เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 177 – เจ้าชายเคอจาสืบทอดบัลลังก์

บทที่ 177 – เจ้าชายเคอจาสืบทอดบัลลังก์

บทที่ 177 – เจ้าชายเคอจาสืบทอดบัลลังก์


แล้วเขาก็เปลี่ยนท่าทางอย่างทันทีเหมือนนึกอะไรได้ แล้วหันมากล่าวกับผม “มีบางอย่างที่อาจารย์จะต้องบอกเธอเอาไว้ ในช่วงวันหยุดที่เธอไม่อยู่นี้ ราชาองค์ก่อนของอาณาจักรเราได้สิ้นพระชนม์ลงแล้ว ตอนนี้เจ้าชายเคอจาทรงเป็นราชาองค์ปัจจุบันของอาณาจักรอ้ายเซี่ยแล้ว”

ผมต้องถามย้ำด้วยความตกใจ “องค์ราชาสิ้นพระชนม์ไปแล้วจริง ๆ อย่างนั้นหรือครับ?”

อาจารย์ตี้ถอนหายใจ “ถูกต้องแล้ว มันเป็นเรื่องที่ลำบากมากอยู่แล้วที่พระองค์จะทรงพระชนม์ชีพอยู่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พอสิ้นองค์ราชาแล้ว เจ้าชายเคอจาก็ขึ้นมามีอำนาจเต็มที่ พระองค์ได้พระราชทานตำแหน่งให้กับตาเฒ่าอย่างพวกเราทันทีเหมือนกัน ทุกคนได้รับตำแหน่งจอมเวทย์หลวง นั่นรวมถึงเธอด้วย จางกง”

ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ “เจ้าชาย..อา! ไม่สิ องค์ราชาของอาณาจักรทรงรู้จริง ๆ ว่าจะครองใจผู้คนได้อย่างไร”

อาจารย์ตี้เห็นด้วย “อาจารย์ก็คิดว่าครานี้เคอจาทำได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เขาจะมอบตำแหน่งให้กับพวกเราที่ช่วยพวกเขาในการประลองเท่านั้น แต่ยังมอบรางวัลให้กับสองตระกูลใหญ่แล้วก็ซีตุนหยูด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้แต่งตั้งให้อาจารย์ ชวนซง และซีตุนหยูเป็นจอมเวทย์พิทักษ์อาณาจักร ส่วนทางมหาเสนาบดีเต๋ออีนั้น อำนาจในมือของเขาลดลงไปมากเลยทีเดียว ช่วงนี้อาณาจักรอ้ายเซี่ยน่าจะมีความสงบสุขอยู่ไม่น้อย”

ผมกล่าวออกมายิ้ม ๆ “นี่มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมไปเลยไม่ใช่เหรอครับ? มันเป็นสิ่งที่พวกเราคาดหวังไว้ แสดงว่าพวกเราไม่ได้เหนื่อยเปล่าแล้ว”

เขาพยักหน้า ก่อนจะกล่าวต่อ “อาจารย์ได้คืนตำแหน่งของเธอให้เจ้าชายเคอจาไปนะ เธอยังเด็กอยู่มาก ไม่ควรที่จะอยู่ในความสนใจของคนมากเกินไป มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเธอเลย เธอไม่ได้โทษอาจารย์เรื่องนี้ใช่มั้ย?”

ผมต้องกระแอมออกมา “ทำไมผมจะต้องโทษอาจารย์ด้วยล่ะครับ? ผมยังต้องขอบคุณอาจารย์เสียอีกครับ ผมไม่ได้อยากจะเป็นขุนนางอะไรนั่นเลย มันจะทำให้ผมไม่มีอิสระแน่ แล้วผมยังมีเจ้าหมูน้อยมู่จือต้องดูแล้วอยู่แล้วด้วยนะครับ เนื้อชิ้นใหญ่ราคามันต้องสูงมากอยู่แล้ว ผมยังไม่มีเงินจ่ายหรอกครับ รอให้ผมมีความสามารถมากกว่านี้ก่อน ค่อย ๆ หาเนื้อชิ้นใหม่ก็ได้ครับ มันจะเหมาะสมกับผมมากกว่าด้วย”

อาจารย์ตี้ส่ายหัว “อาจารย์จะทำยังไงกับเด็กอย่างเธอดีนะ? แต่มันก็เป็นเหตุผลที่อาจารย์ปฏิเสธไม่ให้เธอรับตำแหน่งอยู่เหมือนกันด้วย อาจารย์ไม่อยากให้เธอต้องสับสนเกินไป หน้าที่ตอนนี้ของเธอก็หนักมากอยู่แล้ว การรับมือกับราชามารไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อยู่แล้ว ถึงแม้จะมีความช่วยเหลือจากเผ่ามังกร แต่เธอก็ยังจะวางใจด้วยเรื่องแค่นี้ไม่ได้ เข้าใจหรือไม่?”

ผมพยักหน้าให้เขาอย่างหนักแน่น “ผมเข้าใจดีครับ อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วงกับเรื่องนี้เลยครับ”

..............

มู่จือเดินทางกลับมาถึงสถาบันก่อนวันเปิดภาคเรียนแค่วันเดียวเท่านั้น สีหน้าท่าทางของเธอนั้นดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หน้าของเธอนั้นซีดมา ผมรีบถามอย่างเป็นห่วง “มู่จือ เป็นอะไรหรือเปล่า? นี่เธอไม่สบายหรือยังไง?

เธอฝืนยิ้มออกมา แล้วบอกผม “ไม่เป็นไรหรอก แค่ปวดหัวนิดหน่อยแค่นั้นเอง”

ผมใช้มือแตะหน้าผากที่เย็นชืดของเธอ “ถ้าเธอรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว เธอต้องบอกฉันนะ แต่ด้วยระดับพลังเวทย์อย่างเธอ มันไม่น่าจะป่วยอะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว”

มู่จือยังยืนยัน “ฉันสบายดี จริง ๆ!”

ผมรู้สึกได้ว่ามันมีบางอย่างผิดปกติไปในสายตาที่เธอมองมาที่ผม ใช่! มันดูเหมือนว่าเธอจะมีความรักให้ผมมากขึ้น แต่! มันเหมือนมีความเศร้าโศกแฝงอยู่ในนั้นด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ มันต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ผมเรียกเพื่อน ๆ บางคนมารวมตัวกันเพื่อจะไปกินอาหารที่ภัตตาคารหยกปริ่มน้ำในบ่ายวันนั้น ตอนนี้หม่าเคอนั้นท่วมท้นไปด้วยความสำเร็จแล้ว ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีที่เขามีกับบรรดาเมธีเวทย์ และความแข็งแกร่งของตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่ราชาเคอจาจะแต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าชาย แล้วอีกอย่าง ด้วยความรักที่มีอยู่กับไห่เย่วอย่างลึกซึ้ง ทำให้ตอนนี้เขาเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุดในกลุ่มพวกเราแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้ผมสงสัยเป็นอย่างมากก็คือ มู่จืดดูเหมือนจะสูญเสียความสามารถในการกินของเธอไปหมดแล้ว เธอไม่เจริญอาหารเอาเสียเลย แม้แต่ตอนที่ผมพยายามจะตักอาหารที่เธอชอบไปให้ เธอก็ได้แต่เล็ม ๆ กินเท่านั้น อาการของเธอไม่เหมือนเดิมอย่างสิ้นเชิง

หลังจากจบมื้ออาหาร พวกเราพากันกลับมาที่สถาบัน ผมพาเธอเดินไปนั่งอยู่ที่มุมเงียบ ๆ ที่หนึ่งของสถาบัน “มู่จือ เป็นอะไรไป? มีอะไรผิดปกติตรงไหน? บอกฉันมาเถอะ!”

เธอโผเข้ามากอดผมแน่นทันที “จางกง ฉันไม่อยากจะจากนายไปเลย ฉันไม่อยากจริง ๆ!” เธอร้องไห้คร่ำครวญคำพูดออกมา

ตอนนี้เธอเต็มไปด้วยความอ่อนไหว ผมได้แต่ช่วยตบหลังเธอเพื่อปลอบใจเบา ๆ ผมรู้ดีว่าถ้าผมไม่ปล่อยให้เธอร้องไห้ออกมาจนพอใจ มันไม่น่าจะเป็นผลดีกับเธอแน่ ๆ

หลังจากร้องไห้อยู่นานมาก ในที่สุดมู่จือก็สามารถหยุดตัวเองลงได้ เธอเงยหน้าที่ยังเต็มไปด้วยน้ำตาของเธอขึ้นมา “จางกง ถ้าพ่อแม่ของพวกเราไม่ยอมให้พวกเราอยู่ด้วยกัน นายจะทำยังไง?”

ผมลูบผมของเธออย่างทะนุถนอม ก่อนจะกล่าวอย่างอ่อนโยน “เด็กโง่ ทำไมถึงได้ถามโง่ ๆ อย่างนี้? เรื่องแบบนั้นมันจะเกิดขึ้นได้ยังไง? ฉันนั้นยอดเยี่ยมขนาดนี้ พวกท่านต้องชอบฉันแน่ ๆ” หลังจากที่ผมพูดจบ ผมถึงกับเงยหน้ามองฟ้าอย่างเหยียดหยามเลยทีเดียว

เห็นผมทำท่าทางน่าขันแบบนั้น เธอก็ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา อารมณ์ของเธอเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยแล้ว แต่เธอก็ยังไม่หายหดหู่ ยังเอ่ยถามย้ำมาที่ผมอีก “แล้วถ้าที่ฉันพูดเป็นความจริงล่ะ? ฉันไม่ได้ล้อนายเล่นนะ ตอบฉันมาแบบจริงจังได้แล้ว”

ผมให้คำตอบเธออย่างหนักแน่น “จะไม่มีใครมาแยกพวกเราออกจากกันได้หรอก ถึงแม้ว่าจะเป็นพ่อแม่ของเธอก็ตาม ถ้าพวกท่านไม่เห็นด้วยกับความรักของพวกเรา ฉันจะพยายามหว่านล้อมโน้มน้าวพวกท่านก่อน ถ้ามันยังไม่ได้ผลขึ้นมาจริง ๆ ฉันจะลักพาตัวเธอหนีไป หนีไปให้ไกลสุดขอบฟ้าเลย ไปหาที่ที่มีทิวทัศน์งดงามอยู่อาศัยกัน ไม่ให้พวกเขาตามหาพวกเราเจอได้ หลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งแล้ว พวกเราจะ...ฮิฮิ! ตอนที่ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้ว ฉันค่อยพาเธอกลับมาพบพวกท่านอีกครั้งหนึ่ง”

มู่จือถอนหายใจ ก่อนจะเอนตัวเข้ามาซบกับไหล่ของผม “ถ้าสามารถทำแบบนั้นได้ ก็ถือว่าเป็นแผนที่ดี แต่มันจะสำเร็จจริง ๆ หรือ?”

ผมขมวดคิ้ว “จากที่เธอบอกมา แสดงว่าพ่อแม่ของเธอไม่ยอมรับในความสัมพันธ์ของพวกเราจริง ๆ เหรอ? ทำไมล่ะ? ฉันไม่ดีพอตรงไหน? พวกท่านยังไม่เคยเจอหน้าฉันด้วยซ้ำ ทำไม่พวกเขาถึงได้ห้ามไม่ให้พวกเราคบกันล่ะ?

มู่จือรีบเอ่ยปาก “นายไม่เข้าใจหรอก มันไม่เกี่ยวกับว่านายดีพอหรือเปล่า มันแค่...”

พอเห็นเธอกำลังจะกล่าวอะไรบ้างอย่าง แต่หยุดลงไป ผมรีบถามอย่างร้อนใจ “แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะ? ได้โปรดบอกฉันมาเถอะ พวกเราจะได้ช่วยกันคิดหาวิธีแก้ปัญหาไง”

แต่เธอแต่เพียงส่ายหน้า แล้วมองมาที่ผมอย่างเสียใจ “ลืมมันไปก่อนเถอะ! แล้วนายจะได้รู้เองในอนาคต พวกเราค่อย ๆ เดินกันไปทีละก้าวดีกว่า”

แล้วผมก็ไม่มีทางอื่นให้เลือกอีกเหมือนเดิม เธอยังใช้คำพูดแบบเดิมทุกครั้งที่ถึงช่วงสำคัญ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่จะต้องบังคับให้เธอพูดมันออกมา ผมเลยได้แต่นั่งกอดเธออยู่เงียบ ๆ ไว้ในอ้อมอก พยายามจะทำให้เธอสบายใจขึ้นมาบ้าง

สายตาของผมมองไปที่ไหล่ที่เธอซบอยู่อย่างไม่ได้ตั้งใจ มันเปียกไปหมดด้วยน้ำตาของเธอ ผมเลยกล่าวกับเธอด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “อั้ยยะ! เธอดูนี่สิ ไหล่ของฉันเปียกน้ำตากับน้ำลายของเธอหมดแล้ว เธอต้องช่วยฉันซักมันเลยนะ” สิ่งที่ผมพูดออกไป มันทำให้บรรยากาศเดือดขึ้นมาได้ทันที

มู่จือผลักตัวเองออกจากอกของผมทันที หน้าของเธอแดง แต่แหวเสียงดังออกมาก่อน “นายนี้มัน! อย่ามาปรักปรำคนอื่นนะ นายนั่นแหละที่น้ำลายไหล มา! ฉันจะช่วยซักให้ก็ได้!!” เธอไม่ได้พูดอย่างเดียวเลย ดวงตาเธอก็ส่งประกายคุกคามออกมาด้วย แถมมือเธอยังมีลูกบอลน้ำอยู่อีก!

ผมได้แต่มองเธออย่างงง ๆ ก่อนจะรู้ตัวแล้วเริ่มวิ่งหนีไปรอบ ๆ ทันที โดยมีเธอวิ่งไล่ตามเพื่อปาบอลน้ำใส่ผมอย่างนับไม่ถ้วน

หลังจากพากันไปกินอาหารเย็นแล้ว ผมก็ไปส่งเธอที่หอพัก กำชับให้เธอพักผ่อนให้ดี

ส่วนตัวผมเองนั้น หลังจากส่งเธอเรียบร้อยแล้ว ผมมาเดินอยู่ตามลำพังที่สนามซ้อม สิ่งที่มู่จือพูดออกมาในวันนี้ทำให้ผมรู้สึกหนักใจอยู่ลึก ๆ ดูเหมือนว่าการที่ผมกับมู่จือคิดจะอยู่ด้วยกันมันไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว แล้วอีกอย่าง มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่?

จบบทที่ บทที่ 177 – เจ้าชายเคอจาสืบทอดบัลลังก์

คัดลอกลิงก์แล้ว