถือเป็นการชดเชยให้นนางด้วย
เพราะเมื่อค่าความเชื่อใจสูงพอ เขาก็สามารถหยิบยืมทรัพย์สินของอีกฝ่ายได้ดั่งใจนึก
หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เขาก็สามารถทำการถ่ายโอนทรัพย์สินได้ทันที
พวกคนรวยที่ชอบเบี้ยวหนี้เขาก็ใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น
เมื่อมาถึงทางออกหอคัมภีร์
ศิษย์หลักผู้ทำหน้าที่ผู้ดูแลและรับผิดชอบการคัดลอกวิชา รับแผ่นหยกเคล็ดวิชาซวีเทียนปิงพั่วที่ฉู่โม่ยื่นให้ แววตาของเขาฉายแววเย้ยหยันออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เคล็ดวิชาซวีเทียนปิงพั่ว เขาย่อมรู้จักดี
การฝึกฝนวิชานี้ จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล
และข้อกำหนดด้านร่างกายของผู้ฝึกก็เข้มงวดอย่างยิ่ง
หากมิใช่ชีพจรไท่อินเสวียน หรือกายาหมิงหวงปิงพั่ว ซึ่งเป็นกายาธาตุหยินระดับสุดยอดที่หาได้ยากยิ่งแล้ว ก็แทบไม่มีทางฝึกสำเร็จ
หากฝืนฝึกฝน แม้ช่วงแรกอาจแสดงพลังการต่อสู้ที่เหนือกว่าระดับเดียวกันได้
แต่เพราะร่างกายไม่เหมาะสม สุดท้ายจะไม่มีวันทะลวงผ่านไปสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้
ชั่วชีวิตจะหยุดอยู่เพียงแค่ขอบเขตกลั่นลมปราณเท่านั้น
เพราะยิ่งเป็นเคล็ดวิชาระดับสูง เมื่อฝึกไปแล้ว การจะเปลี่ยนไปฝึกวิชาอื่นย่อมยากลำบากยิ่งกว่า
ในใจของผู้ดูแล ได้พิพากษาประหารชีวิตอนาคตของฉู่โม่ไปเรียบร้อยแล้ว
ฉู่โม่ผู้นี้เป็นเพียงศิษย์สายนอก ไร้ซึ่งทรัพยากรมหาศาลคอยหนุนหลัง
และยิ่งไม่มีทางมีกายาพิเศษที่หมื่นคนจะมีสักคน
เคล็ดวิชาระดับเทียนเล่มนี้เมื่ออยู่ในมือเขา ก็ไม่ต่างอะไรกับเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง
ต่อให้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศแล้วอย่างไร? อนาคตดับวูบไปเสียแล้ว
ผู้ดูแลหัวเราะเยาะในใจ แต่ก็ไม่มีเจตนาจะเอ่ยปากเตือน เขาเพียงแค่จัดการคัดลอกวิชาให้ฉู่โม่อย่างคล่องแคล่ว
จากนั้น เขาจึงกล่าวตักเตือนตามหน้าที่ว่า
"ตามกฎแล้ว นี่เป็นวิชาที่อนุญาตให้เฉพาะศิษย์หลักสายในศึกษาได้เท่านั้น เจ้าห้ามนำไปเผยแพร่ต่อโดยพละการ มิฉะนั้นจะถูกลงโทษตามกฎสำนัก!"
"ขอบคุณศิษย์พี่ที่ชี้แนะ"
ฉู่โม่รับแผ่นหยกที่คัดลอกเสร็จแล้วมา กล่าวขอบคุณ แล้วหันหลังเดินออกจากหอคัมภีร์
เขาไม่ได้คิดจะฝึกเคล็ดวิชาซวีเทียนปิงพั่วด้วยตนเองอยู่แล้ว
แต่ก็จะไม่เผยแพร่ต่อเช่นกัน
เพราะตอนนี้ ลั่วจื่ออินถือเป็นสมบัติของเขา
ผู้ดูแลมองส่งฉู่โม่จนลับสายตา ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปเช่นกัน
ผู้อาวุโสหลินเจิงและผู้อาวุโสท่านอื่นได้ติดสินบนเขาไว้ ให้เขารายงานผลการเลือกวิชาของฉู่โม่
ตอนนี้เขาต้องไปทำตามข้อตกลง
......
สำนักสายใน ถ้ำพำนักของหลินเจิง
"เขาเลือกเคล็ดวิชาซวีเทียนปิงพั่วรึ?"
หลินเจิงเพิ่งฟังรายงานจบ อารมณ์ที่ขุ่นมัวจากการถูกเจียงสือกว่างซ้อนแผนเมื่อครู่ พลันผ่อนคลายลงมาก
ศิษย์ที่นำข่าวจากผู้ดูแลหอคัมภีร์มารายงานรีบผงกศีรษะอย่างนอบน้อม
"ศิษย์หลักผู้ดูแลหอคัมภีร์ผู้นั้นกล่าวเช่นนี้ขอรับ"
"เคล็ดวิชาซวีเทียนปิงพั่ว..."
หลินเจิงส่ายหน้าพร้อมหัวเราะเบาๆ
"ระดับฟ้า ขั้นต่ำ ฟังดูน่าเกรงขามก็จริง"
เขายกถ้วยชาวิญญาณขึ้นมา เป่าไอร้อนเบาๆ
"วิชานี้มีความต้องการด้านร่างกายของผู้ฝึกที่เข้มงวดที่สุด หากไม่ใช่กายาธาตุหยินสุดขั้วก็ไม่อาจควบคุมได้ หากฝืนฝึก อย่าว่าแต่ขอบเขตสร้างรากฐานเลย แม้แต่ระดับกลั่นลมปราณขั้นสมบูรณ์ก็ยังยากดั่งปีนป่ายขึ้นสวรรค์"
"ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า วิชานี้ผลาญทรัพยากรมหาศาลเปรียบเสมือนหลุมไร้ก้น เขาเป็นแค่ศิษย์สายนอกที่ไร้รากฐาน ไม่มีทางถมเต็มได้ ยากที่จะฝึกฝนให้รุดหน้า"
ศิษย์ผู้นั้นรีบกล่าวเสริม
"ท่านอาวุโสหลินกล่าวได้ถูกต้องที่สุด! ฉู่โม่ผู้นี้ เพียงแค่โชคดีมีพรสวรรค์ติดตัวมาบ้าง กลับไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คิดจะก้าวขึ้นสวรรค์ในก้าวเดียว"
"หารู้ไม่ว่า บุญวาสนาไม่ถึง ย่อมมีภัยมาถึงตัว!"
หลินเจิงจิบชาอย่างสบายอารมณ์
"เขาหาเรื่องใส่ตัวเอง จะไปโทษใครได้"
"เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าเด็กนี่จะสร้างความรำคาญใจให้ข้าได้สักเท่าไร ตอนนี้ดูท่า ก็แค่คนโง่เง่าที่ถูกระดับของวิชาบังตาเท่านั้นเอง"
ดูเหมือนว่า ก่อนหน้านี้เขาจะประเมินมันสูงเกินไป
ด้วยสภาพจิตใจเช่นนี้ ต่อให้มีพรสวรรค์สูงส่งเพียงใด ความสำเร็จก็คงมีจำกัด
เดิมทีเขายังวางแผนว่า นอกจากทางฝั่งอู๋เจี๋ยแล้ว จะต้องใช้วิธีการลับหลังอื่นๆ เพื่อตัดเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของฉู่โม่ให้สิ้นซากหรือไม่
ตอนนี้ดูแล้ว ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด
ตัวฉู่โม่เอง ได้ลงมือปิดตายเส้นทางของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว
หลินเจิงโบกมือ เป็นสัญญาณให้ศิษย์ผู้นั้นถอยออกไป
"เอาล่ะ เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว เจ้าออกไปได้ ทำได้ดีมาก หินวิญญาณพวกนี้ข้ายกให้"
"ขอบพระคุณท่านอาวุโสหลิน!"
ศิษย์ผู้นั้นรับหินวิญญาณมาไม่กี่ก้อน แล้วถอยออกไปพร้อมคำขอบคุณมากมาย
......
ในขณะเดียวกัน ณ เรือนพักของเจียงสือกว่าง
หลังจากฟังรายงานจากคนสนิท เจียงสือกว่างก็ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเดิมที่ดูเบิกบานใจจากการเอาคืนหลินเจิงได้ พลันเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
"เคล็ดวิชาซวีเทียนปิงพั่ว?"
นิ้วมือของเขาเคาะโต๊ะเบาๆ เกิดเสียงดังก๊อกๆ บ่งบอกถึงความไม่สงบในจิตใจ
ศิษย์สายในผู้รับผิดชอบรายงานสังเกตสีหน้าของเจียงสือกว่างอย่างระมัดระวัง ก่อนจะกระซิบตอบ
"ขอรับท่านอาวุโส จากสายข่าวที่หอคัมภีร์รายงานมา วิชาที่ฉู่โม่คัดลอกไปคือเคล็ดวิชาซวีเทียนปิงพั่วจริงๆ ขอรับ"
เจียงสือกว่างนิ่งเงียบไป
เดิมทีเขาคาดหวังในตัวฉู่โม่ไว้สูงมาก
พรสวรรค์ระดับตำนานที่ใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูปก็ชักนำปราณเข้าสู่ร่างได้ หากใช้ให้ถูกทาง ในวันหน้าย่อมต้องกลายเป็นกำลังสำคัญให้เขาใช้ต่อกรกับหลินเจิง หรือแม้แต่ใช้ควบคุมสำนักได้
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ฉู่โม่จะเลือก
"เคล็ดวิชาซวีเทียนปิงพั่ว"!
"เจ้าเด็กนี่..."
เจียงสือกว่างถอนหายใจ น้ำเสียงแฝงความผิดหวังอย่างปิดไม่มิด
"ท้ายที่สุดก็ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ ถูกระดับชั้นของวิชาทำให้หน้ามืดตามัว จนลืมดูว่าตนเองสามารถควบคุมมันได้หรือไม่"
ก่อนหน้านี้เขายังนึกว่าฉู่โม่เป็นคนมีความคิดลึกซึ้ง รู้จักดูทิศทางลมและปรับตัว เป็นไม้ดีที่น่าจะเหลาให้แหลมคมได้
ตอนนี้ดูแล้ว ก็เป็นแค่เด็กหนุ่มมุทะลุที่มีดีแค่พรสวรรค์ แต่ขาดวิสัยทัศน์และการประเมินตน
"ท่านอาวุโส แล้วพวกเรา... ยังต้องจับตาดูเขาต่อไปหรือไม่ขอรับ?"
ศิษย์ผู้นั้นถามหยั่งเชิง
เจียงสือกว่างโบกมืออย่างหมดความสนใจ
"ไม่จำเป็นแล้ว"
"ในเมื่อเขาเลือกเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง ก็ปล่อยเขาไปเถอะ"
"เขาหมดประโยชน์แล้ว"
ดูท่า หากต้องการโค่นล้มหลินเจิงให้ราบคาบ คงต้องหาวิธีอื่น
หรือไม่อาจต้องฝากความหวังไว้ที่เจี่ยงผิงเทียน ให้เขารีบหาตัวสายลับผู้ฝึกวิชามารผู้นั้นให้พบ เพื่อสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ ยกระดับชื่อเสียงและอำนาจในสำนักให้สูงขึ้น
......
เมื่อกลับมาถึงถ้ำพำนักในเขตศิษย์สายนอกที่มีพลังปราณเบาบาง
ฉู่โม่ก็นั่งขัดสมาธิทันที และเริ่มทดลองโคจรเคล็ดวิชาหงเหมิงอวี้เทียน
ทันทีที่เริ่มเดินลมปราณ ฉู่โม่ก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่บริสุทธิ์และหนักแน่นกว่าเคล็ดนำวิญญาณหลายเท่าตัว ไหลเวียนอยู่ในร่างกายประดุจแม่น้ำที่เชี่ยวกราก
เพียงแค่การหายใจเข้าออกตามปกติ เขาก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพลังปราณในกายกำลังเพิ่มพูนขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เส้นชีพจร ราวกับถูกพลังที่มองไม่เห็นแต่อานุภาพมหาศาล คอยขัดเกลาและขยายให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ
ช่างทรงพลังยิ่งนัก!
ฉู่โม่อดอุทานในใจไม่ได้
เขารู้สึกได้ชัดเจนว่า หากตัวเขาในตอนนี้ซึ่งอยู่ระดับกลั่นลมปราณชั้น 1 ต้องสู้กับตัวเขาเมื่อวานที่ฝึกเคล็ดนำวิญญาณ คงสามารถจัดการตัวเขาในอดีตได้สบายๆ ถึงสามสี่คนพร้อมกัน
และนี่เป็นเพียงผลลัพธ์จากตัวเคล็ดวิชาเท่านั้น
หากรวมกับวิถีอวี้เทียนขั้นที่หนึ่งวิถีผสานอินหยางที่ช่วยเพิ่มพลังรบเข้าไปอีก...
ฉู่โม่ข่มความตื่นเต้นในใจลง แล้วหยิบสิ่งของอีกชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงสมบัติ นั่นคือเส้นใยของแมงมุมอวี้กุ่ย
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาได้นำมันมาหลอมสร้างเป็นอาวุธที่คล่องมือที่สุดชิ้นหนึ่ง
เส้นใยแมงมุมสิบเส้นที่บางเฉียบแต่เหนียวทนทานอย่างเหลือเชื่อ ถูกเชื่อมต่อเข้ากับแหวนวงพิเศษที่ปลายนิ้วทั้งสิบของเขา
เพียงแค่ขยับความคิด ก็สามารถควบคุมได้ดั่งแขนขา สังหารคนได้ไร้ร่องรอย
ฉู่โม่สะบัดมือเบาๆ
ประกายแสงสีเงินที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า วูบผ่านความว่างเปล่าไปวูบหนึ่ง
หินศิลาสีเขียวขนาดครึ่งคนโอบที่อยู่ไม่ไกล พลันขาดออกจากกันอย่างไร้เสียง
รอยตัดเรียบเนียนราวกับกระจก ราวกับถูกตัดผ่านด้วยศาสตราวุธวิเศษชั้นยอด
"ตั้งชื่อให้เจ้าว่าไหมฟ้าครอบก็แล้วกัน"
มุมปากของฉู่โม่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
แม้จะไม่รู้ว่าความแข็งแกร่งของตนในตอนนี้จัดอยู่ในระดับใด
แต่คิดว่าในบรรดาผู้ฝึกตนระดับเดียวกัน เขาต้องเป็นตัวตนที่บดขยี้ผู้อื่นได้อย่างแน่นอน
ส่วนเรื่องต่อไป...
ฉู่โม่ลูบคางครุ่นคิด
การฝึกฝนเคล็ดวิชาหงเหมิงอวี้เทียนจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล
การรีดไถจากลั่วจื่ออิน แม้จะรู้สึกดีมากก็ตาม
แต่จะมัวแต่ถอนขนแกะจากแกะตัวเดียวไม่ได้ หากถอนจนเหี้ยนเตียน ส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าในการเลื่อนระดับสู่ขอบเขตแก่นทองคำของศิษย์พี่หญิงลั่ว นั่นคงได้ไม่คุ้มเสีย
เพราะลั่วจื่ออินในระดับแก่นทองคำ จะสามารถเข้าถึงทรัพยากรของสำนักสายในได้มากขึ้นขนแกะที่เขาจะถอนได้ก็จะมีมากขึ้นและคุณภาพดีขึ้นตามไปด้วย
เรื่องโง่เขลาอย่างการทุบหม้อข้าวตัวเอง เขาไม่ทำแน่
ฉู่โม่ตัดสินใจว่าจะไปที่หอการคลังของศิษย์สายนอกก่อน เพื่อนำเพชรนิลจินดาที่ริบมาจากพวกโจรภูเขา เปลี่ยนเป็นหินวิญญาณให้หมด
เงินตราของปุถุชนพวกนี้ กินพื้นที่ในถุงสมบัติมากเกินไป
ตอนนี้เขาใช้ถุงสมบัติของตัวเอง
แม้ลั่วจื่ออินจะเคยให้ถุงสมบัติที่นางใช้สมัยอยู่สายนอกมาให้
แต่เขาไม่คิดจะใช้มันต่อ
เพราะการห้อยถุงสมบัติสองใบไว้ที่เอวมันดูสะดุดตาเกินไป
และระหว่างถุงสมบัติด้วยกัน เนื่องจากมีแรงผลักของพลังมิติ จึงไม่สามารถเก็บซ้อนกันเหมือนตุ๊กตารัสเซียได้
......
หลังจากแลกเปลี่ยนหินวิญญาณที่หอการคลังเรียบร้อยแล้ว ฉู่โม่ก็แวะไปที่หอศาสตราของศิษย์สายนอก เลือกซื้อกระบี่เหล็กกล้ายาวรูปแบบธรรมดามาเล่มหนึ่ง
ไหมฟ้าครอบคือไพ่ตายของเขา ยามเผชิญหน้าศัตรูจะไม่เปิดเผยออกมาง่ายๆ
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะหวังผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง สยบศัตรูได้ในการโจมตีเดียว
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ฉู่โม่ก็มุ่งหน้าไปยังหอธุรการ
เขาตั้งใจจะไปดูว่ามีภารกิจที่เหมาะสมให้ทำเพื่อแลกหินวิญญาณมาใช้สำหรับการฝึกฝนและใช้จ่ายในอนาคตหรือไม่
ทว่าเพิ่งเดินออกมาได้ไม่ไกล
ด้วยประสาทสัมผัสที่เฉียบคมขึ้นจากเคล็ดวิชาหงเหมิงอวี้เทียนฉู่โม่ก็จับสังเกตได้ว่า ด้านหลังเหมือนจะมีสายตาไม่ประสงค์ดีหลายคู่ กำลังสะกดรอยตามเขามาติดๆ ราวกับหนอนกระดูก