- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 937: รู้อย่างนี้แล้ว
บทที่ 937: รู้อย่างนี้แล้ว
บทที่ 937: รู้อย่างนี้แล้ว
“เก็บให้เรียบร้อยหน่อย อย่าให้กระดูกแตกนะ” เจียงหยวนยืนกำกับมองดูศิษย์น้องเล็ก เหมียวรุ่ยเซียง ค่อย ๆ จัดเรียงชิ้นส่วนโครงกระดูกของผู้ตาย เฉินน่วน ลงในกล่องล็อกแอนด์ล็อกใบใหญ่
กระดูกของคนหนึ่งคนถูกเก็บใส่เข้าไปทีละชิ้น และสุดท้ายคือส่วนกะโหลกศีรษะที่ชำรุดเล็กน้อย เหมียวรุ่ยเซียงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะยกกะโหลกขึ้นหมุนดูลูบคลำอยู่ในมือสองสามรอบ
เขาเงยหน้ามองเจียงหยวน พูดเสียงเบา ๆ "ขอเวลาผมอีกสามเดือน... สองเดือนก็ได้ ผมน่าจะทำการฟื้นฟูกะโหลกศีรษะได้แล้วนะครับ"
"สามเดือนไม่พอหรอก" เจียงหยวนไม่ได้ถกเถียงกับเขาเรื่อง “การใช้งานได้จริง” เขารับกะโหลกศีรษะมา หมุนกลับด้านให้ถูกต้องแล้ววางลงในกล่องล็อคแอนด์ล็อคอย่างระมัดระวัง
เจียงหยวนพูดต่อ: "ระหว่างทางยังต้องแก้ ต้องปรับ ถ้าทำไม่ราบรื่นก็จะต้องรื้อแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้านายจะทำให้จบแบบจริงจัง ต้องใช้เวลาห้าเดือน”
เจียงหยวนรู้ถึงความยากของเทคนิคการฟิ้นฟูกระโหลกศีรษะดีกว่าเหมียวรุ่ยเซียง
เทคนิคนี้ไม่ใช่แค่การใช้กะโหลกศีรษะเพื่อจำลองใบหน้ามนุษย์ออกมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเท่านั้น แต่กุญแจสำคัญคือ “ความเหมือน” ไม่ต้องถึงกับเหมือนเป๊ะ แต่ต้องสามารถยืนยันได้ว่าภาพจำลองนั้นมีความคล้ายคลึงกับบุคคลจริงได้
ถ้าทำไม่ได้—นั่นก็ไม่ใช่การจำลองแต่เป็นการสร้างสรรค์
ในเส้นทางของเทคนิคการฟิ้นฟูกระโหลกศีรษะ การสร้างสรรค์เป็นทักษะที่แทบจะไร้ค่าที่สุด
เหมียวรุ่ยเซียงก็พอจะรู้ตัวอยู่บ้างแล้ว แต่ก็ไม่รู้สึกเสียใจมากนัก เขาเพียงเย้ยหยันตัวเองว่า: “ศพก็คงรอผมต่อไม่ไหวแล้วเหมือนกันนะครับ”
"รอได้สิ ถ้านั่นเป็นทางเดียวที่ทำได้ ศพก็รอไหว ผู้ต้องสงสัยก็ไม่รีบร้อนหรอก" ทุกวันนี้เจียงหยวนเริ่มมี “รังสีผู้นำ” ติดตัวมากขึ้น โทนเสียงจึงนุ่มนวลแต่หนักแน่น
คำพูดนี้ทำให้อารมณ์ของเหมียวรุ่ยเซียงถูกดึงกลับและมีกำลังใจขึ้นมาทันที
#
ขณะที่เจียงหยวนหยิบฝากล่องล็อคแอนด์ล็อคขึ้นมาเตรียมจะปิด เขาก็เห็นลูกบอลสีน้ำเงินกลิ้งออกมาจากกะโหลกศีรษะอย่างช้าๆ
> [มรดกของเฉินน่วน: ทักษะการระบุเส้นทางในป่า (ระดับ 2) — ชีวิตของเฉินน่วนทั้งชีวิตมีแต่การวางแผนที่จะหลบหนี เธอต้องการหลบหนีจากครอบครัวเดิมของเธอ หลบหนีจากภูเขาใหญ่ หลบหนีจากการแต่งงานที่ไม่ใช่ความฝันของเธอ หลบหนีจากชีวิตที่ยากลำบาก... เฉินน่วนไม่รู้ว่าจะหลบหนีได้ยังไง เธอเดินทางบ่อยครั้งในป่าทึบของบ้านเกิดและสามารถระบุทิศทางในป่าทึบได้เสมอ แต่ใน “ป่าดงดิบแห่งโชคชะตา” เธอกลับไม่เคยพบทางออกของชีวิตเลย]
เจียงหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ปิดฝากล่องล็อคแอนด์ล็อค แล้วพูดกับเหมียวรุ่ยเซียงว่า: "ถ้าช่วงบ่ายไม่มีอะไรทำ เราไปเดินป่ากันเถอะ ทั้งเดินป่าทั้งตั้งแคมป์"
"เอ๊ะ เร่งขนาดนี้เลยเหรอครับ ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง?”
“นายแค่เตรียมตัวเองให้พร้อม เสื้อผ้า รองเท้า เอาชุดเปลี่ยนไปอีกหนึ่งชุดก็พอ” เจียงหยวนพูดพลางหยิบโทรศัพท์ออกมาติดต่อลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งจากหมู่บ้านเจียงชุน
ชาวหมู่บ้านเจียงชุนอาจไม่ถนัดว่าควร “ทำงานอะไรยังไง” แต่ถ้าเป็นเรื่อง “เล่นยังไงให้สุด” นี่ถือว่าเชี่ยวชาญจนเข้าเส้น
วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อน หวงเฉียงหมินต้องเข้าร่วมประชุมที่สำนักงานตำรวจเมืองฉางเล่อ ส่วนเจียงหยวนและคนอื่นๆ เพียงแค่ต้องให้ความร่วมมือในการทำคดีเท่านั้น
--
#ช่วงเที่ยง
เจียงหยวนนำกลุ่มคนหนุ่มสาวกว่ายี่สิบคนเดินขึ้นเขาไปพร้อมกัน
“เจียงห่าว” ลูกพี่ลูกน้องของเขาได้ขนสิ่งของและอุปกรณ์จำนวนมากมาด้วย รวมถึงเต็นท์ เตาบาร์บีคิว ชุดชงชา ถังน้ำ พรม อาหารหลากหลาย ฯลฯ
เหตุผลที่เขาสามารถจัดได้ครบครันขนาดนี้ เป็นเพราะปกติแล้วรถของเขาทั้งสองคันจะบรรทุกอุปกรณ์เหล่านี้ไว้เต็มคันอยู่แล้ว ถ้าอยากจะออกไปตั้งแคมป์เมื่อไหร่ก็แค่ซื้ออาหาร ถ่าน หรือสิ่งอื่นๆ เพิ่มเข้าไปเท่านั้น
ข้อดีคือจะทำอะไรก็ทำได้อย่างรวดเร็ว ข้อเสียคือต้องซื้อรถหลายคันและอุปกรณ์หลายอย่างซ้ำ ๆ เพื่อให้สามารถขับรถตกปลาไปตกปลา ขับรถแคมปิ้งไปตั้งแคมป์ และขับรถเล่นสกีไปเล่นสกีได้
แน่นอน ถ้าใจรักอย่างเดียวแบบสุดทาง จะใช้ชีวิตแบบนี้ก็ไม่เห็นเป็นไร
เจียงห่าวเดินตามเจียงหยวนไปได้สักพัก พอเริ่มจับจังหวะได้ก็เริ่มก็เริ่มตื่นเต้น ถามเจียงหยวนว่า: "เราพูดกันเบา ๆ นะ พวกพี่ออกมาทำกิจกรรมสร้างทีม หรือออกมาทำคดีกันแน่?"
“ถือว่าเป็นสร้างทีมละกัน” เจียงหยวนคิดอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะตอบแบบนั้น
เจียงห่าวตื่นเต้น: “ผมว่าใช่เลย—นี่แหละออกมาทำคดีใช่ไหม?”
“ก็บอกแล้วว่า ‘กิจกรรมสร้างทีม’ ไง” เจียงหยวนจนปัญญาเล็กน้อยกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้ ถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วยอมเผยว่า: "เราเพิ่งปิดคดีฆาตกรรมไปคดีหนึ่ง ตอนนี้เป็นเวลาพักผ่อน"
“อ้อ…งั้นเหรอ…” เจียงห่าวส่ายหัวเล็กน้อย จากนั้นก็โอบไหล่เจียงหยวน ยกมือถือขึ้นเซลฟีโดยมีฉากหลังเป็นแนวเขาด้านหลัง
“ก็ได้ ๆ ผมนึกว่าจะได้เห็นตำรวจจับคนอะไรแบบนั้น” เจียงห่าวพูดพร้อมกับหยุดยืนแต่งภาพและโพสต์ลงใน Moments: *เดินป่ากับพี่ชายนักสืบเทวดาของฉัน พี่เขาเพิ่งปิดคดีฆาตกรรมไปหมาด ๆ ตอนนี้เลยต้องออกมารีเซ็ตตัวเอง เราทั้งสองได้ร่วมกันทำสิ่งเล็ก ๆ เพื่อสันติภาพของโลกใบนี้*
ติ๊ง!—
ไม่กี่นาทีต่อมา... โทรศัพท์มือถือของเจียงหยวนก็ดังขึ้น เจียงห่าวก็คว้าโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาเช่นกัน เริ่มตอบกลับคอมเมนต์และไลค์ใน Moments ด้วยท่าทางอารมณ์ดี
จากนั้น เจียงห่าวหันไปถามเจียงหยวน: “คนที่บ้านเราเขาว่ายังไงบ้าง?”
"ไม่ได้ว่าอะไรนะ ส่วนใหญ่โอนเงินมาให้มากหว่า" เจียงหยวนตอบ แล้วพูดเสริมว่า: “พ่อแม่ของนายโอนอั่งเปามาให้ฉันคนละหมื่น”
เจียงห่าวตกตะลึง รีบก้มลงดูโทรศัพท์ของตัวเอง: “ผมล่ะ…ทำไมผมไม่ได้? เขาโอนมาในชื่ออะไร?”
เจียงหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโชว์ข้อความที่พ่อแม่ของเจียงห่าวโอนเงินมาให้
"ค่าความภาคภูมิใจ? มีค่าความภาคภูมิใจแบบนี้ด้วยเหรอ?" ดวงตาของเจียงห่าวแดงก่ำ
เจียงหยวนพยักหน้าช้าๆ
“แบบนี้มันเกินไปแล้ว!” เจียงห่าวเริ่มโวย “ไม่ได้ว่าพี่ไม่ควรได้นะ แต่ทำไมพี่คลี่คดีได้เลยมีค่าทำตัวน่าภูมิใจ ส่วนผมล่ะ? ผมที่ท้าทายขุนเขา อยู่แคมป์ป่าเจ็ดวันเจ็ดคืนไม่กลับบ้าน ทำไมถึงไม่มีค่าทำตัวน่าภูมิใจบ้าง!”
"ปีนเขาต่อเถอะ" เจียงหยวนคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนี้
"ไม่ ผมคิดไม่ตกเรื่องนี้ ผมนอนไม่หลับทั้งคืนแน่!" เจียงห่าว ตะโกนเสียงดังด้วยความคับข้องใจ
มู่จื้อหยางเห็นดังนั้นจึงเอ่ยอย่างช้าๆ จากด้านหลังว่า: "บางทีอาจเพราะคุณไม่กลับบ้านมาเจ็ดวันเจ็ดคืนก็ได้นะครับ…”
#
ทีมงานที่มีคนเกือบยี่สิบคนกำลังเดินลึกเข้าไปในป่า เจียงหยวนตั้งใจจะทดสอบทักษะใหม่ที่ได้มา คือ การระบุเส้นทางในป่าระดับ 2 เลยจงใจเดินตามเส้นทางที่ยากลำบาก ทำให้มาถึงจุดตั้งแคมป์ที่ตั้งใจไว้ คือหมู่บ้านเจี่ยลี่ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
ที่นี่เป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์ที่มีวัฒนธรรม แต่ค่อยๆ เสื่อมโทรมลง ซึ่งเปรียบได้กับอาคารเก่าทรุดโทรมในแหล่งท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านรวมอยู่ที่กำแพงอิฐสีเทา ส่วนอาคารหลักภายในหมู่บ้านนั้นสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด เมื่อมองดูผิวเผินก็เหมือนแหล่งท่องเที่ยว แต่ถ้าส่องลึกไปหน่อยก็จะเห็นรอยต่อแปลก ๆ อยู่เต็มไปหมด
การคมนาคมระหว่างหมู่บ้านเจี่ยลี่กับเมืองฉางเล่อก็ไม่ดีนัก มีแต่ถนนที่สร้างตามไหล่เขา พอลองมองแผนที่ ก็ปวดหัวแทนคนขับได้เลย
ถึงอย่างนั้น หมู่บ้านเจี่ยลี่ก็มีลักษณะพิเศษของตัวเอง โดยโปรโมตตัวเองว่าเป็น “พื้นที่ตั้งแคมป์” รอบ ๆ มีพื้นที่กว้างที่จัดไว้ให้คนมากางเต็นท์ เรียกว่าคนเมืองได้ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยไม่ต้องลำบากเกินไป
เจียงห่าวได้เตรียมการล่วงหน้าแล้ว เขาคิดว่ามือใหม่อย่างเจียงหยวนกับคนอื่น ๆ เหมาะกับรูปแบบนี้ที่สุด พอมาถึงลานตั้งแคมป์ เขาก็เริ่มวุ่นวายกับการทำงานทันที แถมยังช่วยสอนมู่จื้อหยางกับคนอื่น ๆ ให้ออกแรงด้วย
เมื่อกางเต็นท์เสร็จ และต้มน้ำชาได้แล้ว เจียงห่าวก็กลับมาหาเจียงหยวนแล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า: "ที่ดั้นด้นมาถึงที่นี่กัน ต้องมีคดีอะไรแน่ๆ ใช่ไหม? มีใครตายไหม? ยังเห็นศพได้หรือเปล่า?"
“ถ้าเรามาทำคดีกันจริง ๆ พวกเราคงใส่เครื่องแบบกันมาแล้ว” เจียงหยวนรินชาและโบกมือปฏิเสธ
“ก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่มีศพ ดื่มชาก่อน” เจียงหยวนยื่นถ้วยชาให้
"ขอถามหน่อยนะครับ..." มีคนในพื้นที่เดินเข้ามา มองสำรวจเจียงหยวนและคณะ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้และถามว่า: "พวกคุณมาคลี่คลายคดีใช่ไหมครับ?"
คราวนี้ถึงตาที่เจียงหยวนจะรู้สึกงุนงงบ้างแล้ว
ส่วนเจียงห่าวเผยรอยยิ้มที่สื่อว่า “กะแล้วเชียว”
----------
(จบบทที่ 937)