- หน้าแรก
- ฝึกยุทธ์พันปี ไหงข้ากลายเป็นบรรพชนผู้สร้างโลกไปซะได้
- บทที่ 85: ด้วยพลังเพียงหนึ่งคน
บทที่ 85: ด้วยพลังเพียงหนึ่งคน
บทที่ 85: ด้วยพลังเพียงหนึ่งคน
“ทุกท่าน เชิญแสดงความคิดเห็นเถิด”
เริ่นหยวนเหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงขรึม
“จักรวรรดิพรูลนี้เป็นผู้มาเยือนที่ไม่หวังดี เราไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของพวกมัน แต่เป้าหมายนั้นชัดเจน นั่นคือวิถียุทธ์ของพวกเรา”
“แถมยังเพ้อฝันว่าจะจับพวกเราเป็นทาส”
“พวกเราต้องเตรียมการรับมือ”
ปรมาจารย์ยุทธ์แซ่หลิวผู้หนึ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “พวกเรามีเทพยุทธ์หลินเยว่เป็นที่พึ่ง ข้าคิดว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป”
เริ่นหยวนเหลียงพูดแทรกขึ้นทันที “ปรมาจารย์ยุทธ์หลิว จะพูดเช่นนั้นไม่ได้”
“ท่านหลินเยว่ทำเพื่อพวกเรามามากแล้ว หากไม่มีวิถียุทธ์ที่ท่านผู้เฒ่าถ่ายทอดไว้ อารยธรรมมนุษย์ของพวกเราคงล่มสลายไปเพราะสงครามภายในนานแล้ว”
“พวกเราจะพึ่งพาท่านหลินเยว่ไปเสียทุกเรื่องไม่ได้ ท่านหลินเยว่อยู่เหนือโลกีย์วิสัย หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ พวกเราก็ไม่ควรรบกวนท่านผู้เฒ่า”
ปรมาจารย์ยุทธ์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งก็คือเฉินเจ๋อ ผู้นำตระกูลเฉินคนปัจจุบัน ไตร่ตรองอยู่นานก่อนจะกล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไร เราต้องหยั่งเชิงดูตื้นลึกหนาบางของจักรวรรดิพรูลนี้ให้ได้เสียก่อน”
“จะอารยธรรมระดับห้าหรือระดับสามอะไรนั่น หากดูจากภายนอกของกองยานพวกมัน นอกจากขนาดที่ใหญ่กว่าแล้ว เทคโนโลยีก็ไม่ได้ดูสูงส่งไปกว่าพวกเราเท่าไหร่เลย”
ในเวลานั้น มหาประธานสภาอีกท่านหนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า “การเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้”
“จักรวรรดิพรูลนี้ บอกว่ากองยานของพวกมันใกล้จะมาถึงแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราก็จัด ‘พิธีต้อนรับ’ ให้พวกมันสักหน่อยเถอะ”
“พิธีต้อนรับ?” เริ่นหยวนเหลียงเลิกคิ้ว
“ถูกต้อง!” มหาประธานสภาท่านนั้นโบกมือเปลี่ยนหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าให้กลายเป็นแผนที่ดวงดาวอาณาเขตสหพันธรัฐ
จากนั้นก็ชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่ง
“เอาตรงนี้แหละ”
“ส่งพิกัดนี้ไปให้พวกมัน”
“หากพวกมันตกลง เราก็จะรออยู่ที่นี่ แสดงพลังแห่งวิถียุทธ์ให้พวกมันได้เห็น แล้วดูว่าพวกมันจะมีปฏิกิริยาอย่างไร”
“หากพวกมันแสดงท่าทีระมัดระวัง หรือถึงขั้นหวาดกลัว แม้จะถอยหลังเพียงก้าวเดียว เราก็จะรู้ได้ทันทีว่าจักรวรรดิพรูลนี้ก็เป็นแค่เสือกระดาษ”
“แต่หากพวกมันไม่ตกลง ก็แสดงว่าพวกมันกลัวเราซุ่มโจมตี อารยธรรมที่คุยโวว่ามีเทคโนโลยีล้ำหน้ากว่าเราหลายระดับ จะมากลัวการซุ่มโจมตีของอารยธรรมระดับต่ำกว่าได้อย่างไร?”
“เหมือนกับพวกเรา จะกลัวมนุษย์ยุคหินซุ่มโจมตีไหมล่ะ?”
“หากพวกมันไม่ตกลง ก็ยิ่งตอกย้ำว่าพวกมันเป็นแค่เสือกระดาษ”
เริ่นหยวนเหลียงถามกลับทันที “แล้วถ้าพวกมันตกลง และแสดงท่าทีดูถูกเหยียดหยามต่อพลังยุทธ์ที่เราแสดงออกไปเล่า จะทำอย่างไร?”
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแสดงพลังอย่างไร และแสดงถึงระดับไหน”
เริ่นหยวนเหลียงขมวดคิ้ว “แล้วถ้าพวกมันล้ำหน้ากว่าเรามากจริงๆ การกระทำของเรานอกจากจะหยั่งเชิงไม่ได้แล้ว ยังอาจจะไปยั่วโมโหพวกมัน...”
มหาประธานสภาท่านนั้นกล่าวเสียงเข้ม “ท่านประธานสภาเริ่น อย่าลืมสิว่าพวกเรายังเหลือป้ายไม้ที่ท่านหลินเยว่มอบให้อีกสองป้าย!”
“เราลองหยั่งเชิงดูก่อน ถ้าพวกมันจะเปิดศึกกับเรา แล้วเราสู้ไม่ได้ ก็ใช้ป้ายไม้กวาดล้างพวกมันซะ”
“หากพวกมันยกทัพใหญ่มา เราก็ใช้วิธีเดิมอีก ข้าไม่เชื่อหรอกว่าถ้าถูกเราตีพ่ายติดต่อกัน พวกมันจะยังกล้ากำแหงกับเราอีก?”
“พวกมันย่อมต้องประเมินศักยภาพของพวกเราใหม่ ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ย่อมซื้อเวลาให้เราได้มากพอ”
เริ่นหยวนเหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปรอบๆ
“ถ้าเช่นนั้น ก็โหวตลงมติสำหรับแผนการนี้เถอะ”
ในท้ายที่สุด สิบคนลงคะแนน เห็นด้วยหกเสียง งดออกเสียงสาม และคัดค้านหนึ่ง
สหพันธรัฐมนุษยชาติส่งข้อความไปยังทิศทางของจักรวรรดิพรูลทันที
สามวันให้หลัง สหพันธรัฐมนุษยชาติก็ได้รับข้อความตอบกลับ
จักรวรรดิพรูลตกลงเข้าร่วม ‘พิธีต้อนรับ’ ของสหพันธรัฐมนุษยชาติ
พร้อมแจ้งว่า กองยานรบพิเศษแห่งราชวงศ์จักรวรรดิพรูล จะเดินทางมาถึงตำแหน่งจัด ‘พิธีต้อนรับ’ ในอีกหนึ่งเดือนตามเวลามาตรฐานกาแล็กซี
หนึ่งเดือนตามเวลามาตรฐานกาแล็กซี ก็ประมาณสิบห้าวันตามเวลาของสหพันธรัฐมนุษยชาติ
เวลาที่เหลือให้สหพันธรัฐมนุษยชาติได้เตรียมการนั้นมีไม่มากนัก
ชั่วพริบตาเดียว สิบห้าวันก็ผ่านพ้นไป
ณ ขอบนอกสุดของอาณาเขตสหพันธรัฐมนุษยชาติ ท่ามกลางความว่างเปล่าไร้ดวงดาว
กองยานที่หนึ่งแห่งสหพันธรัฐที่จัดตั้งขึ้นใหม่ได้ตั้งขบวนโอบล้อมห้วงอวกาศว่างเปล่าแห่งนี้ไว้ทุกทิศทาง
ทว่า ณ ใจกลางของ ‘พิธีต้อนรับ’ กลับไร้ซึ่งร่องรอยของยานรบใดๆ
มีเพียงหนึ่งในห้าปรมาจารย์ยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหพันธรัฐ ทายาทตระกูลหลี่... ปรมาจารย์ยุทธ์หลี่อี้เซียน
ในฐานะทายาทของตระกูลหลี่ซึ่งเป็นตระกูลระดับตำนานของสหพันธรัฐ และเป็นลูกหลานของหลี่เฉิงอัน นักผจญภัยและผู้เยี่ยมวรยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์สหพันธรัฐ ชีวิตของหลี่อี้เซียนจึงเป็นที่จับตามองมาโดยตลอด
ในยุคสมัยนั้น ที่วิถียุทธ์ยังไม่รุ่งเรืองเฟื่องฟูเท่าปัจจุบัน หลี่อี้เซียนบรรลุขอบเขตจอมยุทธ์ได้ในวัยสิบแปดปี
สามสิบปีบรรลุขอบเขตปราณก่อกำเนิด ร้อยปีบรรลุขอบเขตปรมาจารย์ และสามร้อยปีก็ก้าวขึ้นสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์
เรียกได้ว่าตลอดชีวิตของเขาล้วนสวมมงกุฎแห่ง ‘อัจฉริยะ’ ไว้บนศีรษะ
หลี่อี้เซียนเป็นคนเที่ยงธรรม ตลอดชีวิตได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้แก่สหพันธรัฐ
ครั้งนี้ การเผชิญหน้ากับกองยานจักรวรรดิพรูลที่กำลังจะมาถึงด้วย ‘พลังเพียงหนึ่งคน’ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเสียสละอย่างไม่เห็นแก่ตัวเพื่อสหพันธรัฐและอารยธรรมมนุษย์อีกครั้งหนึ่งของเขา
และที่เอวของหลี่อี้เซียน สิ่งที่แขวนอยู่นั้น ก็คือป้ายไม้สลักอักษร ‘หลิน’ นั่นเอง
กองยานรบพิเศษแห่งราชวงศ์จักรวรรดิพรูล
บนยานธง ‘ยานพรูลที่สอง’
กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีความสูงราวสองเมตรครึ่ง กล้ามเนื้อกำยำ และมีเกล็ดปกคลุมทั่วร่าง หรือ ‘มนุษย์กิ้งก่า’ กำลังยืนอยู่ที่ห้องบังคับการ
“ท่านผู้บัญชาการ อีก 0.2 ปีแสงจะถึงตำแหน่งจัด ‘พิธีต้อนรับ’ เราตรวจพบการเตรียมพร้อมของพวกมนุษย์ยุคหินกลุ่มนี้แล้ว”
“กองยานของพวกมันกระจายตัวอยู่ในรัศมี 0.05 ปีแสง จัดขบวนรบที่ดูน่าขันสิ้นดี”
นายทหารมนุษย์กิ้งก่านายหนึ่งรายงานต่อหัวหน้ามนุษย์กิ้งก่าด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
หัวหน้ามนุษย์กิ้งก่าผู้นั้น คือผู้บัญชาการสูงสุดของกองยานรบพิเศษนี้ พลเอกแห่งราชวงศ์จักรวรรดิพรูล... นายพลพูลิเซอร์
พูลิเซอร์แสยะยิ้มอย่างน่าเกลียดน่ากลัว เผยให้เห็นลิ้นสีแดงฉานที่ตวัดเลียริมฝีปากราวกับลิ้นงู
“พวกอารยธรรมดึกดำบรรพ์พวกนี้ มักจะมองสถานการณ์ไม่ออกเสมอ”
“อารยธรรมโรดส์ในอดีตก็ดี อารยธรรมมนุษย์ในตอนนี้ก็ดี มักจะคิดว่ากองยานชั้นต่ำที่น่าขันของพวกมันจะสามารถคุกคามจักรวรรดิพรูลของเราได้”
“ช่างเถอะ ถือซะว่ามาเล่นเกมกับพวกมันสักตา”
“การเดินทางครั้งนี้ต้องมีสีสันบ้างจะได้ไม่น่าเบื่อ”
“ต้องทำให้พวกมนุษย์ยุคหินเหล่านี้เห็นถึงความต่างชั้น พวกมันถึงจะหวาดกลัว และยอมก้มหัวสวามิภักดิ์แต่โดยดี”
“นี่คือกฎของเกมในกาแล็กซี และเป็นกฎของเกมในจักรวาลด้วย”
น้ำเสียงของพูลิเซอร์ค่อยๆ เย็นชาลง
“เดี๋ยวรอให้พวกมนุษย์ยุคหินพวกนี้แสดงปาหี่ให้เต็มที่ ให้พวกมันได้เห็นว่าอาวุธที่น่าขันของพวกมัน ไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้เราได้เลย”
“ไอ้สิ่งที่เรียกว่า ‘วิถียุทธ์’ ของพวกมัน ก็เป็นแค่ของเล่นเด็กเท่านั้น”
“รอให้พวกมันแสดงจบเมื่อไหร่ ค่อยส่งพวกมันไปลงนรก!”
เหล่ามนุษย์กิ้งก่าโดยรอบต่างส่งเสียงหัวเราะอย่างชั่วร้าย
ทันใดนั้น มนุษย์กิ้งก่าที่เพิ่งรายงานก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ท่านนายพล ดูเหมือนพวกมันจะต่างจากอารยธรรมโรดส์ในอดีตอยู่บ้าง”
“ท่านดูนั่นสิ ตรงนั้นมีสิ่งมีชีวิตของพวกมันยืนอยู่ตัวหนึ่ง”
พูลิเซอร์มองไปที่ภาพบนหน้าจอ
พลันเห็นสิ่งมีชีวิตที่ดูผอมแห้งอ่อนแอเมื่อเทียบกับชาวพรูล สวมเพียงชุดคลุมยาวสีขาว ศีรษะไม่มีเครื่องป้องกันใดๆ เพียงแค่...
ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศ