- หน้าแรก
- ปลุกพลังสายน้ำแข็งขั้นสุด แล้วหยุดที่คำว่าไร้เทียมทาน!
- บทที่ 405: บาร์บีคิวยามดึก!
บทที่ 405: บาร์บีคิวยามดึก!
บทที่ 405: บาร์บีคิวยามดึก!
จากนั้น ลู่หยวนและเย่ชิงเยว่ก็เริ่มดำเนินการตามแผนล่าอสูรร้ายในขั้นต่อไป
หลังจากตระเวนอยู่ในป่าหิมะน้ำแข็งแห่งนี้มาตลอดทั้งวัน เมื่อนับรวมช้างยักษ์เหมันต์ที่พบในตอนแรก พวกเขาก็เจออสูรร้ายเพียงแค่สามตัวเท่านั้น
ช้างยักษ์เหมันต์ตัวนั้นเป็นอสูรร้ายระดับแปดขั้นสูง ให้คะแนน 200 แต้ม
ส่วนอีกสองตัวที่พบ ล้วนเป็นระดับเจ็ดขั้นล่าง ได้คะแนนเพียงตัวละ 20 แต้ม
วุ่นวายมาทั้งวัน เก็บมาได้แค่ 220 แต้ม ยังห่างไกลจากเป้าหมายหนึ่งหมื่นแต้มอีกโข
หรือพูดให้ถูกคือต้องสองหมื่นแต้มต่างหาก
ลู่หยวนต้องออกไปจากที่นี่ เย่ชิงเยว่ก็เช่นกัน คนเดียวหนึ่งหมื่น สองคนก็ต้องสองหมื่น
ราตรีมาเยือน...
“เฮ้อ... นึกไม่ถึงเลยว่าอสูรร้ายที่นี่จะหายากขนาดนี้”
ลู่หยวนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก เราค่อยเป็นค่อยไปเถอะ”
เย่ชิงเยว่เอ่ยปลอบโยนเสียงเบา
โบราณสถานร้างหมายเลข 1 เปิดทำการนานถึงสองเดือน
ระยะเวลาสองเดือนหรือหกสิบวัน เฉลี่ยแล้วหาแค่วันละ 300 กว่าแต้มก็เพียงพอ
ขอแค่เจออสูรร้ายระดับเก้าบ้าง การจะทำให้สำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก
แน่นอนว่า ถ้าโชคไม่ดี เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา...
แต่อย่างน้อยภายในเวลาสองเดือนนี้ การหาให้ได้หนึ่งหมื่นแต้มก็ไม่มีปัญหาแน่นอน
เธอก็จะเลือกให้ลู่หยวนได้ออกไป
เรื่องโรคเกล็ดทมิฬในตอนนั้น เย่ชิงเยว่ยังคงจดจำไว้ในใจเสมอ
จากนั้น ลู่หยวนและเย่ชิงเยว่ก็ก่อกองไฟและเริ่มย่างบาร์บีคิวด้วยกัน
เขานำเนื้อช้างยักษ์เหมันต์ออกมาจากแหวนมิติ ใช้หนามน้ำแข็งเสียบเนื้อ แล้วนำไปย่างบนกองไฟ
พอเนื้อเริ่มสุกได้ที่ ก็โรยผงยี่หร่าและพริกป่นลงไปจนทั่ว
กลิ่นหอมฉุยเตะจมูกทันที!
“หอมจัง... นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะย่างบาร์บีคิวเป็นด้วย”
เย่ชิงเยว่อดไม่ได้ที่จะสูดจมูกฟุดฟิด เผยรอยยิ้มออกมา
“ก็พอได้ครับ สมัยอยู่โลกใต้พิภพผมย่างกินบ่อยๆ”
ลู่หยวนพูดพลางยิ้ม จากนั้นก็ส่งเนื้อช้างยักษ์เหมันต์ไม้แรกที่ย่างเสร็จแล้วให้กับเย่ชิงเยว่
เทคนิคการย่างบาร์บีคิวนี้ ลู่หยวนเรียนรู้มาตั้งแต่ตอนอยู่ทีมรบจิ้งจอกไฟ
จนกระทั่งภายหลัง แม้จะออกจากทีมรบจิ้งจอกไฟแล้ว ลู่หยวนก็ยังคงนำเนื้ออสูรร้ายที่ล่าได้มาย่างกินอยู่บ่อยครั้ง
เรียกได้ว่าความชำนาญเกิดจากการฝึกฝน ยิ่งย่างก็ยิ่งคล่อง ยิ่งทำก็ยิ่งอร่อย
ลู่หยวนยิ้ม “พี่เยว่ ลองชิมดูสิครับ”
เย่ชิงเยว่อึ้งไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็รับไม้แรกนั้นมา
เธอโน้มตัวลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวจับไม้เสียบหนามน้ำแข็ง ริมฝีปากบางสัมผัสลงบนเนื้อย่างที่ยังคงมีไอร้อนระอุ
ฟันขาวขบกัดลงไปเบาๆ น้ำเนื้อหอมกรุ่นแตกซ่านในปากทันที คราบมันไหลย้อยลงมาที่มุมปากเล็กน้อย เธอใช้ปลายลิ้นเลียเบาๆ โดยไม่รู้ตัว หางตาโค้งลงเล็กน้อย แฝงไปด้วยความรู้สึกพึงพอใจอันนุ่มนวล
ไอร้อนลอยอวลอยู่ข้างแก้ม ขับให้ผิวพรรณดูละเอียดผ่องใส แม้แต่ลมหายใจก็ยังเจือไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อย่าง ดูอ่อนโยนและมีชีวิตชีวา
เย่ชิงเยว่อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้ เอ่ยปากชมว่า “แค่ดมก็ว่าหอมแล้ว นึกไม่ถึงว่าพอกินเข้าไปจะหอมยิ่งกว่าเดิมอีก”
ลู่หยวนหัวเราะแหะๆ “แหะๆ พี่อย่าชมผมขนาดนั้นสิครับ เดี๋ยวผมจะเหลิงเอานะ”
“เหลิง? ถ้าเธอจะเหลิงแล้วมันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรกันเชียว?”
ดวงตาคู่สวยของเย่ชิงเยว่จับจ้องไปที่ลู่หยวน พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ในสายตาของเธอ ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือความแข็งแกร่งของลู่หยวน ต่อให้จะหยิ่งผยองบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
จู่ๆ เย่ชิงเยว่ก็พูดขึ้นว่า “ลู่หยวน งั้นเธอสอนฉันย่างบ้างสิ?”
หลังจากกัดเนื้อช้างยักษ์เหมันต์ไปคำหนึ่ง ลู่หยวนก็พยักหน้าตอบตกลง
...
“พี่เยว่ ได้แล้วครับ”
ลู่หยวนส่งสัญญาณบอก
เย่ชิงเยว่พยักหน้า จากนั้นก็ดึงไม้เสียบออกจากกองไฟ
“มา... ฉันป้อน”
เย่ชิงเยว่ยื่นไม้เสียบไปจ่อที่ปากของลู่หยวน
ลู่หยวนอ้าปากรับ กัดลงไปคำหนึ่ง
“อืม... รสชาติใช้ได้เลยครับ ยากจะเชื่อนะเนี่ยว่านี่เป็นครั้งแรกที่พี่ย่าง”
ลู่หยวนเอ่ยชมจากใจจริง
พอได้ยินลู่หยวนพูดแบบนี้ เย่ชิงเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะค้อนวงใหญ่ใส่
พร้อมกับบ่นอุบอิบเบาๆ “ก็เธอบอกฉันหมดแล้วว่าต้องเอาขึ้นตอนไหน ฉันก็ต้องคุมไฟได้อยู่แล้วสิ...”
การย่างบาร์บีคิว สิ่งสำคัญที่สุดคือการคุมไฟ
และในจุดนี้ ลู่หยวนได้ช่วยเย่ชิงเยว่ข้ามขั้นตอนยากๆ ไปแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงบ่นพึมพำของเย่ชิงเยว่ ลู่หยวนก็ได้แต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร
ทั้งสองช่วยกันย่างไม้ที่เหลือจนหมด
ลู่หยวนไม่ได้สอนเธออีก ปล่อยให้เธอย่างเอง
และก็เป็นไปตามคาด ในบรรดาไม้เสียบทั้งหมด มีบางไม้ที่สีสวยสม่ำเสมอดูน่ากิน แต่ก็มีบางไม้ที่สีออกจะเกรียมไปบ้าง
เย่ชิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย กอดอกไม่พูดไม่จา ทำแก้มป่องเหมือนเด็กสาวที่กำลังงอนตุ๊บป่อง
จริงๆ แล้ว นี่เป็นการแกล้งทำ
เย่ชิงเยว่ไม่ได้เป็นคนคิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้น
ไม่ถึงกับต้องมานั่งงอนเพราะเรื่องแค่นี้หรอก
เมื่อเห็นท่าทางแบบนี้ ลู่หยวนก็เผยรอยยิ้มออกมา
อาจารย์ทำแก้มป่องงอนเหมือนเด็กสาวแบบนี้... ดูไปดูมากลับน่ารักชะมัด
มันทำให้ลู่หยวนรู้สึกว่าเธอแตกต่างไปจากผู้หญิงคนอื่นๆ
แต่ไม่นานเขาก็ตระหนักได้ว่าความคิดของตัวเองนั้นบ้าบิ่นแค่ไหน!
นี่ดูเหมือนจะเป็นครั้งที่สองแล้วสินะที่เขามีความคิดแบบนี้?
พอคิดได้ดังนั้น ลู่หยวนก็รีบส่ายหน้า เหมือนต้องการจะสลัดความคิดนี้ออกไปจากสมองให้หมดสิ้น
“พี่เยว่อย่าเศร้าไปเลยครับ เดี๋ยวผมเล่าเรื่องตอนเพิ่งเข้าโลกใต้พิภพให้ฟังนะ”
จากนั้น ลู่หยวนก็เริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆ
ส่วนเย่ชิงเยว่ก็ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ และคอยยกมือปิดปากหัวเราะเป็นระยะ
...
ดึกสงัด
ทั้งสองแยกย้ายกลับเข้าไปในเต็นท์ของตัวเอง เตรียมตัวเข้านอน
เวลานี้เอง ในหัวของเย่ชิงเยว่ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
เธอนึกย้อนไปถึงคำพูดที่ซามิร่าเคยบอกกับเธอ...
ซามิร่าบอกให้เธอวางยาลู่หยวนไปเลย
“ถ้าฉันใส่ชุดวับๆ แวมๆ เดินเข้าไปในเต็นท์ของเขา... จะเป็นยังไงนะ?”
เย่ชิงเยว่อดไม่ได้ที่จะคิดในใจ
“ช่างเถอะ... ช่างเถอะ...”
เย่ชิงเยว่ไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นจริงๆ
เธอชอบลู่หยวน นั่นคือความจริง
แต่เธอจะไม่ยอมทำทุกวิถีทางเพียงเพราะชอบเขา!
วางยา? ฉวยโอกาสจากความรับผิดชอบของลู่หยวน? เรื่องพรรค์นั้น เธอทำไม่ลงจริงๆ
เธอหวังว่าลู่หยวนจะรักในตัวตนที่แท้จริงของเธอมากกว่า
ก่อนหน้านี้เย่ชิงเยว่เคยคิดจะตัดใจ
แต่พอลองพยายามดูแล้วถึงได้พบว่า เธอตัดใจไม่ได้เลย...
เพราะอย่างไรเสีย นี่ก็เป็นรักแรกของเธอตั้งแต่เกิดมาจนโตป่านนี้
ส่วนภายในเต็นท์อีกด้านหนึ่ง...
ลู่หยวนนอนแผ่อยู่บนฟูกที่ปูไว้ ก็นอนไม่หลับเช่นกัน
เขาสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย ในใจพลันเกิดข้อสันนิษฐานที่บ้าบิ่นสุดขีดขึ้นมา
หรือว่าเราจะมีความรู้สึกแบบนั้นกับอาจารย์เข้าแล้ว?
ลองคิดดูดีๆ ก็สมเหตุสมผล ลู่หยวนได้เห็นด้านที่ไม่เคยมีใครรู้ของเย่ชิงเยว่มามากเกินไปแล้วจริงๆ
“หรือจะลองสารภาพความในใจกับอาจารย์ดี?”
ลู่หยวนตกอยู่ในห้วงความคิด
แต่เขาก็ยังคงปฏิเสธความคิดนี้ของตัวเอง
เพราะเขานึกขึ้นได้ว่า เย่ชิงเยว่เคยพูดไว้ว่า “วางใจเถอะ ฉันไม่สนเด็กเมื่อวานซืนอย่างเธอหรอก”
ประโยคนี้ เธอพูดตอนที่สอนเขาฝึกฝน 《เคล็ดวิชาหลอมวิญญาณปีกเหมันต์》
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้สนใจเขา งั้นไม่สารภาพความในใจคงจะดีกว่า
เพราะถ้าหากสารภาพไปแล้วจนทำลายความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์นี้ลง มันคงจะไม่คุ้มกันจริงๆ...