- หน้าแรก
- ฝึกยุทธ์พันปี ไหงข้ากลายเป็นบรรพชนผู้สร้างโลกไปซะได้
- บทที่ 200: ผู้ที่ผิดไม่ใช่เจ้า แต่เป็นวิถีสู่ความเป็นเทพนั่นเอง
บทที่ 200: ผู้ที่ผิดไม่ใช่เจ้า แต่เป็นวิถีสู่ความเป็นเทพนั่นเอง
บทที่ 200: ผู้ที่ผิดไม่ใช่เจ้า แต่เป็นวิถีสู่ความเป็นเทพนั่นเอง
“ตราบใดที่ศรัทธายังดำรงอยู่ ข้าจักไม่ตาย และไม่สูญสลาย”
สุรเสียงของไป๋เย่ดังแทรกเข้าสู่โสตประสาทของอาเป่า
“เทพที่แท้จริง... ควรทำเช่นไรจึงจะไม่ถูกศรัทธากลืนกินกันนะ?” ไป๋เย่เอ่ยราวกับกำลังพึมพำกับตนเอง
“คำตอบก็คือ... การหลอมรวมตัวตนในความศรัทธา ให้กลายเป็นตัวตนที่แท้จริงของตนเอง”
“ราษฎรในแดนจงเสินศรัทธาในตัวข้า ‘เทพแท้จริงไป๋เย่’ มาโดยตลอด ภาพลักษณ์ของข้าฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของพวกเขา”
“ฉะนั้น ข้าจึงมิเกรงกลัวการกัดกร่อนของพลังศรัทธาแม้แต่น้อย พลังศรัทธามีแต่จะส่งเสริมให้ข้าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น และเข้าใกล้ ‘ตัวตนที่แท้จริง’ มากขึ้น”
“ผิดกับเจ้าโง่หวงฮุนนั่น มันหลอกลวงปุถุชน ทำให้สิ่งที่พวกเขาวาดฝันในใจ คือตัวข้าที่สามารถประทานชีวิตที่ดีงามให้ เพียงแต่สวมรอยเปลี่ยนนามเป็นชื่อของมันเท่านั้น”
“คิดหรือว่าทำเช่นนี้แล้วจะแย่งชิงศรัทธาที่เป็นของข้าไปได้”
“มิหนำซ้ำยังใช้ภาพลักษณ์ของข้าท่องเที่ยวไปทั่วฟ้าดินอยู่บ่อยครั้ง”
เทพแท้จริงไป๋เย่หัวเราะร่าพลางกล่าวว่า “เทพเจ้ามากมายในดาวชางหมาง ต่างแสวงหาหนทางสู่เทพเจ้าระดับห้ามาเกือบพันปี ความจริงแล้วคำตอบมีอยู่นานแล้ว”
“แต่คำตอบนี้ มีเพียงข้าเท่านั้นที่เขียนมันออกมาได้อย่างแท้จริง”
อาเป่าเงยหน้ามองเทพแท้จริงไป๋เย่แล้วเอ่ยถาม “ท่านหมายความว่า... ท่านบรรลุถึงเทพเจ้าระดับห้าแล้วกระนั้นรึ?”
“นิพพานจุติใหม่... ข้าไป๋เย่ ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตระดับห้าแล้ว” เทพแท้จริงไป๋เย่กล่าวอย่างทะนงตน
“ปุถุชนห้าสิบล้านคนในแดนจงเสินล้วนศรัทธาในตัวข้า ข้ารับเอาศรัทธาของพวกเขาไว้ และจะนำพาพวกเขาไปสู่หนทางแห่งการแสวงหาความสุขในท้ายที่สุด”
ทว่าในตอนนั้นเอง อาเป่ากลับย้อนถามขึ้นกะทันหันว่า “เช่นนั้น... เจตจำนงแห่งดาวชางหมาง ยอมรับท่านแล้วหรือไม่?”
สีหน้าของเทพแท้จริงไป๋เย่แปรเปลี่ยนไปทันควัน ราวกับถูกจี้ใจดำ
นั่นสิ... เหตุใดกัน?
เหตุใดตนเองถึงได้กำเนิดใหม่จากศรัทธา บรรลุถึงระดับห้าแล้ว แต่เจตจำนงแห่งดาวชางหมางยังคงหลีกหนีตนเองอย่างไม่คิดชีวิต?
ถึงขั้นแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างลึกซึ้ง?
ลองถามใจตนเองดู ชั่วชีวิตของไป๋เย่กระทำความดีเพื่อราษฎร ภาพลักษณ์สูงส่งและดีงาม ในสถานะเช่นนี้ เจตจำนงของดวงดาวดวงหนึ่ง ไม่ควรจะดำรงความยุติธรรม และยอมรับการมีอยู่ของตนหรอกหรือ?
“ความจริงแล้ว จากผลลัพธ์ที่เจตจำนงแห่งดาวชางหมางสื่อสารกับข้า ท่านมีคุณูปการต่อราษฎรทั่วหล้าจริงๆ”
“ผู้ที่ผิดมิใช่ท่าน หากแต่เป็นวิถีสู่ความเป็นเทพนั่นเอง” อาเป่าถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าว
“เจตจำนงแห่งดาวชางหมาง ไม่ต้องการให้วิถีสู่ความเป็นเทพดำรงอยู่”
“สิ่งที่เจตจำนงแห่งดาวชางหมางปรารถนา คือให้สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่มันให้กำเนิด อาศัยภูมิปัญญาและสองมือของตนเอง พัฒนาอารยธรรมอย่างต่อเนื่อง”
“ต่อให้ในกระบวนการนี้ พวกเขาจะทำผิดพลาด ทำร้ายดาวชางหมาง ก็ยังเป็นสิ่งที่เจตจำนงแห่งดาวชางหมางยอมรับได้”
“วิถีสู่ความเป็นเทพ คือผู้รุกรานจากภายนอก เป็นเส้นทางเหนือธรรมชาติที่บกพร่อง ท้ายที่สุดรังแต่จะนำมาซึ่งความพินาศ เจตจำนงแห่งดาวชางหมางย่อมไม่ยินดีให้สิ่งอัปมงคลเช่นนี้ดำรงอยู่บนดวงดาว”
เทพแท้จริงไป๋เย่ขมวดคิ้วแน่น จ้องมองอาเป่าที่ตัวเล็กจ้อยเบื้องล่าง
“ข้าอยู่ระดับห้าแล้ว พอมองออกว่าพลังในตัวเจ้ามิใช่วิถีสู่ความเป็นเทพ พลังของเจ้า... เรียกว่าอะไร?”
“วิถียุทธ์” อาเป่าตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“วิถีเหนือธรรมชาติที่มุ่งเน้นการขัดเกลากายาและจิตใจของตนเอง”
“ไม่ต้องการศรัทธาจากผู้อื่น เพียงแค่ต้องทะลวงขีดจำกัดของตนเองอย่างต่อเนื่อง”
“พลังชนิดนี้มีที่มาจากไหน?” เทพแท้จริงไป๋เย่ถาม
“ได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านอาจารย์ของข้า... เทพยุทธ์หลินเยว่”
เมื่อเทพแท้จริงไป๋เย่ได้ยินคำนี้ ก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นทันที
“เทพยุทธ์? นั่นมิใช่ยังเป็นเทพอยู่หรือ? เทพย่อมต้องการศรัทธาจากผู้อื่น ข้าก็นึกว่าวิถียุทธ์จะเป็นของวิเศษวิโสอันใด ที่แท้ก็มิต่างจากวิถีสู่ความเป็นเทพกระมัง!”
อาเป่าได้ยินคำเยาะเย้ยของเทพแท้จริงไป๋เย่ ก็มิได้โกรธเคือง
แต่กลับอธิบายว่า “เทพยุทธ์ เป็นเพียงสมญานามยกย่องที่ผู้คนเรียกขานท่านอาจารย์ของข้า”
“ท่านอาจารย์มิใช่เทพเฉกเช่นพวกท่าน ท่านเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง... ผู้ที่ก้าวเดินบนวิถียุทธ์จนบรรลุถึงจุดสูงสุด”
“ท่านอาจารย์เคยสอนพวกเราว่า บนเส้นทางวิถียุทธ์ ทุกคนล้วนมีโอกาสที่จะกลายเป็นตัวตนที่ก้าวไปถึงจุดสูงสุดได้”
“วิถีสู่ความเป็นเทพ ต้องการศรัทธาจากปุถุชนนับหมื่นนับพันมารวมอยู่ที่ตัวเทพเจ้า แต่วิถียุทธ์... ตัวข้าก็คือตัวข้า ข้าไม่จำเป็นต้องมอบศรัทธาให้ใคร พลังของข้าเป็นไปตามหัวใจของข้า”
เทพแท้จริงไป๋เย่ถามเสียงขรึม “แล้วพลังเช่นนี้ จะได้รับการยอมรับจากเจตจำนงแห่งดาวชางหมางงั้นรึ?”
อาเป่าตอบอย่างมั่นใจ “แน่นอน สรรพชีวิตในดาวชางหมางฝึกฝนวิถียุทธ์ จะนำมาซึ่งการระเบิดพลังและความก้าวหน้าของกำลังการผลิต เมื่อได้รับการชี้แนะ ย่อมทำให้อารยธรรมพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว”
“เจตจำนงแห่งดาวชางหมางไม่มีเหตุผลที่จะไม่ยอมรับวิถียุทธ์”
เทพแท้จริงไป๋เย่เงียบงันไปทันที
เขาดูเหมือนกำลังทำความเข้าใจทุกสิ่งที่อาเป่าเอ่ยออกมา
ครู่ต่อมา เทพแท้จริงไป๋เย่ก็ถามขึ้นกะทันหันว่า “การให้ปุถุชนศรัทธาในเทพเจ้า... ผิดจริงๆ หรือ?”
“สิ่งที่ปุถุชนศรัทธาควรจะเป็นสัจธรรม” อาเป่าตอบ
“วิถียุทธ์... คือสัจธรรมรึ?”
อาเป่าส่ายหน้า “วิถียุทธ์ เป็นเพียงหนทางในการแสวงหาสัจธรรม”
“เทพเจ้า... คือสัจธรรมรึ?”
อาเป่าย้อนถาม
เทพแท้จริงไป๋เย่ครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ไม่ใช่”
“วิถีสู่ความเป็นเทพ เป็นหนทางในการแสวงหาสัจธรรมรึ?”
แววตาของเทพแท้จริงไป๋เย่ฉายแววสับสนวูบหนึ่ง
ครู่ต่อมา เขาก็ส่ายหน้ากล่าวว่า “ดูเหมือนจะมิใช่เช่นกัน”
“ข้า... เข้าใจแล้ว”
เทพแท้จริงไป๋เย่หันมามองอาเป่าทันที เผยรอยยิ้มบางๆ
“อย่างน้อยเมื่อเทียบกับวิถียุทธ์ที่เจ้ากล่าวถึง วิถีสู่ความเป็นเทพก็มิใช่หนทางที่ถูกต้องจริงๆ”
อาเป่ามองเทพแท้จริงไป๋เย่อย่างประหลาดใจ เขาคิดไม่ถึงว่าเทพแท้จริงไป๋เย่จะยอมรับจุดนี้จริงๆ
นี่ทำให้อาเป่ารู้สึกนับถือเทพแท้จริงไป๋เย่อยู่บ้าง
ร่างกายของเทพแท้จริงไป๋เย่ค่อยๆ หดเล็กลง จนในที่สุดก็กลายเป็นรูปลักษณ์ที่อาเป่าคุ้นเคย
ทันใดนั้น ณ จุดตันเถียนของเทพแท้จริงไป๋เย่ ดวงแสงสีทองดวงหนึ่งก็ค่อยๆ ลอยออกมา
พลังงานที่แฝงอยู่ในดวงแสงทำให้อาเป่าใจสั่นสะท้าน อานุภาพของสิ่งนี้เหนือกว่าศาสตราเทพคู่ชีพของเทพแท้จริงปู้เอ้อร์ในตอนนั้นไปไกลโข
“บางที... ข้าอาจจะลองฝึกฝนวิถียุทธ์ที่เจ้าว่าดูบ้างก็ได้”
พลันเห็นเทพแท้จริงไป๋เย่โยนดวงแสงสีทองขึ้นไปด้านบนอย่างแรง
ดวงแสงพุ่งทะยานขึ้นไป จนในที่สุดก็ซ้อนทับกับดาวฤกษ์ที่ส่องแสงเจิดจ้า
ทันใดนั้น อาเป่าก็สัมผัสได้ว่าพลังศรัทธาจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายออกจากดวงแสงเป็นศูนย์กลาง แผ่ซ่านไปยังทุกซอกทุกมุมของแดนจงเสิน
“ท่านทำอะไร?”
สภาพของเทพแท้จริงไป๋เย่ดูเหมือนจะอ่อนแอลง แต่ที่มุมปากกลับประดับด้วยรอยยิ้ม
“ราษฎรศรัทธาในตัวข้า ในเมื่อศรัทธานี้มันผิด ข้าก็จะคืนศรัทธาให้พวกเขา”
“นับจากวันนี้ไป... เทพแท้จริงไป๋เย่ ไม่มีอยู่อีกแล้ว”
“มาทำความรู้จักกันใหม่ ข้ามีนามว่า... ไป๋เย่”
ไป๋เย่ยื่นมือออกมา อาเป่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นกรงเล็บของตนออกไปสัมผัสมือกับไป๋เย่
“คืนศรัทธาให้ราษฎร แล้วจะเกิดอะไรขึ้น?”
อาเป่าคลายมือแล้วถาม
“ราษฎรจะค่อยๆ ลืมเลือนการมีอยู่ของข้า” ไป๋เย่กล่าวเรียบๆ
“รอจนถึงวันหนึ่งในอนาคต เมื่อพวกเขาลืมข้าไปอย่างหมดจด ข้าก็จะไม่ใช่ ‘เทพเจ้า’ อีกต่อไป”
“ความจริงแล้ว ข้าขอบคุณพวกเขามาก”
“พวกเขาทำให้ข้าได้ชีวิตใหม่”
“บางที ข้าไม่ควรใช้ศรัทธาผูกมัดพวกเขาอีก”
ไป๋เย่หัวเราะ “และก็ไม่ควรใช้ศรัทธาผูกมัดตัวเองอีกเช่นกัน”
“วิถียุทธ์... ข้าอยากจะลองฝึกฝนดู เจ้ายังมิได้บอกข้าเลยว่าได้หรือไม่”
อาเป่าซาบซึ้งในความเด็ดเดี่ยวของไป๋เย่ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวว่า “ย่อมได้แน่นอน วิถียุทธ์ยินดีต้อนรับทุกสรรพชีวิตที่ยอมรับในวิถีนี้”