เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 247 – หัวใจที่เจ็บช้ำ

บทที่ 247 – หัวใจที่เจ็บช้ำ

บทที่ 247 – หัวใจที่เจ็บช้ำ


เค้อหลุนตัวก็ยืนขึ้นและกล่าวออกมาอย่างไม่เต็มเสียงนัก “สิ่งที่ข้าได้กระทำต่อพวกเจ้าไปนั้น ข้ารู้ตัวดีว่ามันไม่ถูกต้อง ข้าเพียงแต่หวังว่าทุกคนจะสามารถให้อภัยแก่ข้าได้ ในตอนนี้ พวกเรามีความตั้งใจที่จะเป็นตัวแทนของจักรพรรดิปีศาจในการเจรจาอย่างเต็มกำลัง”

จ้านหู่หันมามองที่ผม เมื่อเขาเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็นแล้วก็ส่ายหน้า “ในเมื่อจางกง! คนที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้มากที่สุด ยังไม่ติดใจเอาความ ข้าจะกล่าวอะไรอย่างอื่นได้อีกล่ะ? แต่จำเอาไว้ให้ดี เค้อหลุนตัว! ความแค้นในครั้งนี้ของเรายังไม่จบสิ้น ถ้ามีโอกาส ข้าจะหาเวลาสั่งสอนเจ้าอย่างตรงไปตรงมาสักครั้ง อย่าให้รู้ว่ายังจะมีเลห์กลอะไรอีกนะ คราวนี้ข้าไม่ไว้หน้าใครอีกแน่”

ตอนนี้เค้อหลุนตัวกลายเป็นคนที่เชื่อฟังไปแล้ว เขามีความอดทนที่สูงมากจริง ๆ นี่อาจจะเป็นส่วนที่น่ากลัวที่สุดของเขาแล้วก็ได้

อาจเป็นเพราะว่าทุกคนเห็นท่าทางที่จริงจังของผม ไม่มีพวกเขาคนใดกล้ากล่าวอะไรออกมาอีก

เป็นผมที่กล่าวออกมาต่อ “ทุกคน ต้องขอขอบคุณมากที่ยอมเข้าใจในเรื่องนี้ ตอนนี้พวกเรายังต้องพักรออยู่ที่นี่อีกหลายวันก่อน ฉันได้นัดหมายกับเสี่ยวจินเอาไว้ล่วงหน้า ว่าให้มาเจอกับเราที่นี่”

ตงรื่อถามออกมาอย่างสงสัย “ไม่ใช่ว่านายส่งสัตว์เวทย์ของนายกลับบ้านไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมมันถึงได้กลับมาอีกล่ะ?”

“มันเสร็จสิ้นการฝึกพิเศษที่หุบเขามังกรเรียบร้อยแล้ว เป็นธรรมดาที่มันจะกลับมาอยู่กับฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะมันกลับมาทันเวลา การช่วยเหลือพวกนายคงจะไม่มีทางประสบความสำเร็จแน่” เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่ได้พากันกดดันมู่จือกับเค้อหลุนตัวมากเกินไปนัก จิตใจของผมก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย

เจี้ยนซานเปลี่ยนเรื่องพูดออกมา “ทุกคนน่าจะหิวกันแล้ว ข้าจะออกไปหาล่าปีศาจอสูรมาสักตัวสองตัวก็แล้วกันนะ”

เสี่ยวโร่วมุดออกมาจากแขนเสื้อของผมทันที แล้วในชั่วพริบตา รูปลักษณ์อันสวยงานเย้ายวนของเธอก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน “ข้าคิดว่าข้าเป็นคนออกไปเองจะดีกว่านะ”

ตอนที่เค้อหลุนตัวกับมู่จือเห็นรูปร่างหน้าตาของเสี่ยวโร่ว พวกเขามองหน้ากันด้วยอาการตกตะลึงไม่น้อย

ส่วนเจี้ยนซานหัวเราะออกมาเล็กน้อย “ข้านี่ก็ขี้ลืมจริง ๆ ยังมีเจ้าปีศาจตัวน้อยอยู่ด้วยนี่นา จากที่จางกงเล่าให้ฟัง ถ้าไม่ได้เธอเป็นคนช่วยเหลือเอาไว้ เขาคงจะไม่มีชีวิตรอดอยู่แน่ ต้องขอบคุณเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย”

จ้านหู่ก็ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้มเหมือนกัน “ถูกต้องแล้ว สาวน้อย! ต้องขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยน้องชายของข้าเอาไว้!”

ตอนนี่เสี่ยวโร่วไม่ได้หว่านเสน่ห์อะไรออกมาอีกแล้ว เธอเพียงตอบกลับอย่างอาย ๆ “ข้าไม่ใช่สาวน้อยอะไรนั่นหรอก ถ้านับอายุกันจริง ๆ ข้าแก่กว่าพวกเจ้าทุกคนไม่น้อย แล้วเรื่องการช่วยเหลือนั่น มันเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยเหลือนายท่านอยู่แล้ว อีกอย่าง ข้ามีความสุขเวลาที่ได้อยู่ข้างกายนายท่าน ตอนนี้พวกเจ้าสามารถเรียกชื่อใหม่ของข้าได้แล้ว นายท่านตั้งชื่อให้ข้าว่าเสี่ยวโร่ว เดี๋ยวข้าจะเป็นคนออกไปหาอาหารมาให้พวกเจ้าเอง ฮี่ฮี่!” หลังจากกล่าวจบ เธอก็เคลื่อนตัวจากไปทันที

ผมมองไปทางเค้อหลุนตัวกับมู่จือที่ยังตกตะลึงอยู่ ก่อนจะกล่าวบอกออกไป “เสี่ยวโร่วเป็นปีศาจจิ้งจอกหกหาง ถ้าไม่มีเธอเป็นคนช่วยเหลือเอาไว้ ข้าคงจะไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว”

เค้อหลุนตัวตอบกลับมา “ข้าแค่คิดอยู่เสมอว่า เธอน่าจะรู้จักแค่การหลอกลวงผู้คนเท่านั้น นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าปีศาจอสูรจะรู้จักการช่วยชีวิตคนด้วย”

เสียงของตงรื่อดังขึ้นมา “ถึงแม้ว่าเสี่ยวโร่วมักจะหลอกลวงผู้คน แต่ก็ไม่เคยทำร้ายใครมากมายนัก ไม่เหมือนกับใครบางคนที่อยู่แถวนี้หรอกนะ!”

นั่นทำให้เค้อหลุนตัวกลายเป็นพูดไม่ออกขึ้นมาทันที ส่วนมู่จือนั้นมองมาที่ผมแบบแปลก ๆ

ผมพบหินก้อนใหญ่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่ที่ทุกคนรวมตัวอยู่นัก จึงเดินออกไปนั่งอยู่ที่นั่น เพื่อทำสมาธิฝึกฝนเพิ่มพูนพลังเวทย์ของตัวเองบ้าง

ส่วนเค้อหลุนตัวตอนนี้หยิบเอาเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ออกมาจากกระเป๋าของเขา ก่อนจะส่งมันให้กับมู่จื ก่อนจะกล่าวว่า “บนนี้ลมค่อนข้างจะแรงไม่น้อย เจ้าต้องระวังอย่าให้เจ็บป่วยได้”

มู่จือเหลือบมามองทางผมแวบหนึ่ง ก่อนจะปฏิเสธความหวังดีของเค้อหลุนตัว “พี่ใหญ่หวาเหลิ่ง ข้ายังไม่หนาว เสื้อนี่ท่านสวมเองเถิด” หลังจากที่กล่าวจบ เธอก็ออกเดินมาทางผมทันที แม้ว่าตาของผมจะหลับอยู่ แต่ก็ยังคงได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอได้อย่างชัดเจน ยิ่งเสียงฝีเท้าเข้ามาอยู่ในระยะใกล้เท่าไหร่ หัวใจของผมก็เต้นแรงมากขึ้นทุกที

ผมรีบตั้งสมาธิหมุนเวียนพลังเวทย์ผสานในร่างกายต่อทันที พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะฝึกฝนต่อไป แต่พลังเวทย์ในร่างกายผมเริ่มปั่นป่วนไปหมดแล้ว

เสียงฝีเท้าของมู่จือหยุดอยู่ห่างจากผมไม่ไกลมากนัก ลมหายใจที่แผ่วเบาของผมยังนำกลิ่นกายที่คุ้นเคยของเธอลอยมาเข้าจมูก นั้นทำให้ผมยิ่งหวั่นไหวมากยิ่งขึ้นไปอีก ผมต้องลอบใช้นิ้วหยิกตัวเองอย่างแรง พยายามทำให้สติของตัวเองนั่นแจ่มใสที่สุดเท่าที่จะทำได้

เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเป็นเวลานานไม่น้อย ไม่มีแม้แต่การขยับตัวเลย และสายลมยังคงพัดพากลิ่นหอมของเธอมาหาผมไม่หยุด นั่นทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอมายืนอยู่ที่ตรงนี้เพื่ออะไร เมื่อความสงสัยของผมพุ่งจนถึงจุดสูงสุด ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพบว่ามู่จือยืนน้ำตาไหลอยู่ตรงหน้าของตัวเอง ตอนนี้เธอเปลี่ยนร่างกลับไปอยู่ในรูปลักษณ์แบบเดิมของตัวเองแล้ว แต่ที่เสื้อกับชุ่มไปด้วยน้ำตาที่ไหลหยดลงมา เธอไม่ได้ส่งเสียงออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวจริง ๆ เพียงแต่ยืนปล่อยให้ตัวเองน้ำตาไหลอยู่ตรงนั้น

การที่ผมได้เห็นเธออยู่ในสภาพแบบนั้น มันทำให้ร่างกายของผมเริ่มกระตุกเกร็งขึ้นมา โดยเฉพาะตรงที่อกทางด้านซ้าย มันเกร็งจนกลายเป็นความเจ็บปวดที่อธิบายไม่ได้เลยจริง ๆ ผมพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะควบคุมเสียงของผมไม่ให้สั่น “มีอะไรผิดปกติอย่างนั้นหรือองค์หญิง? หรือว่าท่านต้องการให้ข้าช่วยเหลือเรื่องอันใด?” หลังจากที่กล่าวออกไป มันมีความรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองมันกระตุกแรงขึ้นอีก

เธอก้าวเข้ามายืนอยู่เกือบจะติดตัวผม ยื่นมือออกมาลูบคลำใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็นของผมอย่างอ่อนโยน “จางกง นายต้องทนมาอย่างยากลำบากแน่ ๆ” เสียงอันไพเราะอ่อนโยนของเธอ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้สติกลับมาอีกครั้ง ผมจับมือเล็ก ๆ ของเธอให้หยุดเอาไว้ ก่อนจะกล่าวออกไป “องค์หญิง ท่านไม่ควรทำแบบนี้ ผู้ชายกับผู้หญิงไม่ควรจะแตะเนื้อต้องตัวกันเด็ดขาด แล้วอีกอย่าง คู่หมั้นขององค์หญิงก็ยังอยู่ตรงนั้น!”

เหมือนว่าเธอจะไม่ได้ฟังที่ผมพูดเลย พุ่งเข้ามาซบอยู่กับอกของผมก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างหนัก นั่นทำให้ผมที่ไม่ได้ระวังตัวเอาไว้ก่อน ต้องล้มลงไปนอนอยู่กับพื้น ถึงแม้ว่าความรู้สึกในใจของผมมันอาจจะหนักอึ้ง แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด สติของผมนั้นยังแจ่มใสอยู่มาก ผมรีบพยายามผลักเธอออกให้พ้นจากตัวเองทันที แต่ไม่เป็นผล เพราะตอนนี้เธอกอดผมเอาไว้แน่นมาก ร่างของเธอทับอยู่บนตัวของผมอย่างแนบแน่น ร่างกายของเธอนั้นนุ่มนวลไปหมดทุกส่วน และการที่มีเธออยู่ใกล้ชิดมากขนาดนี้ ทำให้ผมระงับความรู้สึกเอาไว้ไม่อยู่แล้ว ผมเริ่มกอดเธอกลับแน่นไม่แพ้กัน ปากของผมก็เริ่มค้นหารสชาติของความหวานที่คุ้นเคยจากริมฝีบางนุ่มบางของเธอ โชคยังดี ก้อนหินที่ผมเลือกมานั่งอยู่นี้เป็นอีกด้านของคนที่เหลือ ทำให้ตอนนี้ไม่น่าจะมีใครเห็นการกระทำของพวกเรา

ผมพลิกตัวขึ้นมาอยู่ด้านบนแล้ว ระดมจูบลงไปที่หน้าผาก ริมฝีปาก เส้นผม และลำคอระหงของเธออย่างบ้าคลั่ง

ไม่รู้ว่าเป็นโชคร้ายหรือโชคดี ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำทมึน ก่อนที่จะมีฝนเทลงมาอย่างไม่มีวี่แววมาก่อนเลย แต่มันช่วยปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาได้อีกครั้ง ผมรีบลุกขึ้นก่อนจะปาดน้ำฝนออกจากใบหน้า ในขณะเดียวกันก็ก้มลงไปมองมู่จือที่ตอนนี้สีหน้าแดงกล่ำ ผมรีบหลบออกมายืนอยู่ด้านข้าง ก่อนจะร่ายเวทย์ออกมาเป็นม่านป้องกันไว้รอบตัวของมู่จือ ผมรู้ดีว่าเธอนั้นไม่สามารถสัมผัสกับธาตุแสงได้ เนื่องจากการฝึกเวทย์มนต์แห่งความมืดเป็นพื้นฐาน ม่านป้องกันของผมจึงมีขนาดใหญ่พอที่จะไม่ได้ทำร้ายเธอ

มู่จือลุกขึ้นกลับมายืนอีกครั้งแล้ว เธอพยายามปัดเศษดินที่ติดอยู่ตามตัวออกไป จ้องมองมาที่ผมอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งอยู่บนก้อนหินที่อยู่ในม่านพลังนั้น ชันเข่าแล้วใช้มือทั้งสองโอบเอาไว้ เหมือนกับว่ากำลังใช้ความคิดกับเรื่องอะไรบางอย่างอยู่

ส่วนผมได้แต่สะบัดหัวอย่างแรงไม่หยุด พยายามที่จะสลัดอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาออกไปให้หมด ยืนปล่อยตัวให้ฝนสาดซัดลงมาบนตัวอย่างต่อเนื่อง ถ้าเกิดว่าสายฝนสามารถชะล้างรอยแผลเป็น และความทุกข์ทรมานที่มีอยู่ให้หายไปได้ มันจะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมขนาดไหนกันนะ? แต่แค่ช่วงเวลาไม่นานนัก เมฆฝนสีดำบนทองฟ้าก็เคลื่อนตัวจากไป และสายฝนก็เริ่มเบาบางลงเรื่อย ๆ ท้องฟ้ามืดครึ้มก็เริ่มสว่างกลับมาดังเดิม ผมคิดว่าอีกสักพักพระอาทิตย์ก็คงจะส่องแสงออกมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติ แต่โชคร้ายยิ่งนัก ที่ตอนนี้ผมได้แต่ติดอยู่ในเมฆดำอย่างไม่มีวันได้รับแสงสว่าง และสิ่งที่เมฆนั้นปล่อยให้ตกลงมาไม่ใช่สายฝน แต่เป็นสายเลือดแห่งความเจ็บปวดแทน

จบบทที่ บทที่ 247 – หัวใจที่เจ็บช้ำ

คัดลอกลิงก์แล้ว