- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 1032: ตึกหมายเลข 9
บทที่ 1032: ตึกหมายเลข 9
บทที่ 1032: ตึกหมายเลข 9
แชะ!
สิ้นเสียงชัตเตอร์ของช่างภาพ บรรดาผู้นำทุกระดับชั้นต่างเผยรอยยิ้มออกมาจากใจจริง ภายใต้ป้ายชื่อ "คณะทำงานแม่น้ำไท่" ตัวอักษรสีดำบนพื้นหลังสีขาว
"ผมขอประกาศว่า ‘คณะทำงานแม่น้ำไท่’ ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ณ บัดนี้!"
เสียงประกาศดังผ่านไมโครโฟน ตามมาด้วยเสียงปรบมือดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง... ทั้งสงบและหนักแน่น
ที่สนามฝึกข้างๆ เจ้า ‘ต้าจ้วง’ ก็ส่งเสียง "โฮ่ง!" ออกมาหนึ่งทีเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ
หลี่ลี่ตบหัวมันเบาๆ พลางเบะปาก "ยังจะเห่าอีก ขืนเห่าอีกฉันจะยึดสนามส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งไปซะเลย"
ตึกที่ทำการของคณะทำงานแม่น้ำไท่เป็นตึกที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งกินพื้นที่ไปครึ่งหนึ่งของสนามฝึกสุนัขตำรวจ แน่นอนว่าเดิมทีที่ดินผืนนี้ถูกเตรียมไว้สำหรับการขยายตัวในอนาคตอยู่แล้ว เพียงแต่ชั่วคราวนี้ถูกใช้เป็นพื้นที่ของหน่วยสุนัขตำรวจไปก่อน จริงๆ แล้ว สมัยที่หน่วยสุนัขตำรวจที่มีสุนัขแค่ตัวเดียว ก็ยังไม่สามารถทำความสะอาดสนามกว้างขนาดนี้ได้ด้วยซ้ำ
"สงสัยพวกเราคงต้องย้ายไปอยู่ชานเมืองเร็วๆ นี้แหละ" ครูฝึกอีกคนมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าของเหล่าผู้นำแล้วเปรยขึ้น "จริงๆ ย้ายไปชานเมืองก็ดีนะ ขับรถเพิ่มอีกแค่ 5 นาที แต่เงียบสงบกว่าเยอะ ไม่ต้องมีพวกหัวหน้ามาคอยจ้องหน้าอยู่เช้าเย็นแบบนี้"
"ที่นายพูดประโยคสุดท้ายน่ะถูกเป๊ะเลย" หลี่ลี่พยักหน้าพลางบิดขี้เกียจ เผยสัดส่วนร่างกายที่สวยงามในเครื่องแบบตำรวจที่ดูเทอะทะ สีสันจืดชืด และสภาพแวดล้อมที่ไม่เข้าที่เข้าทาง—ก็ไม่อาจปิดกั้นรัศมีของเธอได้...ยกเว้นแต่ใบหน้าของเธอเท่านั้น
ครูฝึกในทีมเดียวกันแอบถือเคล็ดโดยการก้าวถอยหลังไปก้าวใหญ่ๆ อย่างที่เขาว่ากันว่า ถอยหนึ่งก้าวคือสวรรค์ เดินหน้าหนึ่งก้าวคือนรก
"ไปกันเถอะ ขึ้นข้างบนได้แล้ว"
หวงเฉียงหมินยืนอยู่หน้าตึกที่มีป้ายระบุว่า ‘ตึกหมายเลข 9’ อันเป็นที่ตั้งของคณะทำงานแม่น้ำไท่ พลางมองด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างสะท้อนใจ
ในตอนแรก คนที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อขออนุมัติที่ดินผืนนี้ก็คือตัวเขาเอง แต่ตอนนั้นเขาเตรียมไว้ให้ผู้สืบทอดตำแหน่งคนถัดไป ไม่คาดคิดเลยว่าการพัฒนาจะมาเร็วกว่าที่คิด แถมที่ดินผืนนี้ยังถูกยกให้กับหน่วยงานคู่ขนานที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่เสียด้วย
"รองฯ หวง เข้าไปพร้อมกับเจียงหยวนเลยสิ" ผู้กำกับเอ่ยปากให้เกียรติอย่างถ่อมตัว
คณะทำงานแม่น้ำไท่นั้นเรียกได้ว่าถูกสร้างขึ้นโดยมีเจียงหยวนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ดังนั้นในเวลานี้ ย่อมต้องให้ความสำคัญกับเจียงหยวนและหวงเฉียงหมินเป็นอันดับแรก
หวงเฉียงหมินเอ่ยปฏิเสธตามมารยาทอยู่สองสามคำ ก่อนจะควงแขนเจียงหยวนเดินเข้าไปในโถงกลางของตึกหมายเลข 9 พร้อมกัน
โถงกลางมีพื้นที่ประมาณ 100-200 ตารางเมตร ความสูงเท่ากับตึกสองชั้น ดูแล้วค่อนข้างแคบ เมื่อคนนับสิบกรูเข้าไปพร้อมกันก็เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที
ผู้นำจากกองบัญชาการมณฑลขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "พวกคุณสร้างตึกให้เจียงหยวนทั้งที ทำไมขี้เหนียวขนาดนี้ล่ะ ถ้างบไม่พอทางมณฑลก็สนับสนุนเพิ่มได้นะ รองฯ หวงคุณเองก็เป็นคนที่มีเส้นสายกว้างขวาง..."
“นี่เป็นข้อกำหนดด้านการออกแบบที่พวกเราขอเองครับ” เจียงหยวนรีบพูดแทรกเพื่อไม่ให้หวงเฉียงหมินต้องรับเคราะห์แทน
ผู้นำมณฑลเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันที "ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงต้องขอตำหนิเสี่ยวเจียงหน่อยแล้ว เราพูดกันเสมอว่าอาคารต้องอยู่ได้เป็นร้อยปี คุณควรคำนึงถึงการใช้งานในอนาคตด้วย สร้างให้มันดูโอ่โถงกว่านี้หน่อยสิ"
"แนวคิดการออกแบบของตึกนี้คือ ‘ป้อมหน้าด่าน’ ครับ" เจียงหยวนอธิบายพลางชี้ไปที่ชั้นสอง "ผนังที่ติดกระเบื้องตรงนี้ ถ้าทุบออกไปสองสามทีก็จะกลายเป็นช่องสำหรับยิงปืน หากเราคุมตำแหน่งผนังด้านไหนก็ได้สองด้าน ก็จะสามารถโจมตีทุกคนที่อยู่ในโถงนี้ได้ทันที"
"โอ้ ฟังดูเข้าท่าแฮะ" ผู้นำมณฑลพูดพลางมองเจียงหยวนแล้วถามว่า "ทำไมถึงคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ล่ะ?"
ทุกคนต่างก็แหงนหน้ามองชั้นสอง แล้วก้มลงมองตัวเอง ก่อนจะหันมามองเจียงหยวนเป็นตาเดียว
"มู่จื้อหยาง นายช่วยอธิบายหน่อย" เจียงหยวนเรียกชื่อลูกน้องทันที
ต่อหน้าผู้นำมณฑล หวงเฉียงหมินมักจะเป็นเป้านิ่ง แต่สำหรับมู่จื้อหยางนั้นถือว่าปลอดภัยกว่า
มู่จื้อหยางที่ยืนอยู่หลังกลุ่มคนรีบเบียดตัวเข้ามาพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก “ผมอ้างอิงจากประสบการณ์ก่อนหน้านี้ แล้วก็จากคดีเก่าที่เคยอ่านมา เพราะคดีที่พวกเราทำอยู่หลายคดีมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ถ้าเกิดมีคนร้ายสิ้นคิดบุกโจมตี… ผมเลยบอกความกังวลของตัวเองกับนักออกแบบ หลังจากคุยกันพักหนึ่ง สถาปนิกก็เสนอว่าถ้าเสริมการป้องกันในเชิงโครงสร้าง จะเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำที่สุด…”
"แล้วคุณคุยกับเขาว่ายังไง?" ผู้นำจับประเด็นสำคัญได้
มู่จื้อหยางตอบว่า "ตอนแรกสถาปนิกเขาก็คิดว่าสังคมสงบสุข โลกนี้ปลอดภัย คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ผมเลยบอกเขาไปว่า ความสงบสุขในเมืองน่ะ มันต้องมีกำแพงเมืองคุ้มกันเอาไว้ ต่อมา... ต่อมาผมเลยเปิดรอยแผลเป็นให้เขาดูครับ"
บรรดาผู้นำในที่นั้นต่างเริ่มเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา
“เปิดแผลเป็นให้ดูหน่อยสิ” หวงเฉียงหมินเห็นจังหวะเหมาะเลยช่วยส่งเสริมมู่จื้อหยางทันที
มู่จื้อหยางถอดเสื้อออกอย่างเด็ดเดี่ยว เผยให้เห็นหัวไหล่ซ้าย
รอยแผลจากกระสุนปืนที่ฉีกกระชากเนื้อมันสมานดีแล้วก็จริง แต่รอยแผลเป็นสีดำที่ดูคล้ายกิ่งสนนั่น ใครเห็นก็รู้ว่ามันไม่ใช่แผลธรรมดา
หวงเฉียงหมินช่วยเสริมอยู่ข้างๆ ว่า "นี่คือแผลที่ได้จากตอนคลี่คลายคดี ‘คนป่าเขาอู๋หลง’ ครับ มู่จื้อหยางกับเจียงหยวนและคนอื่นๆ ปะทะและดวลปืนกับคนร้ายในระยะประชิด มู่จื้อหยางเป็นฝ่ายพุ่งออกไปข้างหน้าเพื่อปกป้องเจียงหยวนครับ"
"แผลเป็นคือเหรียญเกียรติยศ" ผู้นำมณฑลพิจารณาอย่างละเอียดพลางพยักหน้าเบาๆ "แล้วยังไงต่อ?"
"ต่อมา..." มู่จื้อหยางตอบ "พอผมให้นักออกแบบดูแผล เขาก็เปลี่ยนแบบตึกทันทีครับ"
ทุกคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน
ผู้นำพยักหน้าพลางถามว่า "ชื่อมู่จื้อหยางใช่ไหม?"
"ครับ!" มู่จื้อหยางยืนตรงทำความเคารพ
"ตั้งใจทำงานนะ ปกป้องเจียงหยวนให้ดี" ผู้นำมณฑลพูดจบก็หันไปทางผู้นำกองบัญชาการเมืองชิงเหอที่อยู่ข้างๆ "พ่อหนุ่มคนนี้หน่วยก้านดีจริงๆ เมืองชิงเหอนี่มีแต่คนมีความสามารถนะ"
"ครับ!" ผู้นำเมืองชิงเหอยิ้มรับอย่างหน้าชื่นตาบาน เพราะเห็นอนาคตที่สดใสรออยู่
หวงเฉียงหมินพาทุกคนเดินเยี่ยมชมพร้อมแนะนำคณะทำงานแม่น้ำไท่ไปตลอดทาง
ทุกคนตั้งใจฟังกันมาก เพราะในหน่วยงานนี้ ทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียจากการลงขันงบประมาณกันจริงๆ
เมื่อเทียบกับกองกำกับการสืบสวนอำเภอหนิงไท่แล้ว คณะทำงานแม่น้ำไท่มีจำนวนคนน้อยกว่าเล็กน้อย ตอนนี้ได้รับอนุมัติอัตรากำลังพลมา 40 อัตรา ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างที่เหมาะกับเจียงหยวนที่สุด เพราะการบริหารคนก็เป็นศาสตร์อย่างการเติบโตจากการดูแลคนน้อยไปสู่คนมากนั้นเป็นเส้นทางเลื่อนขั้นที่เหมาะสม และในแง่หนึ่งก็ถือเป็นการปกป้องตัวเจ้าหน้าที่เองด้วย
พวกหวงเฉียงหมินไม่ใช่ว่าไม่กล้าให้คนกับเจียงหยวน แต่เกรงว่าถ้าให้คนครั้งละเป็นร้อยหรือสองสามร้อยคน มันจะไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเจียงหยวนเท่านั้น แต่มันจะดึงเขาไปในวังวนของการบริหารจัดการแทนมากกว่า
โชคดีที่ตัวเจียงหยวนเองไม่ได้มีความทะเยอทะยานในเรื่องอำนาจมากนัก ขอแค่ตำแหน่งเปิดโอกาสให้เขาใช้ทักษะความรู้ความสามารถที่มีได้อย่างเต็มที่ เขาก็พอใจแล้ว
ข้างๆ ตึกหลักของคณะทำงานแม่น้ำไท่ยังมีการสร้างตึกเสริมหลังเล็กๆ แยกออกมาอีกหนึ่งหลัง พื้นที่รวมเพียงแค่พันกว่าตารางเมตร แต่เมื่อเทียบกับห้องชันสูตรที่ตั้งอยู่ในสุสาน (ฌาปนสถาน) แล้ว เงื่อนไขของตึกเสริมหลังนี้ "ชนะขาด" ยิ่งกว่าระดับของเมืองฉางหยางเสียอีก ไม่ต้องพูดถึงเมืองชิงเหอเลย
เมืองชิงเหอนั้นเป็นเมืองระดับจังหวัด แต่จนถึงทุกวันนี้ห้องชันสูตรก็ยังสร้างอยู่ในชั้นใต้ดินของสุสาน แถมยังต้องแชร์ใช้ตู้แช่ศพและห้องดับจิตร่วมกับของทางสุสานด้วย
เมืองฉางหยางมีสภาพดีกว่านิดหน่อย มีศูนย์นิติวิทยาศาสตร์เฉพาะทาง ขนาดใหญ่กว่าตึกเสริมของคณะแม่น้ำไท่มาก แต่ที่นั่นต้องแบ่งกันใช้ทั้งงานตรวจร่องรอย, พิษวิทยา, ห้องแล็บ DNA ไปจนถึงนิติเวชและหน่วยอื่นๆ
และส่วนนิติเวชเองก็ยังได้พื้นที่เพียงเล็กน้อยเหมือนเดิม
ส่วนอำเภอหนิงไท่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง หน่วยนิติวิทยาศาสตร์ทางคดีมีอัตรากำลังแค่สิบกว่าคน ห้องทำงานไม่กี่ห้องบนชั้น 4 ยังต้องสละพื้นที่ให้กับห้องแล็บก่อน และห้องแล็บที่ว่าก็ห่างไกลจากคำว่าทันสมัย แม้แต่มาตรฐานทั่วไปก็ยังแทบไม่ถึง การตรวจวิเคราะห์ที่ต้องใช้เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์สูงๆ เมื่อก่อนต้องส่งไปที่เมืองชิงเหอหรือเมืองฉางหยางอยู่เป็นประจำ
นิติเวชก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ทางเมืองชิงเหอเองก็รู้สถานการณ์นี้ดี ดังนั้นเมื่อไหร่ที่อำเภอที่อยู่ในการดูแลมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น พวกเขาจึงมักจะส่ง ‘หวังหลาน’ หรือนิติเวชจากส่วนกลางลงไปช่วยสนับสนุน
คณะทำงานแม่น้ำไท่จึงเกิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายๆ กัน นั่นคือเป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านนิติเวชให้กับพื้นที่ในแถบแม่น้ำไท่ หรืออาจพูดได้ว่าเป็นหน่วยสนับสนุนเทคโนโลยีนิติวิทยาศาตร์ทางคดีเลยก็ว่าได้
เมื่อมาถึงตรงนี้ หลายคนเริ่มรู้สึกคันไม้คันมือ มีคนอดถามไม่ได้ "แล้วคดีจะมีการแบ่งกันยังไงครับ"
“หลัก ๆ ก็ยังขึ้นอยู่กับการเลือกของเจียงหยวนครับ” หวงเฉียงหมินตอบปัดไปสั้นๆ ก่อนจะเสริมว่า "พอดีเลยครับ ทางฝั่งเจียงหยวนเตรียมเทคโนโลยีใหม่ไว้ให้ทุกคนดูด้วย"
พูดจบ หวงเฉียงหมินก็พาทุกคนเดินเข้าไปในห้องชันสูตร...ภายในนั้น มีศพที่กำลังอยู่ในขั้นตอนละลายน้ำแข็งวางเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
----------
(จบบทที่ 1032)