- หน้าแรก
- ราชาเทวะจักรกลแห่งวันสิ้นโลก
- 95 - ทุกคนอยากมีส่วนร่วม
95 - ทุกคนอยากมีส่วนร่วม
95 - ทุกคนอยากมีส่วนร่วม
95 - ทุกคนอยากมีส่วนร่วม
เมื่อเผชิญกับคำตอบของจีน ญี่ปุ่นก็อ่อนข้อลง
ช่วยไม่ได้ ไม่ยอมอ่อนข้อก็ไม่ได้ ตอนนี้คือยุคโลกาวินาศทุกคนสู้กันด้วยจำนวนประชากรและศักยภาพในการทำสงครามซึ่งศักยภาพในการทำสงครามก็คือจำนวนผู้กลายพันธุ์
จำนวนประชากรทั้งหมดของญี่ปุ่นก่อนยุคโลกาวินาศคือกว่า 100 ล้านคน ตอนนี้เหลือประชากรทั้งหมด 33 ล้านกว่าคนมีจำนวนผู้กลายพันธุ์ 2.17 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของญี่ปุ่น อัตราส่วนนี้ถือว่าสูงมากแม้แต่หมีขาว(รัสเซีย) ก็มีผู้กลายพันธุ์มากกว่าพวกเขาแค่ 200000 คน
แต่ข้อมูลนี้เมื่อเทียบกับจีนแล้ว ก็ไม่ถึงหนึ่งในสิบด้วยซ้ำ จำนวนประชากรทั้งหมดของจีนก่อนยุคโลกาวินาศคือ 1.5 พันล้านกว่าคน นี่เป็นแค่ที่สำรวจได้เท่านั้น คนที่ไม่ได้สำรวจเราไม่นับ หากคิดตามอัตราส่วนการตื่นรู้ 20% ก็มีคนตื่นรู้ถึง 300 ล้านกว่าคน เมื่อคิดตามอัตราส่วนความสำเร็จในการตื่นรู้ 10% ก็มีผู้กลายพันธุ์ถึง30 ล้านกว่าคน
คน 30 ล้านกว่าคนนี้ทั้งหมดเป็นของรัฐและยังไม่ได้นับรวมจำนวนคนที่ตื่นรู้ครั้งที่สองด้วย ด้วยจำนวนประชากรที่มหาศาล จำนวนผู้กลายพันธุ์ของจีนจึงเป็นอันดับหนึ่งของโลกคาดว่าจำนวนผู้กลายพันธุ์ของทั้งทวีปแอฟริการวมกัน ก็ยังไม่มากเท่ากับจำนวนผู้กลายพันธุ์ที่จีนมี
เมื่อเผชิญหน้ากับจีนที่มีผู้กลายพันธุ์กว่า 30 ล้านคน และไม่มีข้อจำกัดต่างๆ แม้ญี่ปุ่นกับอเมริกา จะร่วมมือกันก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจีน ดังนั้นหลังจากที่ตัวแทนจีนตอบญี่ปุ่นไปจักรพรรดิของญี่ปุ่นก็โกรธจนทำลายของไปมากมาย แต่ก็ไม่กล้าพูดว่าจะประกาศสงครามกับจีน
แต่ญี่ปุ่นก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ หลังจากที่ภารกิจถูกเผยแพร่ไป 5 ชั่วโมง ญี่ปุ่นก็ส่งคนอีก 100000 คนพร้อมอาวุธหนักต่างๆจากออสเตรเลียไปยังแอฟริกา
เซี่ยงเฉียนไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในการประชุมสหประชาชาติ เขากำลังยุ่งอยู่กับการสร้างฐานชั่วคราวโดยการสั่งการซิงคง
เพื่อให้สามารถเจาะอุโมงค์ใต้ดินที่มีความยาว 820 กิโลเมตรได้ภายใน 22 ชั่วโมง เซี่ยงเฉียนจึงสร้างเครื่องเจาะอุโมงค์กำลังสูงพิเศษเมื่อเลือกตำแหน่งได้แล้ว ซิงคงก็ควบคุมเครื่องเจาะอุโมงค์ให้เจาะลงไปในหินใต้ทะเลอย่างรวดเร็ว
เครื่องเจาะอุโมงค์มีเรดาร์ภาพขนาดเล็กที่เซี่ยงเฉียนออกแบบเป็นพิเศษ สามารถค้นพบสายแร่ที่ขวางอยู่ข้างหน้าได้ในระยะ 10 กิโลเมตร เพื่อประหยัดเวลาเซี่ยงเฉียนจึงไม่คิดจะขุดหลุม แต่เลือกที่จะอ้อมแทน
“เจ้านายรัฐมนตรีหงส่งข้อความมาจะรับสัญญาณไหม” ซิงคงแจ้ง
เซี่ยงเฉียนรู้สึกแปลกใจ ทำไมรัฐมนตรีหงถึงมาหาเขาตอนนี้ หรือว่าในช่วงสองวันมานี้ ประเทศได้ทดสอบยาทั้งสองชนิดเสร็จแล้วเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ
“เสี่ยวเฉียนทำไมคุณถึงไปมีเรื่องกับญี่ปุ่นกะทันหัน พวกเขาทับถมคุณเหรอ” เมื่อการสื่อสารเชื่อมต่อได้ รัฐมนตรีหงก็ถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยก่อนที่เซี่ยงเฉียนจะได้พูดอะไร
“อ่า… ญี่ปุ่นเหรอเปล่าครับ ผมไปมีเรื่องกับญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ด้วยร่างกายเล็กๆอย่างผม จะไปเป็นคู่ต่อสู้ของญี่ปุ่นได้ยังไงครับ รัฐมนตรีหงคิดมากไปแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าญี่ปุ่นไปทำให้คนอื่นไม่พอใจเยอะ เลยมีคนแก้แค้นพวกเขา เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผมครับ” เซี่ยงเฉียนพูดอย่างประหลาดใจ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แม้ทุกคนจะเข้าใจ แต่เขาแค่ไม่อยากยอมรับเท่านั้น
“จริงเหรอ… ถ้าไม่ใช้คุณ งั้นฉันก็สบายใจแล้ว เราเตรียมที่จะเข้าร่วมด้วย เรื่องที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งใหญ่ขนาดนี้ ทำให้ญี่ปุ่นต้องทุ่มทุนขนาดนี้ มันต้องไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีเหตุผลแน่ๆ ถ้าเป็นของดีอะไรบางอย่าง เราจะปล่อยให้ญี่ปุ่นได้ไปไม่ได้” รัฐมนตรีหงพูดอย่างมีนัยยะ
“อืม รัฐมนตรีหงพูดถูก ผมก็คิดแบบนั้นครับ แต่ตอนนี้สถานการณ์ในแอฟริกาค่อนข้างซับซ้อนการเข้าไปโดยประมาทอาจไม่ดี ผมว่าควรรอให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้นก่อน แล้วประเทศค่อยลงมือก็ยังไม่สาย” เซี่ยงเฉียนใจเต้นแรง เขาไม่รู้ว่ารัฐมนตรีหงพูดจริงหรือโกหก
ถ้าประเทศเข้าร่วมด้วย เรื่องก็จะยุ่งยากถ้าเป็นแค่จีนก็ยังพอว่า แต่ถ้าประเทศอื่นๆ ก็คิดแบบเดียวกัน เรื่องก็จะวุ่นวายไปหมด ภายใต้สมมติฐานที่ไม่เปิดเผยความสามารถของอาวุธชีวภาพ การแย่งชิงเรดาร์เนตรเทพอาจจะไม่ง่ายอย่างที่เขาคิด
“ฮ่าฮ่า เสี่ยวเฉียนเรื่องบางอย่างรอให้สถานการณ์ชัดเจนแล้วค่อยลงมือก็ไม่ได้เพราะเมื่อสถานการณ์ชัดเจนแล้ว ก็ไม่เหลืออะไรให้เราทำแล้ว ดังนั้นการเข้าสู่สถานการณ์ตอนนี้คือทางเลือกที่ดีที่สุด” รัฐมนตรีหงพูดอย่างแผ่วเบา
“ถ้าอย่างนั้น ผมก็ทำได้แค่อวยพรให้ประเทศประสบความสำเร็จและได้สิ่งที่ต้องการครับ รัฐมนตรีหงถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะครับ” เซี่ยงเฉียนพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่ในใจกำลังคิดว่าควรทำอย่างไรต่อไป
“เสี่ยวเฉียนเดี๋ยวก่อน ช่วยบอกเราได้ไหมว่าสิ่งนั้นคืออะไรที่คุ้มค่าให้คุณทุ่มเทขนาดนี้” รัฐมนตรีหงพูดอย่างจริงจังเมื่อกี้เขาพูดแบบนั้นเพื่อบีบให้เซี่ยงเฉียนพูดความจริง แต่ไม่คิดว่าเซี่ยงเฉียนจะแข็งกร้าวขนาดนี้ แม้แต่การข่มขู่ด้วยกำลังก็ไม่สามารถทำให้เซี่ยงเฉียนเปลี่ยนใจได้
“...รัฐมนตรีหงพูดตามตรงนะครับ บางครั้งการมีของดีมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีประเทศมีเกราะป้องกันมังกร และเครื่องยนต์จินเตียวแล้ว บวกกับอุปกรณ์สร้างแรงโน้มถ่วงเทียมที่ผมมอบให้ ประเทศของเราก็มีของดีไม่น้อยแล้ว
แม้ว่าจำนวนผู้กลายพันธุ์ของเราจะเป็นอันดับหนึ่งของโลกแต่บรรพบุรุษของเราก็มีคำกล่าวไว้ว่า‘ไม้ที่โดดเด่นในป่า ย่อมถูกลมพัดทำลาย’บางครั้งการมีของดีมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีไม่ว่าจะอยู่บนโลก หรือในจักรวาล
ของเหล่านี้เป็นของดี แต่ลองคิดดูสิประเทศของเราอาจไม่กลัวประเทศอื่นบนโลกแต่มนุษย์ต่างดาวล่ะ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาว ถ้าของดีทั้งหมดอยู่กับประเทศของเรา คุณคิดว่าจะมีใครช่วยเราไหมครับ
ถ้าประเทศเชื่อใจผมสักครั้งอย่าเข้าร่วมในเรื่องนี้เลย ตอนนี้ประเทศของเราก็โดดเด่นเกินไปแล้ว” เซี่ยงเฉียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่างจริงจัง
รัฐมนตรีหงฟังจบก็ไม่ตอบสนองไปครู่ใหญ่เกราะป้องกันมังกรและเครื่องยนต์จินเตียวเป็นความลับสูงสุดของประเทศ พูดได้ว่าคนทั้งประเทศที่รู้เรื่องของสองสิ่งนี้มีไม่เกิน 200 คนและใน 200 คนนี้ กว่า 160 คนก็ถูกเฝ้าจับตาอย่างเข้มงวดเป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดเผยข้อมูล ส่วนคนที่เหลือก็ล้วนเป็นผู้มีอำนาจซึ่งก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดเผย
แต่ของที่เป็นความลับขนาดนี้ เซี่ยงเฉียนกลับรู้อย่างชัดเจนและฟังจากคำพูดของเขา เหมือนกับว่าเขามั่นใจว่าจะต้องเจอมนุษย์ต่างดาวข้อมูลนี้แหละที่สำคัญที่สุด
“เสี่ยวเฉียนคุณช่วยบอกรายละเอียด...”
“รัฐมนตรีหงอย่าถามเลยครับยังไม่ถึงเวลาเมื่อถึงเวลา ผมจะบอกเองครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมยังมีหลายอย่างที่ต้องจัดการไว้มีโอกาสค่อยคุยกันใหม่นะครับ”
เซี่ยงเฉียนปิดการสื่อสารโดยไม่รอให้รัฐมนตรีหงพูดอะไรต่อ
เขานั่งพิงเก้าอี้ดวงตาเหม่อลอยมองเพดาน พึมพำเบาๆ ว่า “เรดาร์เนตรเทพนี้ให้พวกคุณไม่ได้ ถ้ามีสิ่งนี้ มนุษย์ก็อาจจะยึดจักรวาลเล็กๆนั้นไว้ได้ แต่ระบบดาวที่ดูเหมือนสมบูรณ์แบบนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงกรงขังกรงขังที่ถูกปิดผนึกไว้ชั่วนิรันดร์”
……….