เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 291 – เริ่มได้ผ่อนคลาย

บทที่ 291 – เริ่มได้ผ่อนคลาย

บทที่ 291 – เริ่มได้ผ่อนคลาย


ผมยกมือขึ้นเกาหัวตัวเอง “ก่อนหน้าที่จะใช้เวทย์มนต์บทนี้ ฉันก็ไม่รู้จริง ๆ ว่ามันจะทำให้เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ตอนนั้นก็แค่คิดจะใช้อำนาจของพลังศักดิ์สิทธิ์ข่มขู่ทั้งสามอาณาจักรนั่นเท่านั้น ใครจะไปรู้ว่าเวทย์ต้องห้ามของเผ่าเทพเจ้าจะมีอำนาจทำลายล้างมากถึงขนาดนี้ นี่ยังโชคดีที่พวกเราควบคุมมันไม่ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้น ป้อมปราการเต๋อหลุนคงเหลือแต่ซากไปแล้ว”

แต่นั่นทำให้มู่จือตกตะลึงเป็นอย่างมาก เธออุทานออกมาอย่างตกใจ “อะไรนะ? นั่นมันยังไม่สมบูรณ์อีกอย่างนั้นหรือ? อำนาจทำลายล้างระดับนี้ นี่ยังเรียกว่าไม่สมบูรณ์อีกหรือ? แล้วถ้ามันสมบูรณ์แบบจะเกิดอะไรขึ้น ทำลายโลกได้เลยใช่มั้ย?”

ผมได้แต่ทำท่าแบมืออย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะพยักหน้ารับ “มีโอกาสเป็นไปได้มากเลยทีเดียวเชียวล่ะ เวทย์มนต์บทนี้เป็นการรวมพลังของพวกเราทั้งหกเข้าไว้ด้วยกัน ยิ่งพวกเราแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งสามารถดึงพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้ได้มากขึ้นเท่านั้น และพลังของเวทย์มนต์ที่ใช้พลังของพวกเราจะไม่ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกหรือ? พลังของดาบศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายของฉัน เป็นแกนหลักของเวทย์มนต์ต้องห้ามของเผ่าเทพเจ้าบทนี้ แต่ฉันยังไม่สามารถปลดปล่อยพลังของดาบศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการของมันเลย ยิ่งพวกพี่ใหญ่จ้านหู่ด้วยแล้ว พวกเขายังไม่สามารถใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพเลย ถ้าให้ฉันลองประมาณดู ครั้งนี้มันน่าจะมีพลังไม่ถึงสี่ส่วน เมื่อเทียบกับตอนที่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แล้ว”

มู่จือถึงกับอ้าปากค้าง

“เด็กโง่เอ้ย! จะมาตกใจอะไรกับเรื่องแค่นี้ เธอก็เห็นความแข็งแกร่งของเผ่ามารด้วยตาของตัวเองแล้วไม่ใช่เหรอ? แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีร่องรอยของราชามารโผล่มาให้เห็น แต่เจ้าลูกน้องของเขา คนที่ควบคุมร่างของราชาปีศาจซาต้าอยู่ในตอนนั้น มันทรงพลังมากแค่ไหนเธอก็เคยเห็นแล้ว แล้วถ้าเป็นตัวของราชามารเองล่ะ ฉันไม่อยากจะจินตนาการถึงมันเลยจริง ๆ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ราชาเทพถ่ายทอดเวทย์มนต์บทนี้ให้เรา ก็เพื่อให้ใช้มันกำจัดราชามารให้ได้ ดังนั้น เวทย์ต้องห้ามของเผ่าเทพเจ้าบทนี้ต้องมีพลังทำลายล้างอย่างที่พวกเราคาดไม่ถึงแน่ ๆ”

มู่จือต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะรวบรวมสติของตัวเองกลับมาได้ “ฉันได้แต่หวังว่าพวกเราจะสามารถกำจัดราชามารได้ในสักวันหนึ่ง เพื่อที่ฉันจะได้อยู่กับนายจริง ๆ..” เธอหน้าแดง แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก

ผมก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก เพียงแค่กระชับอ้อมกอดของตัวเองให้แน่นขึ้นเท่านั้น ในตอนนี้ พวกเราสามารถทำภารกิจในขั้นแรกได้สำเร็จแล้ว ต่อไปก็เพียงแค่ต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้มากขึ้นเท่านั้น แล้วทุกอย่างก็จะได้บทสรุปเมื่อราชามารปรากฏตัวออกมา พวกเราไม่มีวิธีอื่นใดนอกจากนี้เลย แม้ว่ามันอาจจะมองว่าเป็นวิธีที่ไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพมากนัก แต่แม้กระทั่งราชาเทพก็คงจะไม่รู้ว่าร่างจำแลงของราชามารตอนนี้อยู่ที่ไหน องค์ราชาเทพน่าจะกำลังวุ่นอยู่กับการผนึกร่างจริงของราชามารอย่างเต็มกำลัง

แล้วเมื่อเวลาผ่านไปอีกสักพัก ผมก็กล่าวขึ้นมากับมู่จือ “ฉันอยากจะไปหาพวกคนอื่น ๆ แล้ว จะไปดูเสียหน่อยว่าพวกเขาเป็นยังไงกันบ้าง?”

เธอทำตามอย่างเชื่อฟัง ค่อย ๆ พยุงให้ผมลุกขึ้นยืนจนได้ หลังจากที่ขยับตัวเพื่อยืดกล้ามเนื้อที่ยังมีอาการปวดร้าวอยู่สักพัก ผมก็ยิ้มออกมาได้ “มันดีขึ้นมากแล้วล่ะ ไปกันเถอะ”

เธอเดินนำออกจากกระโจมไปข้างนอก โดยมีผมที่ถือคทาเวทย์ซู่เกอลาไว้ในมือตามออกมาติด ๆ เมื่อทหารที่กำลังลาดตระเวนอยู่เห็นพวกเราทั้งสองคน พวกเขาก็รีบแสดงความเคารพด้วยสายตาที่ยำเกรงอย่างทันที

พวกเราเดินกันออกมาไม่ไกลมากนัก หลังจากผ่านมา 2-3 กระโจม ผมก็เห็นเข้ากับกระโจมหลังใหญ่ที่เป็นที่พักของทุกคน พวกเราเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปข้างในอย่างไม่รอช้า

พวกเขาอยู่ที่นี่กันทั้งหมด ดูเหมือนว่าเค้อหลุนตัวกำลังเล่าเรื่องราวอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขายิ้มได้ให้ฟังอยู่ ทุกคนอยู่ในสภาพที่ผ่อนคลายกันมาก แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว ตอนนี้พวกเราทำเรื่องสำคัญสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว ทุกคนควรจะได้ผ่อนคลายกันบ้าง

“จางกง! นายฟื้นแล้วหรือ?” เสียงของพี่ใหญ่จ้านหู่ถามดังออกมา

ผมยิ้ม ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ เขา “พี่ใหญ่ พวกพี่เป็นยังไงกันบ้างล่ะ?”

สีหน้าของจ้านหู่ยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “เวทย์ต้องห้ามบทนี้นี่น่ากลัวจริง ๆ ตอนที่ร่ายเวทย์ออกไปแล้ว ข้ารู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายถูกเกราะของเทพสงครามควบคุมไปจนหมด พลังในร่างกายถูกใช้ออกไปแทบจะหมดสิ้น ถ้าข้าจะล้มลงตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลย โชคดี! ที่เจ้าได้จัดแจงให้มีคนคอยช่วยเหลือ และส่งพลังจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ให้พวกเราได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้น ข้าไม่แน่ใจเหมือนกันว่า จะสามารถมีชีวิตรอดกลับมาที่นี่ได้หรือไม่?”

ตงรื่อหัวเราะออกมา “พวกเราทุกคนก็เหมือนกันนั่นแหละ ฉันเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่าเวทย์ต้องห้ามในหมู่เวทย์ต้องห้ามที่ราชาเทพเคยบอกเอาไว้ก็ตอนนี้ มันทรงพลังเป็นอย่างมาก! ได้เห็นพลังที่มันแสดงออกมาในตอนนั้นแล้ว ราชามารจะแข็งแกร่งสักแค่ไหนกันเชียว แค่เจอกับบทเพลงสรรเสริญหกเทพเจ้าของพวกเราเข้าไป ก็ต้องถูกกำจัดลงอย่างง่ายดายแน่นอน ต่อให้พวกมันมีคนเป็นหมื่น ๆ ก็เถอะ”

ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แต่เหมือนว่าพวกเขาจะเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ยกเว้นก็แต่ซิวซือ!

และเมื่อผมได้ยินดังนั้น ก็ทำหน้าเครียด ก่อนจะกล่าวบอกตงรื่อ “นายเข้าใจผิดแล้ว!”

ดูเหมือนว่าเขาจะตกใจเล็กน้อย ถามกลับออกมาทันที “เรื่องอะไร?”

ผมบอกเขาอย่างจริงจัง “ถึงแม้ว่าพลังของเวทย์ต้องห้ามของเทพเจ้าบทนี้จะทรงพลัง แต่ว่า พวกนายรู้หรือไม่? ฉันเกือบจะควบคุมมันไม่ได้อยู่แล้ว พลังของพวกเรายังอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถทนทานเวทย์มนต์ที่ตัวเองร่ายออกมาได้ด้วยซ้ำ แล้วจะดึงพลังของมันออกมาจนถึงขีดสุดได้อย่างไร นายคิดจริง ๆ หรือว่า ราชามารจะสามารถจัดการได้ง่ายขนาดนั้น? ถ้าเป็นอย่างนั้น ราชาเทพคงจะไม่ต้องลำบากขนาดนี้หรอก แม้แต่เผ่าเทพเองยังเกือบสูญสลายไป แม้ว่าความแข็งแกร่งของพวกเราตอนนี้จะไม่ได้แย่ แต่คิดว่ามันจะเทียบกับนักรบของเผ่าเทพได้อย่างนั้นหรือ? ฉันคิดว่ามันยังห่างไกลจากพวกเขาอยู่มากนัก แล้วพวกเราจะนับเป็นอะไรในสายตาของราชามาร ในเมื่อขนาดเผ่าเทพเองยังยากที่จะรับมือกับพวกมันได้? ดังนั้น พวกเราจะต้องไม่หลงระเริงจนเดินไป ฉันได้ตัดสินใจแล้ว พวกเรากลับไปถึงฐานที่มั่นกันก่อน หลังจากนั้นฉันจะเดินทางต่อไปยังหุบเขาแบ่งฟ้าต่อทันที เพื่อไปรับสืบทอดพลังของพระเจ้าให้เสร็จสิ้นไป ส่วนพวกนายต้องพยายามบรรลุระดับเทพสงครามให้ได้โดยเร็ว”

ตงรื่อก้มหน้ามองพื้น พึมพำออกมาอย่างไม่ยอมรับสักเท่าไร “พวกเราไม่ได้แย่ขนาดนั้นเสียหน่อย”

ซิวซือลุกขึ้นมากล่าวเสริมให้ผม “ไม่หรอก! บางทีเรื่องนี้อาจจะแย่เสียยิ่งกว่าที่จางกงพูดออกมาอีก เขาพูดถูกอยู่อย่างหนึ่งแน่ ๆ พวกเราไม่รู้เลยว่าเผ่ามารมีความแข็งแกร่งมากขนาดไหน และพวกมันก็อยู่ในที่มืด ในขณะที่พวกเราอยู่ในที่สว่าง ดังนั้น พวกเราไม่อาจที่จะหย่อนยานในการฝึกฝนได้เลย ไม่อย่างนั้นภารกิจของพวกเราไม่มีทางสำเร็จได้อย่างแน่นอน”

ดูเหมือนว่าเขาจะคิดได้ใกล้เคียงกับผมมาก นั่นทำให้ผมยิ้มออกมา “ตอนนี้พลังของทุกคนยังไม่ฟื้นฟูกลับมาเต็มที่นัก ดังนั้น พวกเราจะยังพักอยู่ที่นี่อีกสัก 2-3 วันก่อน เมื่อทุกคนฟื้นฟูดีแล้ว พวกเราจะออกเดินทางกลับไปที่ฐานที่มั่นทันที ช่วงนี้ก็ถือเป็นช่วงเวลาพักผ่อนไปด้วยในตัวก็แล้วกัน ส่วนฉันยังมีธุระที่ต้องจัดการในป้อมปราการเต๋อหลุนอีกเล็กน้อย”

แล้วผมก็เดินนำหน้ามู่จือออกมาจากกระโจมหลังนั้น “เธอจะไปที่ป้อมปราการกับฉันด้วยก็ได้ ฉันอยากรู้สถานการณ์ของที่นั่นให้ชัดเจนอีกหน่อย แล้วยังมีเสี่ยวจินกับเสี่ยวโร่วอีก ยังไงก็ต้องกลับไปรับพวกมันกลับมา”

มู่จือตกลงที่จะไปกับผมด้วย “ได้เลย! พวกเราไปกันเถอะ! อ้อ! แล้วตอนนี้นายเหาะได้หรือเปล่า?”

นั่นทำให้ผมหน้าเบ้ไปเลยทีเดียว “ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย! ระยะทางแค่นี้มันไม่ใช่ปัญหาหรอก” แล้วผมก็แก้เผ็ดเธอ ด้วยการเอามือโอบเอวของเธอไว้แน่น ก่อนจะใช้พลังของจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ส่งตัวเองทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว กลายเป็นลำแสงสีทองพุ่งตรงไปยังป้อมปราการเต๋อหลุน โดยมีเสียงมู่จือ กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ

จบบทที่ บทที่ 291 – เริ่มได้ผ่อนคลาย

คัดลอกลิงก์แล้ว