เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 961: ที่เกิดเหตุที่สอง

บทที่ 961: ที่เกิดเหตุที่สอง

บทที่ 961: ที่เกิดเหตุที่สอง


กึก กึก กึก กึก...

ตำรวจในเครื่องแบบใหม่เอี่ยมเดินผ่านหน้าทางเข้า “ชุมชนหมู่บ้านเจียงชุน” เสียงรองเท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะสะดุดตา ผู้คนที่เดินผ่านไปมาพากันเหลียวมอง บางคนถึงกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป

อู๋จุนเฮาเดินยืดอกเชิดหน้า สายตามองตรงไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ แม้กองร้อยที่หนึ่งของเขาจะยังไม่ได้ปรับโครงสร้างเป็นหน่วยตำรวจสายตรวจป้องกันและปราบปรามจลาจลอย่างเต็มตัว แต่แผนการเดินลาดตระเวนพื้นที่นั้นเขาคิดไว้นานหลายปีแล้ว เมื่อสบโอกาสอู๋จุนเฮาจึงไม่รอช้าที่จะเอาใช้ทันที

การเดินลาดตระเวนมีผลอย่างมากในการข่มขวัญอาชญากรรมทั่วไป และช่วยยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้กรมตำรวจฮ่องกงมีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน รวมถึงญี่ปุ่นเองก็เช่นกัน แต่ประเทศอย่างสหรัฐฯ หรืออังกฤษนั้น ด้วยวิถีชีวิตที่แตกต่างกันจึงนิยมใช้การตรวจตราด้วยรถสายตรวจมากกว่า

ถ้าหากจะถามว่าการเดินลาดตระเวนมีข้อเสียยังไง...

อย่างแรกเลยคือ "เหนื่อย" ด้วยเหตุนี้หลายพื้นที่จึงใช้วิธีตักตวงแรงงานจากเด็กจบใหม่ โดยให้ตำรวจเข้าใหม่รับหน้าที่สายตรวจ ใครไม่ทำก็อาจถูกเลิกจ้างหรือไม่ก็ถูกระงับการเลื่อนตำแหน่งจนต้องลาออกไปเอง วิธีนี้ช่วยลด “ต้นทุนจม” ให้ต่ำที่สุดด้วย

อย่างที่สองคือ “สิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล” เพราะการเดินลาดตระเวนคือค่าใข้จ่ายล้วนๆ แถมยังมีความเสี่ยงให้ตำรวจด้วย เท่ากับว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สูงขึ้นให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มสาวในระดับที่สูงพอสมควร... ขณะที่งานตำรวจเองนั้นไม่ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง แม้ความสงบเรียบร้อยจะดีขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ช่วยลดต้นทุนของคดีอาญาลงตามไปด้วยอยู่ดี

สรุปแล้ว... การให้ตำรวจออกลาดตระเวนในเมือง เป็นเรื่องที่ทั้งมีประโยชน์และมีความหมายอย่างยิ่ง

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมเมื่อก่อนอำเภอหนิงไท่หรือเมืองอื่นๆ ในประเทศถึงไม่ผลักดันนโยบายนี้ คำตอบสุดท้ายก็หนีไม่พ้นเรื่อง "ขาดคนและขาดเงิน" นั่นเอง

รออีกไม่กี่ปี เมื่อบางเมืองหลุดพ้นจากปลักปัญหาทางการเงิน การเดินลาดตระเวนแบบนี้จะถูกจัดสรรขึ้นแน่นอน เหมือนอย่างที่อำเภอหนิงไท่กำลังทำอยู่ตอนนี้

ความจริงแล้ว ถ้าหากกรมตำรวจที่ไหนอยากจะยกระดับตัวเองด้วยเนื้องานจริงๆ การถอดแบบจากตำรวจฮ่องกงถือเป็นทางลัดที่ใช้ได้ผลเสมอ

อู๋จุนเฮาเดินไปก็รู้สึกฮึกเหิมไป ราวกับได้ออกกำลังกายโดยที่ยังมีเงินเดือนกินอยู่

ความจริงเขาไม่ค่อยชอบคดีอาญาที่จุกจิกวุ่นวาย โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ที่มาตรฐานการทำคดีสูงขึ้นเรื่อยๆ งานเอกสารก็ล้นมือ เอะอะก็ต้องสอบสวนเพิ่มเติม แถมงานทุกอย่างต้องไปปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษ ทำให้อู๋จุนเฮารู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย

แน่นอนว่าถึงจะอึดอัด แต่ขึ้นชื่อว่างานมันก็มีความไม่สบอารมณ์เป็นธรรมดา อู๋จุนเฮาเองก็มีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจฝึกฝนลูกน้องขนาดนี้

เพียงแต่เขาไม่คาดคิดเลยว่า โอกาสจะมาถึงกะทันหัน และชวนให้มีความสุขขนาดนี้

อู๋จุนเฮาก้าวเดินอย่างองอาจ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป... เขาก็คือข้าราชการระดับรองหัวหน้าฝ่ายที่มีอำนาจสั่งการจริงเสียที!

#

เจียงหยวนพักผ่อนอยู่ที่บ้านต่ออีกสองวัน พอให้หายเหนื่อย หวังชวนซิงกับถังเจียก็นำคดีที่เพิ่งคัดกรองเสร็จมาส่งให้

ตอนนี้ทั่วประเทศต่างพากันเชิญเจียงหยวนและทีมเฉพาะกิจคดีค้างเก่าของเขาไปช่วย คดีมากมายขนาดนี้ถ้าจะให้เจียงหยวนอ่านเองทั้งหมดถือเป็นการเสียเวลาเกินไป โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์บางคดีที่พัวพันกับหลายฝ่าย—จึงต้องอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน

หวังชวนซิงและถังเจียจึงรับหน้าที่ในส่วนการคัดกรองเบื้องต้น

เจียงหยวนจงใจเลือกช่วงเวลาพักเที่ยง หิ้วตะกร้าเนื้อใบใหญ่มาที่โรงอาหารกองสืบสวนอาชญากรรม

เนื้อที่บ้านตระกูลเจียงนั้นมีกินมีใช้ไม่มีวันหมด งานอดิเรกของเจียงฟู่เจินคือย่างเนื้อกับต้มเนื้อ—เขาอยากให้เตาที่บ้านมีอะไรเดือดปุด ๆ อยู่ตลอดเวลา

เดี๋ยวนี้คนในหมู่บ้านเจียงชุนฐานะดีขึ้นกันหมด ใครๆ ก็มีเนื้อกิน เจียงฟู่เจินจึงมักจะทุ่มเงินจัดงานเลี้ยงบ่อยๆ หรือไม่ก็ต้มเนื้อจนเปื่อยแล้วเอาไปแจกคนอื่นเพื่อระบายของออกไป

ส่วนเรื่องจะให้เปิดร้านอาหารนั้น เจียงฟู่เจินไม่เคยอยู่ในหัว เขาไม่อยากเหนื่อยตกแต่งร้าน และยังกังวลว่าร้านจะถูกเวนคืนหลังทำเสร็จ—เรื่องแบบนี้ก็เคยเจอมาแล้ว

ตำรวจในกองสืบสวนแน่นอนว่าไม่เรื่องมากอยู่แล้ว เมื่อเห็นเจียงหยวนยกเนื้อที่สั่นระริกน่ากินมาให้ ใจของแต่ละคนก็สั่นระริกตามไปด้วย ต่างคนต่างรีบโรยเกลือปรุงน้ำจิ้มกันอย่างคึกคัก

เจียงหยวนหั่นเนื้อชิ้นโตให้ตัวเองหนึ่งชิ้น สั่งบะหมี่น้ำใส (หยางชุนเมี่ยน) มาชามหนึ่ง แล้วหั่นเนื้อชิ้นหนาใส่ลงไปในน้ำซุป เติมน้ำซุปเนื้อที่หิ้วมาเองอีกหนึ่งกระบวย ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งกินอยู่ที่บ้านไม่มีผิด

"ว่ามาสิ" เจียงหยวนซดซุปไปสองคำ กินเนื้อและบะหมี่ไปอีกคำ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอย่างสบายอารมณ์

"คดีแรกที่เราคัดมาเป็นคดีหั่นศพครับ" หวังชวนซิงสังเกตสีหน้าของเจียงหยวนก่อนจะพูดต่อ "คดีเกิดขึ้นเมื่อ 20 วันก่อน ทางตำรวจเมืองฉางหยางพบชิ้นส่วนศพบริเวณพงหญ้าข้างถนนเลียบแม่น้ำไท่ ช่วงเขาซือซัน คาดว่าเป็นที่เกิดเหตุที่สอง (ที่ทิ้งศพ)"

"อ้อ... มีการเคลื่อนย้ายศพสินะ" เจียงหยวนเริ่มมีท่าทีสนใจ เขาเคี้ยวเนื้อแล้วพูดว่า "เล่ารายละเอียดมา"

"ครับ" หวังชวนซิงใจชื้นที่คดีแรกก็ดึงความสนใจจากเจียงหยวนได้ "ชิ้นส่วนศพที่พบมีน้ำหนักรวมประมาณ 40 กิโลกรัม สองวันก่อนพบศพมีฝนตกหนักในพื้นที่และแม่น้ำไท่หนุนสูง ช่วงแรกจึงสันนิษฐานว่าชิ้นส่วนบางส่วนอาจถูกกระแสน้ำพัดหายไป แต่จากการงมหาแล้วก็ยังไม่พบอะไรเพิ่มเติมครับ"

ถังเจียเปิดหน้าข้อมูลภายในที่เกี่ยวกับคดีในแท็บเล็ตแล้วยื่นให้เจียงหยวนดู "ในชิ้นส่วนที่พบไม่มีกะโหลกศีรษะ และไม่มีข้อมูลสำคัญอย่างลายนิ้วมือ ตำรวจเมืองฉางหยางเก็บตัวอย่าง DNA ไปแล้ว แต่ไม่พบประวัติในระบบค่ะ"

"สรุปคือ ยังระบุตัวตนผู้ตายไม่ได้เลยใช่ไหม?" เจียงหยวนพยักหน้าอย่างไม่แปลกใจ เพราะถ้าระบุได้ คดีคงไม่หลุดมาถึงเขา

"ใช่ค่ะ ชิ้นส่วนศพเน่าเสียค่อนข้างมาก แถมยังพบในพงหญ้า ไม่มีเสื้อผ้าติดตัว บวกกับเจอฝนตกหนัก..." ถังเจียพูดไปก็ขมวดคิ้วไป "คดีนี้น่าจะยากมากนะคะ เราจะรับไหมคะ?"

"จงเชื่อในสติปัญญาของคนร้ายเถอะ คนร้ายที่เลือกทิ้งศพไว้ในพงหญ้าข้างแม่น้ำน่ะ ไม่ใช่มืออาชีพหรอก" เจียงหยวนเปรยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม "ช่วยเปิดรูปถัดไปให้ผมดูหน่อย"

เจียงหยวนก้มหน้ากินบะหมี่คำโต พลางเงยหน้ามองรูปที่เกิดเหตุที่ถังเจียค่อยๆ พลิกให้ดูทีละหน้า

ที่เกิดเหตุเรียกได้ว่าเละเทะไม่มีชิ้นดี ซึ่งจริงๆ แล้ว ที่เกิดเหตุส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้

การที่คนคนหนึ่งต้องจัดการกับ 'สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกัน' ที่หนักกว่า 50 กิโลกรัมเพียงลำพังให้ดูดูดีนั้นเป็นไปไม่ได้เลย มันต้องเละเทะเป็นธรรมดา

จุดที่น่าสังเกตคือ ชิ้นส่วนศพในที่เกิดเหตุมีขนาดประมาณกะโหลกศีรษะ หรือไม่ก็ใหญ่กว่านิดหน่อย แสดงว่าคนร้ายมีแรงค่อนข้างดีและหั่นศพได้อย่างละเอียดมาก

ถ้าเชื่อมโยงกับคดีก่อนๆ โอกาสที่จะมีคนร้ายสองคนในคดีนี้ถือว่าต่ำมาก เพราะถ้ามีสองคนก็ไม่จำเป็นต้องหั่นให้ละเอียดขนาดนี้ เพราะสองคนย่อมช่วยกันขนย้ายศพได้ง่ายกว่า การหั่นจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแบบนี้ นอกจากจะทั้งลื่นทั้งเหนียว ยังจับก็ไม่ถนัดอีกต่างหาก

ต่อให้เป็นชิ้นส่วนขนาดเท่ากับหัวคนสองหัวรวมกัน ก็ยังต้องใช้สองมือโอบอุ้มอีก

เจียงหยวนดูรูปไปกินบะหมี่ไปจนหมดชาม เขาคีบเนื้อชิ้นสุดท้ายเข้าปากแล้วถามว่า "พบอาวุธสังหารหรือวัสดุที่ใช้ห่อหุ้มศพไหม?"

"ไม่พบอาวุธครับ แต่ในที่เกิดเหตุพบเศษผ้าและกระสอบป่านบางส่วนที่มีคราบเลือดติดอยู่ เบื้องต้นยืนยันว่าเป็นวัสดุที่ใช้ห่อหุ้มศพครับ" หวังชวนซิงรีบพลิกหน้าจอแท็บเล็ตในมือให้เจียงหยวนดูรูปที่เกี่ยวข้องทันที

รูปแรกเป็นภาพมุมกว้างของจุดที่พบชิ้นส่วนศพ จะเห็นกระสอบป่านสีเขียวและสีน้ำเงิน 5 ใบจมอยู่ในดินโคลนริมน้ำ

หวังชวนซิงอธิบายต่อ "น้ำหนุนพัดชิ้นส่วนศพบางส่วนหายไป แต่กระสอบที่ตกอยู่มีดินทรายเข้าไปสะสมอยู่ข้างในจนหนัก ทำให้มันติดค้างอยู่ริมตลิ่งแทนครับ"

"สืบหาแหล่งที่มาของกระสอบแล้วใช่ไหม? ว่าไงบ้าง"

"เป็นกระสอบถักทั่วไปที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดครับ ใช้กันแพร่หลาย ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปอะไรครับ"

"สั่งตรวจร่องรอยวัตถุพยานขนาดเล็กจากกระสอบ เก็บตัวอย่างให้เยอะหน่อย แล้วก็ชิ้นส่วนศพด้วย ตรวจ DNA ทุกชิ้น เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นของคนคนเดียวกัน" เจียงหยวนเริ่มซดน้ำซุปดังซวบๆ

#

ประสบการณ์จากคดีที่เมืองฉางเล่อสอนเขาว่า อะไรที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงต้องใช้ให้เต็มที่ ตอนนี้เขาไม่ใช่ 'เบี้ยตัวน้อย' เหมือนตอนมาถึงหนิงไท่ใหม่ๆ อีกแล้ว และ "ค่าตัว" ที่หวงเฉียงหมินเรียกก็ไม่ใช่แค่รถมือสองคันเดียวจะจ่ายจบได้อีกต่อไป

ดังนั้น คดีและสถานีตำรวจเจ้าของพื้นที่ตอนนี้ แทบจะไม่แยแสกับค่าตรวจพิสูจน์ครั้งละไม่กี่ร้อยหยวนอีกต่อไป

แน่นอนว่าต่อหน้าพวกเขายังอาจจะทำเป็นเสียดายเงินอยู่บ้าง แต่ในใจลึกๆ ทุกคนยอมรับได้กับการจ่ายที่ดูเหมือนฟุ่มเฟือยนี้ เพราะเมื่อเทียบกับการคลี่คลายคดีได้ โดยเฉพาะคดีที่เจียงหยวนเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนแล้วละก็—ค่าตรวจพวกนี้ถือว่าเล็กน้อยมาก

มันเหมือนกับคนไข้ที่อุตส่าห์ใช้เส้นสายคนใหญ่คนโตติดต่อทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจนได้เข้ามารักษา แม้ในใจจะอยากให้ค่ารักษาถูกลงหน่อย แต่ต่อให้แพทย์สั่งตรวจอะไร เขาย่อมไม่โต้แย้ง และไม่ควรโต้แย้งด้วย

เจียงหยวนตั้งใจสั่งให้ทำการตรวจเหล่านี้ล่วงหน้า เพราะการตรวจวัตถุพยานขนาดเล็กนั้นค่อนข้างใช้เวลา ไม่จำเป็นต้องรอให้เขาไปถึงก่อนค่อยทำ

และสำหรับคดีที่มีแต่ชิ้นส่วนศพขนาดเท่าลูกแตงโมกระจายอยู่ แถม DNA ยังไม่ตรงกับใคร สิ่งที่จะใช้ประโยชน์ได้ก็น้อยเต็มที การตรวจวัตถุพยานขนาดเล็กจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้

หวังชวนซิงตอบรับอย่างไม่แปลกใจ เขาจดบันทึกไปพลางพูดไปพลาง "เดี๋ยวผมจะประสานงานกับทางนั้นครับ ให้เก็บตัวอย่างร่องรอยวัตถุพยานหลายๆ จุดหน่อย แต่ถ้าทำแบบนั้น—กระสอบป่านคงต้องถูกตัดจนเยินแน่ๆ ครับ"

"ถ่ายรูปตรงที่มีโลโก้ไว้เยอะๆ แล้วจะตัดจนขาดก็ตัดไปเถอะ" เจียงหยวนพยักหน้า

วัตถุพยานย่อมมีจุดที่ต้องเสียหาย การตรวจพิสูจน์ในบางระดับก็คือการทำลายวัตถุพยานในตัว แต่มันคือเหรียญสองด้านที่ต้องแลกมา จะเอาทั้งผลตรวจและรักษาของให้อยู่ในสภาพเดิม 100% นั้นเป็นไปไม่ได้ แม้แต่เจียงหยวนเองก็ต้องยอมรับความจริงข้อนี้

----------

(จบบทที่ 961)

จบบทที่ บทที่ 961: ที่เกิดเหตุที่สอง

คัดลอกลิงก์แล้ว