เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 939: เบื่อแล้ว

บทที่ 939: เบื่อแล้ว

บทที่ 939: เบื่อแล้ว


ซ่า...

เนื้อแกะติดมันที่ถูกย่างผสมผสานกับกลิ่นหอมเย้ายวนของยี่หร่าและพริก... ส่งกลิ่นหอมที่น่าหลงใหล

เจียงห่าวหมุนเหล็กเสียบเนื้อแกะ ยืดตัวสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดกับเจียงหยวนว่า: "ผมรู้สึกว่าพืชอย่างยี่หร่าน่าจะต้องมี ‘เรื่องแค้น’ กับแกะแน่ ๆ ถ้ามันไม่อุตส่าห์วิวัฒนาการตัวเองให้มีกลิ่นแบบนี้ คนเราคงกินเนื้อแกะได้ไม่เยอะขนาดนี้หรอก"

“สงสัยบรรพบุรุษทั้งตระกูลถูกแกะป่ากินจนเกลี้ยงละมั้ง” มู่จื้อหยางลากเก้าอี้มานั่งข้างเตา ยกเบียร์จิบหนึ่งคำ เนื้อแกะหนึ่งคำ อารมณ์เหมือนคนนั่งกินเลี้ยงฉลองมากกว่ามาทำคดีเสียอีก

เจียงห่าวชอบสไตล์ของมู่จื้อหยางมาก จึงหยิบเบียร์มาชนกับเขาแล้วหัวเราะ: "แกะป่ากินบรรพบุรุษยี่หร่าไปทั้งครอบครัว ยี่หร่าก็เลยขยันกลายพันธุ์อยู่หลายปี สุดท้ายก็ทำให้แกะบ้านกับแพะบ้านทั้งหลายได้คลุกเคล้าอยู่กับชีวิตที่เผ็ดร้อนแดงฉาน ช่างเป็นเรื่องเศร้าที่งดงามจริงๆ”

"พี่ห่าวนี่ออกแนวศิลป์เหมือนกันนะ ลองมาสร้างโฮมสเตย์บนเขานี้ดูไหม ถ้าเจอแขกที่กินแค่หมั่นโถวกับผักดองก็ให้พักฟรีไปเลย แถมเลี้ยงเนื้อย่างอีกหน่อย รับรองจะสร้างชื่อเสียงจนได้ฉายา ‘ซ่งเจียงแห่งหมู่บ้านเจี่ยลี่’ แน่นอน

“ซ่งเจียงห่าวเหรอ? เฮ้ย! พูดจริง ๆ นะ ชื่อนี้ฟังดูเข้าท่าดีเหมือนกัน” เจียงห่าว หัวเราะร่า "ซ่งเจียงเคยเป็นขุนนางในเมืองเหรอ ตำแหน่งอะไรนะ?"

คนปกติเวลาอ่านวรรณกรรม ‘ซ้องกั๋ง’ จะสนใจแต่เรื่องของครูฝึกทหารหลวง 8 กับภรรยาที่งามสล้างของเขา คนดีที่ไหนจะมานั่งสนใจชั้นยศตำแหน่งของซ่งเจียงกันเล่า

บรรยากาศเงียบแปลก ๆ ไปชั่วครู่ สุดท้ายคนที่อายุมากที่สุดอย่างเมิ่งเฉิงเปียวเป็นฝ่ายช่วยกู้หน้า "ซ่งเจียงเคยเป็นเจ้าหน้าที่คดี ตำแหน่งต่ำกว่าผู้ช่วยนายอำเภอหนึ่งระดับแต่สูงกว่าระดับหัวหน้าหน่วยงานราชการ—เทียบได้กับเลขาธิการใหญ่ของหน่วยงานประมาณนั้น"

"แปลว่าอย่างน้อยก็สูงกว่าผู้กำกับหวงอยู่สองขั้น" มู่จื้อหยางสรุป

หลายคนหัวเราะออกมา "ฮิฮิฮิ" และชนขวดเบียร์เสียงดัง “ป๊องๆ” กันอย่างออกรส การได้นั่งอยู่ท่ามกลางป่าเขา อากาศดี ๆ แล้วนินทาหัวหน้าหน่วยตัวเองสักหน่อย...นั่นแหล่ะ คือความสุขที่แท้จริงของการทำกิจกรรมสร้างทีม

ซ่งเจียงห่าวปิ้งเนื้อแกะออกมาชุดหนึ่ง แล้วนั่งกอดอกชันขาขึ้นเพลิดเพลินกับมัน ปกติเวลาเขามาตั้งแคมป์ เขามักจะพาลูกน้องมาด้วย ไม่อย่างนั้นถ้ามาเองรถสำหรับตั้งแคมป์สองคัน เต็นท์สองหลัง เตาย่างสองชุด เขาคนเดียวก็คงดูไม่ไหว ไหนยังมีเรื่องดื่มไม่ขับอีก งานย่างเนื้ออะไรแบบนี้—ถ้าทำสนุก ๆ ทีสองทีก็พอได้อยู่ แต่ถ้าต้องทำเป็นงานประจำเมื่อไหร่มันก็ชวนให้เบื่อหน่ายเกินไป

เจียงหยวนก็กินเนื้อย่างสองไม้ พร้อมกับจิบเบียร์เย็นๆ วันนี้เป็นวันที่หาได้ยากที่ไม่มีคดี

ส่วนคดีที่ลุงฟางหมิงเฟิงแจ้งความมา... ก็อย่างที่เมิ่งเฉิงเปียวพูด ก็มีเค้าลาง “ทั้งใช่ทั้งไม่ใช่” จุดที่ทำให้คดีนี้ลดระดับความสำคัญลงหลายขั้นก็คือ ผู้ที่อาจจะหายตัวไปเป็น “นักท่องเที่ยวหนุ่มสไตล์แบ็กแพ็กประหยัด”

จริง ๆ แล้ว กรณี “คนหาย” มีหลายประเภท แบ่งได้คร่าว ๆ คือ หายตัวไปโดยไม่รู้ตัว, หายตัวไปโดยตั้งใจ, และหายตัวไปเพราะถูกบังคับ เช่นถ้าเป็นผู้สูงอายุหรือคนป่วย—ตำรวจต้องรับมือคดีแบบหายตัวไปโดยไม่รู้ตัวมากกว่า ซึ่งกลุ่มที่ดูแลหลักก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานี ไม่ใช่คดีอาญา และไม่ใช่ “คดี” ตามนิยามของตำรวจสืบสวน

ส่วนกรณี “หายตัวโดยตั้งใจ” ก็ซับซ้อนขึ้นไปอีก มีทั้งวัยรุ่นหนีออกจากบ้าน ไปจนถึงเคสที่เกิดจากปัญหาครอบครัวแตกแยก กลุ่มนี้ก็เหมือนกัน—ส่วนใหญ่แทบจะไม่ถึงมือตำรวจสืบสวนเลย

คดีที่ตำรวจสืบสวนต้องให้ความสนใจจริงๆ คือคดีหายตัวไปเพราะถูกบังคับ แต่เคสของหลิวหยาง เขาเช็กเอาต์ออกจากโอมสเตย์เอง ตั้งใจเดินเข้าป่าเอง ทั้งหมดเป็นการ “ตั้งใจเอง” มากกว่าจะฝืนเรียกว่าหายตัวไป "โดยถูกบังคับ" ได้เต็มปาก ก็ต้องไปพิจารณาว่ามีการล่อลวงเพิ่มเข้ามาหรือไม่

ถ้ามีแค่หลิวหยางคนเดียว เจียงหยวนอาจจะไม่ให้หวังชวนซิงไปตรวจสอบด้วยซ้ำ ชีวิตของหวังชวนซิงก็มีค่า จะให้เอามาแลกกับความสงสัยลอย ๆ ก็ยังไงอยู่

แต่เพราะมันไม่ใช่แค่ “คนเดียว” แต่มี “หลายคน” ที่มีสถานการณ์คล้ายกัน เคสนี้เลยพอจะเป็นพื้นฐานให้เริ่มสอบสวนได้บ้าง

แต่ก็เป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น ภายใต้สถานการณ์ปกติ...คดีนี้จะไม่มาถึงมือทีมเฉพาะกิจคดีค้างเก่าของเจียงหยวนด้วยซ้ำ งบประมาณของเมืองฉางเล่อมีจำกัด เลยต้องใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด—ถ้าอยากเอาเหล็กคุณภาพดีไปตีเป็นคมมีด ก็ต้องเลือกให้ถูกจุด พวกเขาถึงได้พยายามรั้งหวงเฉียงหมินไว้ไม่ยอมปล่อย แถมยังคุยต่อรองกันทุกเม็ด

ต่อให้หลิวหยางหายตัวไปจริง ๆ พูดตามตรง ความเป็นไปได้ที่คดีของเขาจะได้รับความสนใจในระดับสูงก็แทบจะไม่มีเลย เว้นแต่จะเจอศพ หรือพูดให้สุภาพหน่อยคือ ในเมื่อการหายของหลิวหยางยังไม่แน่ชัด แม้จะหายตัวไปแต่ก็ไม่ได้ชัดว่าหายไปเพราะถูกบังคับ แม้ถูกบังคับก็ยังไม่แน่ว่าถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้น โอกาสที่คดีของเขาจะถูกส่งมาถึงเจียงหยวนในทันทีนั้นจึงต่ำมาก

ถ้าหากทีมเฉพาะกิจคดีค้างเก่าของเจียงหยวนทุ่มเวลา “หลายพันชั่วโมงทำงาน” แล้วสุดท้ายเจอหลิวหยางสะพายเป้ออกมาจากป่าด้วยหน้าเหวอ ๆ นั่นแหละ...ทุกคนจะเป็นฝ่ายเหวอตาม

#

“เอาปีกไก่สักไม้ไหมครับ” เซินเหยาเว่ยถือผลงานล่าสุดที่เขาย่างร้อน ๆ มาให้

“โอ้ หน้าตาดูดีมากเลย” เจียงหยวนเห็นสีเหลืองกรอบน่ากินก็ชมทันที

เซินเหยาเว่ยหัวเราะ "ฮิๆ" แล้วพูดว่า: "ผมเองก็เคยเป็นนักเที่ยวมาก่อนนะครับ"

“ฟังดูไม่ใช่คำชมเท่าไหร่หรอกนะคำนี้” หวังชวนซิงเดินถือโน้ตบุ๊กเข้ามา วางลงตรงหน้าเจียงหยวน แล้วก้มลงพูดเสียงเบาว่า: "ชื่อกับเบอร์โทรที่เจ้าของโฮมสเตย์ให้มา ผมลองโทรแล้ว ไม่มีเบอร์ไหนติดต่อได้เลย เช็กแล้ว ชื่อกับเบอร์ตรงกัน แต่เบอร์ของสองรายแรกไม่ได้ถูกใช้งานมาพักใหญ่แล้ว เรียกได้ว่าหายตัวไปปุ๊บ เบอร์ก็เงียบปั๊บ และไม่พบว่ามีการเปิดเบอร์ใหม่ครับ”

ขั้นตอนการตรวจสอบเพิ่มเติมของหวังชวนซิงนี้ ดึงดูดความสนใจของเจียงหยวนขึ้นมาทันที

ทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนธรรมดาทั่วไป เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีซิมการ์ดโทรศัพท์เป็นของตัวเอง แม้เบอร์เก่าจะไม่ได้ใช้ อย่างน้อยก็ต้องมีเบอร์ใหม่ที่ใช้งานได้ ต่อให้ไปต่างประเทศ ซิมในประเทศก็ยังมีประโยชน์อยู่ดี อย่างน้อยก็เอาไว้รับรหัสยืนยันตัวตนต่าง ๆ

พูดได้ว่า ต่อให้เป็นนักเดินทางแบบประหยัด ที่แบ็กแพ็กข้ามโลกโดยไม่บอกใคร ไม่คุยกับพ่อแม่ ไม่สนครอบครัว แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาไม่สามารถละทิ้งได้คือ “ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ”

"เราจะสืบคดีนี้ไหมหล่ะ?" เมิ่งเฉิงเปียวเดินถือเบียร์มาสมทบ: “ไม่ชัวร์ว่าตาย แต่ชัวร์ว่า ‘ไม่ปกติ’ ลองนึกดู—อาจเป็นขบวนการแชร์ลูกโซ่ อาจเป็นลัทธิแปลก ๆ หรือขบวนการค้ามนุษย์ก็ยังได้ หรือจะเป็นแก๊งค้ายาที่จับคนไปใช้แรงงานบนภูเขาที่มีเหมืองเถื่อนซุกไว้…”

“ค้าอวัยวะ?” เซินเหยาเว่ยอยากให้เรื่องมันใหญ่เข้าไว้ก่อน

เมิ่งเฉิงเปียววิเคราะห์จากประสบการณ์ “ค้าชิ้นส่วนอวัยวะน่ะ ทำในเมืองใหญ่สะดวกกว่าเยอะ ป่าลึกเขาดงแบบนี้เข้าออกยาก ถ้าเรื่องแตกทีหนึ่ง ซ่อนปัญหายากกว่า ถึงจะเอาศพไปฝังง่ายก็จริง แต่คนกลุ่มนั้นเขาไม่ได้อยากฆ่าคนเป็นหลัก เขาอยากทำเงิน ส่วนใหญ่ก็เอาแค่ไตเดียว…อีกอย่าง หาหมอมาทำผ่าตัดลำบากด้วย…”

"เหล่าเมิ่งเป็นคนพูดตรงดีนะเนี่ย” เซินเหยาเว่ยมองท่าทางจริงจังของเมิ่งเฉิงเปียว แล้วยื่นเนื้อย่างให้หนึ่งไม้เป็นรางวัล

"ผมขอรายงานผู้กำกับหวงกับหัวหน้าหลางก่อนดีกว่า" เจียงหยวนไม่ได้รีบร้อนตัดสินใจ อย่าว่าแต่พวกเขาไม่มีอำนาจในการตั้งคดีในเมืองฉางเล่อเลย ต่อให้เป็นคดีก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนจัดการขนาดนั้น

คนที่หายตัวไปทั้งหมดเป็นชายหนุ่ม และทุกคนสะพายเป้เข้าป่าเอง และเดินทางมาที่หมู่บ้านเจี่ยลี่ด้วยตัวเอง บนพื้นฐานนี้ ข้อมูลเริ่มต้นแบบนี้—ทิศทางของคดีก็ยัง “เปลี่ยนแปลง” ได้อีกมาก

หวงเฉียงหมินกับหลางเหิงนั่งอยู่ด้วยกัน เจียงหยวนเลยโทรไปเล่าสถานการณ์ให้ฟังคร่าว ๆ

หลางเหิงฟังแล้วหัวเราะ: "เดี๋ยวผมจะให้คนตรวจสอบดูก่อน ถ้าเป็นคดีจริงก็จะส่งคนไปตรวจสอบ เจียงหยวน คุณไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับคดีนี้หรอก ถ้าคุณพักพอแรงแล้วค่อยกลับมาจัดการคดีที่ตำรวจธรรมดาอย่างพวกเราทำไม่ได้จะดีกว่า"

“ผมขอพักอีกสองสามวันแล้วค่อยกลับไปทำงานครับ” เจียงหยวนออกมาครั้งนี้ไม่มีเรื่องอะไรต้องกังวล เขาเลยพก “EQ” ติดตัวมาด้วยเป็นพิเศษ

คดีนี้ อย่าว่าแต่หลางเหิง หัวหน้ากองสืบสวนฯ เมืองฉางเล่อเลย แม้แต่หน่วยสืบสวนฯ ของสถานีตำรวจอำเภอในพื้นที่ก็ไม่แน่ว่าจะเลื่อนเคสนี้ไปเป็นคดีลำดับต้น ๆ ในลิสต์งานหรือไม่

ขั้นตอนปกติคือสถานีตำรวจตั้งคดีก่อน หลังจากสอบสวนแล้ว—ถ้ายืนยันว่าเป็นคดี ก็ต้องดูว่าอยู่ในระดับไหน และดูว่าหนักพอจะส่งต่อไปยังหน่วยสืบสวนฯ หรือไม่

ถ้าพบคนกลุ่มหนึ่งกำลังตั้งตัวเป็น “ราชาแห่งภูเขา” หรือมีคนอ้างตัวว่า “ย้อนอดีตไปสร้างอาณานิคมใหม่” หลอกชาวบ้านให้บริจาคทรัพย์สิน แถมบอกว่ามีวันสิ้นโลก D-Day แล้วตั้งตัวเองเป็น “ผู้ก่อตั้งยุคใหม่” อะไรแบบนั้น แค่ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีไปสัก 2-3 คน แก๊งนี้ก็แตกกระเจิงแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ตำรวจสืบสวนฯ เสียเวลาลงมาจัดการเลย เพราะถึงตอนนั้นจริง ๆ ตำรวจสืบสวนฯ ก็ยังต้องขอให้ตำรวจสถานีช่วยนำทางอยู่ดี

#

หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามประโยค พอเจียงหยวนกำลังจะวางสาย เสียงของหลิวจิ่งฮุ่ยก็ดังมาจากปลายสายอีกด้าน: "คนสามสี่คนที่หายไปนี้ พักอยู่ที่โฮมสเตย์ของเจ้าของคนเดียวกันเหรอ? แล้วเจ้าของคนนี้ก็เป็นคนแจ้งความด้วยตัวเอง โฮมสเตย์ของเขามีอะไรพิเศษ ที่ทำให้คนทุกคนที่มาพักที่นั่นหายไป?"

"ราคาถูกหรือเปล่าครับ?" เจียงหยวนตอบอย่างไม่แน่ใจ: "คืนละร้อยยี่สิบแปด แต่ก็ต่อรองลงมาเหลือร้อยเดียวได้"

"แถวหมู่บ้านเจี่ยลี่ ราคาก็ประมาณนี้ทั้งนั้นแหละ" หลางเหิงพอจะรู้ภาพรวมอยู่บ้าง

“ถ้าแบบนั้น…ก็แปลว่า ‘เป็นระดับราคาทั่วไป’ สินะ” เจียงหยวนก็จับประเด็นตามได้ง่าย

หลิวจิ่งฮุ่ยพูดว่า: "ถือเป็นทิศทางหนึ่งในการสอบสวนก็แล้วกัน ถ้าเป็นราคาระดับ “ทั่วไป” จริง ก็ต้องตรวจสอบว่าคนเหล่านี้มาทำไม มาได้ยังไง แต่ถ้าพบว่า ‘ไม่ทั่วไป’ งั้นก็ต้องดูว่ามี ‘ความพิเศษ’ ตรงไหน

หลิวจิ่งฮุ่ยพูดจบก็เสริมต่อว่า:

"ให้ตรวจสอบว่าพวกเขาไปที่ไหนนั้น...นั่นแหละที่ยาก พวกเราเคยปีนภูเขาอู๋หลงมาแล้ว ถ้าไม่ใช่คดีใหญ่จริง ๆ หรือไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องดันทุรังฝ่าเข้าไปตรวจหรอก"

เขากังวลอยู่ว่าเจียงหยวนจะ “ลุยเขาสืบคดีไปพร้อม ๆ กับตั้งแคมป์” เข้าให้จริง ๆ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจะยิ่งวุ่นใหญ่ ไหนจะความยากของการสืบสวนคดีในป่าในเขา แล้วถ้าหากมีแก๊งอาชญากรอยู่ข้างในจริงๆ คนยี่สิบกว่าคนนี้ไม่มีปืนเลย อาจถูกยิงเหมือนกวางก็ได้ ไม่มีโอกาสเอาคดีกลับมาด้วยเลยก็ได้

เจียงหยวนรับคำ: "งั้นฝากหัวหน้าหลางจัดการไปก่อนแล้วกันครับ ถ้ามีอะไรค่อยว่ากันทีหลัง หัวหน้าหลิวอยู่กับผู้กำกับหวงเหรอครับ? สนใจมาเที่ยวตั้งแคมป์ด้วยกันไหมครับ?"

คำถามครึ่งหลังของเจียงหยวน ถอดรหัสแล้วก็แปลได้ประมาณว่า “ถ้าคุณถูกลากมานั่งประชุมจนเบื่อ ถ้าอยากให้ผมช่วย ก็พิมพ์รหัสลับมา”

หลิวจิ่งฮุ่ย "แค่กๆ" สองครั้ง แล้วพูดว่า: "ผู้กำกับหวงกำลังมัดมือ*อีกฝ่ายอยู่น่ะ  ทางกองสืบสวนกลางฯ ของมณฑลก็ไม่มีความเห็นอะไร ฉันเลยมานั่งฟังด้วยเฉย ๆ" (*หมายถึง ทำให้ไม่มีโอกาสปฏิเสธ คล้าย ๆ มัดมือชก)

เจียงหยวนหัวเราะ ฮ่าๆ แล้ววางสายอย่างอารมณ์ดี

ตลอดช่วงบ่ายที่เหลือก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ นอกจากปิ้งย่าง ดื่มเบียร์ นอนเล่น คุยกัน และเล่นโทรศัพท์มือถือ

จนกระทั่งทุกคนเริ่มรู้สึกเบื่อกันแล้ว ถึงค่อย ๆ ทยอยเก็บของเตรียมกลับ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว

รถหลายคันเรียงเป็นแถวยาว มีเด็กน่าสงสารบางคนที่ไม่ดื่มเหล้า ขับรถลงเขาอย่างโซเซ

รถหลายคันจอดเรียงเป็นขบวน แล้วก็ให้บรรดา “เด็กดีไม่ได้แตะแอลกอฮอล์” ขับรถกลับกันคนละคัน พารถไต่เขาโค้งไปโค้งลงมาจากหมู่บ้านเจี่ยลี่

เจียงหยวนพอนั่งประจำที่ก็เคลิ้มหลับไปอย่างรวดเร็ว

"หัวหน้าเจียงครับ" เสียงของมู่จื้อหยางดังขึ้นข้าง ๆ แบบแผ่วเบา

“อืม…ถึงแล้วเหรอ?” เจียงหยวนลืมตาขึ้นนั่งหลังตรง

"มีคนสะกดรอยตามเราอยู่ครับ" มู่จื้อหยางจับเข็มขัดที่ว่างเปล่าของเขา (ไม่มีปืน) แล้วกระซิบเบา ๆ

----------

(จบบทที่ 939)

จบบทที่ บทที่ 939: เบื่อแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว