- หน้าแรก
- ฝึกยุทธ์พันปี ไหงข้ากลายเป็นบรรพชนผู้สร้างโลกไปซะได้
- บทที่ 55: ที่แท้แล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็ยังคงเกี่ยวข้องกับตนเอง
บทที่ 55: ที่แท้แล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็ยังคงเกี่ยวข้องกับตนเอง
บทที่ 55: ที่แท้แล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็ยังคงเกี่ยวข้องกับตนเอง
บนโต๊ะอาหารเรียงรายไปด้วยหมูเส้นผัดเปรี้ยวหวาน วุ้นเส้นผัดหมูสับ ผัดสามเซียน และผักกาดหอมผัดกระเทียม ล้วนเป็นอาหารรสชาติคุ้นเคยที่พบได้ในครัวเรือนทั่วไป
ทว่าทั้งเถ้าแก่หม่าและหลิวเอ้อร์โก่วต่างก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
อันที่จริง แม้เผ่าปีศาจเหล่านี้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่พฤติกรรมกลับไม่ต่างจากมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
เถ้าแก่หม่าไม่สะดวกที่จะใช้ตะเกียบคีบอาหาร บริกรปีศาจลิงจึงตักแบ่งใส่ชามให้เป็นพิเศษ
ส่วนหลิวเอ้อร์โก่วนั้นใช้ตะเกียบได้คล่องแคล่วยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก จึงไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด
เมื่อสุราผ่านไปสามรอบ อาหารครบห้ารส สองปีศาจหนึ่งมนุษย์จึงได้ฤกษ์ออกจากร้านอาหาร
“เจ้าหมาแก่ ท่านผู้เฒ่าเยว่ เฒ่าหม่าผู้นี้ต้องขอตัวลาตรงนี้ ประเดี๋ยวข้ายังต้องขับรถกลับไปอีกรอบ คงไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนพวกท่านเข้าเมืองจักรพรรดิแล้ว”
“ไว้เจอกันนะเถ้าแก่หม่า พรุ่งนี้เวลานี้ข้าจะนั่งรถเจ้ากลับ ถึงตอนนั้นอย่าลืมเก็บที่นั่งไว้ให้ข้าด้วยล่ะ”
“ข้าจดไว้แล้ว วางใจได้เลย”
หลิวเอ้อร์โก่วหันมามองหลินเยว่ “ท่านผู้เฒ่าเยว่ พวกเราเดินทางไปเมืองจักรพรรดิด้วยกันไหมขอรับ”
“เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง”
หลินเยว่กำลังต้องการคนนำทางอยู่พอดี
เมืองจักรพรรดินั้นเจริญรุ่งเรืองกว่าเมืองเล็กๆ ที่ผ่านมามากนัก หลังจากออกจากเขตสถานีขนส่งได้ไม่นาน เมื่อมองไปตามถนนดินอัดแน่นที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ก็จะเห็นเมืองอันโอ่อ่าตระการตาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
กำแพงเมืองก่อด้วยอิฐและหิน สูงราวสามสิบเมตร บนท้องถนนคลาคล่ำไปด้วยเผ่าปีศาจและเผ่ามนุษย์ที่สัญจรไปมาอย่างขวักไขว่
บ้างก็พาครอบครัวมาท่องเที่ยวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม บ้างก็เร่งรีบเดินทางมาติดต่อธุระราชการ
เมืองจักรพรรดิไม่อนุญาตให้ยานพาหนะเข้า ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นปีศาจหรือมนุษย์ ต่างก็ต้องเดินเท้าเข้าสู่ตัวเมือง
“ท่านผู้เฒ่าเยว่ ส่วนที่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมคือเขตเมืองชั้นนอกขอรับ เขตเมืองชั้นนอกนี้จะเที่ยวเล่นเดินชมอย่างไรก็ได้ แต่เขตเมืองชั้นในนั้นห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด”
“ราชวงศ์ล้วนอาศัยอยู่ในเมืองชั้นใน รอบด้านมีทหารลาดตระเวนทั้งวันทั้งคืน หากไม่มีเหตุอันควรแล้วไปป้วนเปี้ยนแถวนั้น อาจถูกจับกุมในข้อหากบฏได้นะขอรับ”
“ช่วงนี้พวกกบฏออกอาละวาด ข่าวลือหนาหู เข้าเมืองจักรพรรดิไปแล้วต้องระวังตัวหน่อยนะขอรับ”
หลิวเอ้อร์โก่วกำชับ
ในชั่วพริบตา ทั้งสองก็มาถึงประตูเมือง เผ่าปีศาจสามารถเดินผ่านเข้าไปได้โดยตรง แต่หากเป็นเผ่ามนุษย์ที่ต้องการเข้าเมืองจักรพรรดิจะต้องซื้อตั๋วเสียก่อน
มนุษย์ที่ทำงานอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่จะทำบัตรรายปี
แต่สำหรับนักท่องเที่ยวขาจรอย่างหลินเยว่ จำต้องควักเงินหนึ่งร้อยเหรียญสหพันธรัฐเพื่อซื้อตั๋วผ่านทาง
“ท่านผู้เฒ่าเยว่ ลูกชายคนโตของข้าทำงานเป็นไกด์อยู่ที่นี่ หากท่านอยากจะเที่ยวชมให้ทั่ว ก็ไปกับข้าเถอะขอรับ เดี๋ยวข้าเอาของไปฝากไว้กับเขา แล้วให้เขาพาท่านเดินชม เป็นอย่างไรขอรับ”
หลินเยว่โบกมือปฏิเสธ “อย่ารบกวนน้องชายเอ้อร์โก่วเลย ชายชราเช่นข้าขอเดินดูเล่นเองตามลำพังดีกว่า”
หลิวเอ้อร์โก่วก็ไม่ได้คะยั้นคะยอ เมื่อเข้าสู่เมืองจักรพรรดิ หนึ่งคนหนึ่งปีศาจจึงแยกย้ายกันไป
แม้หลินเยว่จะรู้อยู่แล้วว่าต้าจ้วงได้เสียชีวิตไปเมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน แต่เขาก็ยังอยากมาดูให้เห็นกับตาว่าลูกหลานของต้าจ้วง รวมถึงเผ่าปีศาจที่เขาก่อตั้งขึ้นนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่
ภายในเมืองจักรพรรดิคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและปีศาจ แต่กลับเงียบสงบกว่าภายนอกมากนัก
เมื่อเผ่าปีศาจมาถึงที่นี่ ก็จะเกิดความรู้สึกยำเกรงขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ แม้แต่เผ่ามนุษย์ที่มาเยือนก็อดไม่ได้ที่จะซึมซับบรรยากาศนี้เข้าไปด้วย
เสียงที่ดังที่สุดเห็นจะเป็นเสียงของเหล่าไกด์ที่กำลังบรรยายให้นักท่องเที่ยวฟัง
“เมืองจักรพรรดิเริ่มสร้างขึ้นในปีสหพันธรัฐที่ 378 จวบจนปัจจุบันมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบหกร้อยปีแล้วครับ”
“ตัวเมืองจักรพรรดิสร้างขึ้นจากการเรียงซ้อนหินธรรมชาติทั้งก้อน โดยทางสหพันธรัฐได้จัดหาวัสดุกันการกัดกร่อนมาให้ แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวมาเนิ่นนาน แต่บัดนี้ยังคงดูใหม่เอี่ยมเหมือนเมื่อครั้งอดีต”
“ทุกท่านเชิญชมทางนี้ครับ ที่นี่คือลานฝึกยุทธ์เก่าของเมืองจักรพรรดิ เล่าลือกันว่าในอดีตปฐมจักรพรรดิต้าจ้วงได้สั่งสอนวิชายุทธ์แก่ลูกหลาน ณ ที่แห่งนี้”
“บนกำแพงภาพนูนต่ำข้างลานฝึกยุทธ์นี้ สลักไว้ด้วยวิชายุทธ์ของราชวงศ์ 《สิบแปดท่าพยัคฆ์ขาว》 ว่ากันว่าวิชานี้ คือวิชาที่เทพยุทธ์ท่านหลินเยว่ได้ถ่ายทอดให้กับปฐมจักรพรรดิในแดนลี้ลับเมื่อครั้งกระโน้น”
“พูดถึงเทพยุทธ์ท่านหลินเยว่ ก็เป็นเพราะท่านหลินเยว่นี่แหละครับ ที่ทำให้ปฐมจักรพรรดิต้าจ้วงยอมประนีประนอมกับเผ่ามนุษย์ และเข้าร่วมกับสหพันธรัฐมนุษย์ในที่สุด”
“โอ้? เป็นเพราะเหตุใดรึ”
ไกด์ปีศาจกวางได้ยินเสียงคนถามมาจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นชายชราเผ่ามนุษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งไม่ได้อยู่ในรายชื่อลูกทัวร์ของตน
โดยสัญชาตญาณแล้ว ปีศาจกวางไม่อยากตอบคำถามนี้
แต่ในขณะนั้นเอง ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากด้านข้าง
“ท่านผู้เฒ่า เป็นเพราะในอดีตปฐมจักรพรรดิต้าจ้วงได้ล่วงรู้ว่าวิถียุทธ์ของเผ่ามนุษย์ ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากเทพยุทธ์ท่านหลินเยว่เช่นกัน ในเมื่อถือกำเนิดจากรากเหง้าเดียวกัน ไยต้องรีบร้อนเข่นฆ่ากันเองเล่า?”
“ดังนั้นปฐมจักรพรรดิต้าจ้วงจึงยืนกรานคัดค้านมติชนหมู่มาก และผลักดันเรื่องนี้จนสำเร็จ”
ปีศาจกวางเบ้ปาก ‘ที่แท้ก็เป็นพวกปีศาจสุนัขด้วยกันนี่เอง’
หลินเยว่หันไปมอง ก็เห็นปีศาจสุนัขตนหนึ่งที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับหลิวเอ้อร์โก่วถึงเจ็ดแปดส่วนเดินเข้ามา และผู้ที่เดินตามหลังมานั้น มิใช่หลิวเอ้อร์โก่วหรอกหรือ?
“ท่านผู้เฒ่าเยว่ ลูกชายข้ากำลังพาข้าเดินชมเมืองจักรพรรดิ พอดีเพิ่งเล่าเรื่องที่เจอท่านระหว่างทางให้เขาฟัง ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอท่านที่นี่”
หลิวเอ้อร์โก่วยังคงมีใบหน้ายิ้มแย้มเช่นเดิม
หลินเยว่ประสานมือยิ้มตอบ “ที่แท้ก็น้องชายเอ้อร์โก่วนี่เอง ลูกชายท่านหน้าตาเหมือนท่านจริงๆ”
“ฮ่าๆๆ ใครๆ ก็พูดแบบนั้น”
“นี่คือลูกชายคนโตของข้า หลิวเถี่ยจู้”
“มา เถี่ยจู้ ทักทายท่านผู้เฒ่าเยว่เสียสิ!”
“คารวะท่านผู้เฒ่าเยว่ขอรับ เมื่อครู่ท่านพ่อเพิ่งเล่าเรื่องท่านให้ข้าฟัง”
ลูกชายคนโตของหลิวเอ้อร์โก่วก็มีท่าทางสุภาพเรียบร้อยเช่นกัน เพียงแต่ชื่อนี้ฟังดูบ้านๆ ไปหน่อย
“หากท่านผู้เฒ่าเยว่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว หรือตำนานความเป็นมาในเมืองจักรพรรดินี้ ถามลูกชายข้าได้เลยขอรับ!”
หลินเยว่ก็ไม่ปฏิเสธ เขาชี้ไปยังกำแพงด้านหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นบนกำแพงนั้น ส่วนหัวสุดสลักเป็นรูปหน้าแมว หลินเยว่มองปราดเดียวก็จำได้ทันทีว่านั่นคือต้าจ้วง
แต่สิ่งที่ตามมาติดๆ กลับไม่ใช่แมว แต่เป็นหน้าหมี หัวงู หน้าสุนัข และหัววัว
“ภาพนูนต่ำบนกำแพงนั้นมีความหมายแฝงว่าอย่างไรหรือ”
“อ้อ ท่านผู้เฒ่าเยว่ กำแพงนั้นสลักภาพของราชวงศ์ปีศาจและสี่ตระกูลขุนนางใหญ่ขอรับ”
“สี่ตระกูลขุนนางใหญ่?”
“ถูกต้องขอรับ ผู้นำคือภาพสลักของปฐมจักรพรรดิต้าจ้วง”
“ส่วนสี่ท่านที่อยู่ถัดมา คือเหล่าประมุขคนปัจจุบันของแต่ละเผ่า ได้แก่ สยงเอ้อร์แห่งเผ่าหมี, ฉางหลิงเจียวแห่งเผ่างู, สือเยว่แห่งเผ่าสุนัข และหนิวหมานแห่งเผ่าวัวขอรับ”
“เหตุใดด้านหน้าจึงเป็นภาพสลักของต้าจ้วง แต่สี่ท่านด้านหลังกลับเป็นประมุขคนปัจจุบันของแต่ละเผ่าเล่า” หลินเยว่ถามข้อสงสัยของตนออกมา
หลิวเถี่ยจู้อธิบายว่า “เพราะทั้งสี่ท่านนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ขอรับ”
หลินเยว่พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
‘ช่วงที่ข้าเก็บตัวฝึกตนตลอดสองร้อยกว่าปีนั้น...’
‘ผู้ที่เข้ามาในเขตปลอดภัย มิใช่มีหมีหนึ่งตัว งูหนึ่งตัว สุนัขหนึ่งตัว และวัวหนึ่งตัวหรอกหรือ?!’
‘หรือว่า... สี่ตัวที่เข้ามาในเขตปลอดภัยในตอนนั้น...’
‘ที่แท้แล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็ยังคงเกี่ยวข้องกับตัวข้าเองสินะ’
หลินเยว่อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบาๆ พลางยกยิ้มอย่างมีความหมายที่มุมปาก
“หลายปีมานี้ราชวงศ์ต้องเผชิญกับการก่อกบฏหลายครั้ง แต่ก็ผ่านพ้นมาได้อย่างปลอดภัย ล้วนต้องขอบคุณความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากสี่ตระกูลขุนนางใหญ่นี้แหละขอรับ”
“ว่ากันว่าวิชายุทธ์ที่สืบทอดกันมาในสี่ตระกูลใหญ่นี้ ล้วนได้รับการถ่ายทอดมาจากเทพยุทธ์หลินเยว่ทั้งสิ้น”
“แน่นอนว่า เรื่องนี้สี่ตระกูลใหญ่ไม่เคยยอมรับมาก่อน”
หลินเยว่เดินตามกระแสผู้คนไปพร้อมกับสองปีศาจสุนัข หลิวเอ้อร์โก่วและหลิวเถี่ยจู้ เมื่อเดินผ่านกำแพงแดงแห่งหนึ่ง สถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุดในระยะไกลก็ดึงดูดสายตาของเขาในทันที
นั่นคือรูปปั้นชิ้นหนึ่ง
รูปปั้นนั้นเป็นภาพของชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หิน ในอ้อมอกโอบอุ้มแมวเหมียวที่ดูเชื่องเชื่อมน่ารักตัวหนึ่งเอาไว้
ชายหนุ่มมองดูแมวในอ้อมอกด้วยสีหน้าเปี่ยมความรักใคร่เอ็นดู
เจ้าแมวเหมียวนอนพิงอกชายหนุ่มอย่างเกียจคร้าน
และที่ข้างกายชายหนุ่ม ยังมีหญิงสาวสวมผ้ากันเปื้อนยืนอยู่อีกคนหนึ่ง