- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 908: โครงกระดูก
บทที่ 908: โครงกระดูก
บทที่ 908: โครงกระดูก
ณ มหาวิทยาลัยซานหนาน
ที่ประตูมหาวิทยาลัย สมาชิก “ชมรมโบราณคดี” ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ กำลังรอการมาถึงของเจียงหยวน
ชมรมโบราณคดีส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาตัวตั้งตัวตีจากคณะโบราณคดี แต่ก็มีบางคนมาจากคณะอื่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นนักกิจกรรมที่มีความสนใจแบบมืออาชีพ (ไม่ได้ชอบแค่เล่น ๆ ) กันทั้งนั้น พวกเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของเจียงหยวนมาก่อน ตอนนี้เลยกำลังพูดคุยกันเบา ๆ และกระซิบกระซาบแลกเปลี่ยนข้อมูลกันไปพลาง
“หวังเหว่ยชิง” ประธานชมรมที่เป็นผู้นำก็เป็นฝ่ายเรียกบรรยากาศให้คึกคักขึ้นก่อน: “เดี๋ยวพอเทพเจียงหยวนมาถึง พวกเราก็ถามเรื่องที่เมาท์มัน ๆ กันสักหน่อยดีกว่านะ ว่าแต่...พวกเราคิดกันไว้หรือยังว่า พอคนมาถึงแล้วจะถามคำถามอะไรกันบ้าง? ทุกคนมีอะไรที่อยากจะถามไหม?”
สมาชิกชมรมที่ยอมมากันถึงที่นี่ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกสนใจเรื่องนี้จริงจังและขี้สงสัยกันทั้งนั้น เลยคิดอยู่แป๊บเดียวก็เริ่มถกกันทันที
“เขาจะเล่าเรื่องคดีให้ฟังไหม? เราเห็นข่าวก่อนหน้านี้ คดีระเบิดล่าสุดนั่นเหมือนจะเป็นฝีมือทีมเจียงหยวนเลยนะ”
“นายพูดถึงคดีระเบิดเมืองเหมยหยางใช่ไหม? คดีระเบิดนั่นน่าเบื่อจะตาย พวกเขาใช้การปูพรมค้นพื้นในการคลี่คลายคดี นั่นเป็นเพียงวิธีการสืบสวนคดีอาญาเท่านั้น ศพก็ไม่ได้มีการชันสูตรอย่างละเอียด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเทคนิคทางนิติมนุษยวิทยาเลย...แทบไม่ได้ใช้เลย”
“ทำไมไม่ใช้ล่ะ เสียดายแย่เลย บางทีอาจจะแค่ดูศพก็คลี่คลายคดีได้แล้ว”
“อาจเป็นเพราะนิติมนุษยวิทยาซับซ้อนและเหนื่อยเกินไปน่ะสิ คดีระเบิดเมืองเหมยหยางมีคนตายเยอะมากนะ ศพน่าจะระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจัดกระจายเต็มพื้นที่ไปหมดก็เป็นไปได้ ถ้าต้องจัดการทุกชิ้นส่วนด้วยเทคนิคนิติมนุษยวิทยาให้ครบทุกราย ก็ไม่รู้จะต้องใช้เวลาขนาดไหน”
“แต่ในสุสานกษัตริย์หยงนี่ ศพมีเยอะกว่านะ เจียงหยวนเขาจะยอมเสียเวลาทำให้เราจริงเหรอ? เขาใช้เวลาสองสามเดือนปิดไปตั้งหลายคดี...แล้วจะให้วางงานพวกนั้นมาคอยขุดสุสานกับเราเนี่ยนะ?”
พอพูดประโยคสุดท้ายนี้ออกมา กลุ่มคนในชมรมโบราณคดีก็เงียบกันไปหมด
หวังเหว่ยชิงกระแอมไอสองสามครั้ง แล้วพูดว่า: “ในเมื่อเจียงหยวนยินดีที่จะมา ก็น่าจะมีความตั้งใจอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ใช่ไหม?” เขาถามเจียงเชี่ยนซือ
เมื่อครู่ เจียงเชี่ยนซือเอาแต่จ้องมองหวังเหว่ยชิง เธอรู้สึกว่าขาที่ยาว ใบหน้าที่สะอาดสะอ้าน โดยเฉพาะนิ้วมือที่สะอาดสะอ้านของหวังเหว่ยชิงนั้นน่ามองจนไม่อยากจะละสายตา
แต่คำถามที่จู่ ๆ หวังเหว่ยชิงก็ถามออกมานั้น เป็นคำถามที่เจียงเชี่ยนซือตอบได้ยาก
เธอคิดแล้วคิดอีก แล้วพูดเสียงเบาว่า: “ปกติพี่เจียงหยวนยุ่งมากเลยค่ะ เพิ่งกลับจากมาเลเซียครั้งนี้ก็เพราะสำนักงานตำรวจมาเลเซียจองเครื่องบินราชการเป็นการส่วนตัวให้เลยนะคะ จะได้ประหยัดเวลาไป-กลับนี่แหละค่ะ... ดังนั้นหนูเองก็ไม่กล้ารับปากว่าเขาจะมีเวลามาดูสุสานกษัตริย์หยงไหม แต่คิดว่าพี่เขาน่าจะยินดีที่จะมาดูให้บ้างแหล่ะค่ะ”
ตรงนั้นมีเพื่อนผู้หญิงอีกคนที่เอาแต่แอบมองหวังเหว่ยชิงเหมือนกัน แต่ออกอาการหมั่นไส้ทันที: “ตั๋วชั้นธุรกิจก็ใช่ว่าจะมาถึงได้เร็วกว่าชั้นประหยัดนี่นา”
“เป็น ‘เครื่องบินราชการ’ ไม่ใช่ ‘ตั๋วชั้นธุรกิจ’ ค่ะ” เจียงเชี่ยนซือซึ่งเป็นลูกหลานของครอบครัวที่ได้เงินจากการเวนคืนที่ดิน จึงไม่ชอบทัศนคติแบบนี้นัก เธอเลยตอบนิ่ง ๆ ว่า “เช็กอินคนละจุด ตรวจความปลอดภัยแยกต่างหาก บินเอง—เลือกเส้นทางบินเองได้ ก็แน่นอนว่าต้องมาถึงเร็วกว่าชั้นประหยัดอยู่แล้วค่ะ”
ผู้หญิงอีกคนในชมรมโบราณคดีเลิกคิ้วแล้วพูดว่า: “ตำรวจก็ควรทำหน้าที่ตำรวจให้ดีไปสิ จะต้องไปหรูหราฟุ่มเฟือยอะไรขนาดนั้น ไม่ช้าก็เร็ว…”
“จางเจียว” หวังเหว่ยชิงรีบขัดจังหวะคำพูดขึ้นมา แล้วพูดต่อ: “เขาเป็นคนหมู่บ้านเจียงชุน ที่เขานั่งเครื่องบินราชการส่วนตัวก็เพราะตำรวจมาเลเซียจัดหาให้ ไม่ใช่ไปหรูหราฟุ่มเฟือยเอง…”
“รู้แล้วน่า” จางเจียวเสียงเริ่มแข็งขึ้น “แต่ฉันแค่รู้สึกว่าตำรวจมาเลเซียมีเงินก็เท่านั้นเอง แต่ทำให้เขาดูเหมือนเขาเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ซะเหลือเกิน” จางเจียวไม่ชอบเจียงเชี่ยนซือ และคิดว่าอีกฝ่ายก็เป็นแค่เศรษฐีใหม่ที่ได้เงินจากการเวนคืนที่ดิน—ที่ไม่รู้ความยากลำบากของโลกนี้เท่านั้นเอง ไม่เห็นจำเป็นต้องไปตามใจ
#
หวังเหว่ยชิงขมวดคิ้ว กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง รถตู้ MPV คันหนึ่งก็หยุดลงตรงหน้า
และตามหลังรถตู้ MPV คันนั้นก็มีรถตู้ MPV อีกคัน และรถเก๋งอีกหนึ่งคัน จากนั้นก็มีคนจำนวนมากทยอยลงมาจากรถ
“พี่!” เจียงเชี่ยนซือตะโกน แล้ววิ่งไปหาชายหนุ่มร่างสูงที่ลงมาจากรถคันแรก
“อ้าว ไม่ได้มาสายใช่ไหม” เจียงหยวนยิ้มพลางพูดทักทาย
“จะมาสายได้ยังไงครับ พวกเรามากันเร็วไปต่างหาก” หวังเหว่ยชิงรีบเดินเข้าไปทักทายตามธรรมเนียม แล้วแนะนำตัวเองว่า: “สวัสดีครับคุณหมอเจียง ผมหวังเว่ยชิง นักศึกษาปริญญาโทคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยซานหนานครับ เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เถาอ้ายเจี๋ย ยินดีต้อนรับสู่มหาวิทยาลัยซานหนานครับ”
“อ้อ สวัสดีครับ” เจียงหยวนจับมือกับหวังเหว่ยชิง แล้วพูดว่า: “ผมพาเพื่อนร่วมงานและเพื่อน ๆ มาด้วยครับ หลัก ๆ คือช่วงนี้เราคลี่คลายคดีที่เกี่ยวข้องกับพวกค้ายาเสพติด, องค์กรอาชญากรรม, และคดีที่มีความขัดแย้งอะไรพวกนี้ ทางผู้นำเลยกลัวว่าจะมีคนคิดเล่นงานแก้แค้น เลยให้เราพยายามเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันครับ... นี่คือ มู่จื้อหยาง หวังชวนซิง ถังเจีย และเกาอวี้เหยียน”
เจียงหยวนแนะนำเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาด้วยทีละคน
นักศึกษาคณะโบราณคดีที่ยืนอยู่ตรงข้าม เดิมทีก็แค่ฟังไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อคำว่า “ค้ายาเสพติด”, “องค์กรอาชญากรรม”, และ “คดีมีความขัดแย้ง” ดังทะลุผ่านโสตประสาทไปทีละคำ แต่ละคนก็เริ่มยืดตัว นั่งหลังตรงกันโดยอัตโนมัติ
หวังเหว่ยชิงพยักหน้าถี่ ๆ
ขณะนั้นเอง... อู๋จวิน หวังจง และเหมียวรุ่ยเซียง ก็ทยอยลงมาจากรถอีกคัน จากนั้นก็เป็นตำรวจสืบสวนคดีอาญาจากกองกำกับการเมืองฉางหยางที่อยู่ในรถคันสุดท้าย
ในเมื่อเจียงหยวนมาถึงเมืองฉางหยางได้ในที่สุด หยู่เหวินซูจึงต้องส่งคนมาดูแลเป็นธรรมดา
เจียงหยวนถือโอกาสแนะนำว่า: “พวกนี้คืออาจารย์และศิษย์น้องร่วมสำนักของผมครับ ทุกคนเป็นหมอนิติเวชเหมือนกัน แค่อยากแวะมาดูด้วยน่ะครับ…”
อู๋จวินและคณะยิ้มแย้มพยักหน้า ทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้มอันเป็นเอกลักษณ์ของตำรวจสืบสวนอาวุโส
นักศึกษาที่อยู่ตรงนั้นโดนรัศมีของ “ตำรวจรุ่นเก๋า” กดดันเข้าให้ ต่างก็รีบพูดรับ
“ยินดีต้อนรับครับ ยินดีต้อนรับค่ะ!”
หวังเหว่ยชิงพูดชื่นชม: “ศิษย์พี่ศิษย์น้องของคุณหมอเจียงนี่ เรียกได้ว่าเป็นกำลังพร้อมรบแนวหน้าที่หาได้ยากเลยนะครับ พวกอาจารย์ผมได้ยินคงดีใจมาก อ้อ! จริงสิ อาจารย์ของผมจองห้องส่วนตัวไว้แล้ว เดี๋ยวเราไปทานข้าวด้วยกันก่อนดีกว่าครับ…”
ฝั่งเจียงหยวนและคณะไม่ได้ปฏิเสธอะไร กลุ่มคนจำนวนมากจึงมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่อยู่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยทันที
หวังเหว่ยชิงรีบส่งข้อความด่วนให้อาจารย์ เพื่อแจ้งจำนวนคนที่มาถึงจริง ๆ จากนั้นก็แท็กน้องเล็กในกลุ่ม—ให้รีบไปเพิ่มโต๊ะในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ทันที
อาจารย์ที่ปรึกษาของหวังเหว่ยชิง “เถาอ้ายเจี๋ย”เป็นตัวแม่ด้านโบราณคดีแห่งมณฑลซานหนาน ปีนี้เธอเพิ่งอายุ 50 ปี แต่งกายอย่างประณีตด้วยชุดสไตล์ Chanel ซึ่งถือว่า “สง่างามและสูงส่ง”
#
หลังจากการทักทาย ดื่มเล็กน้อย และทำความรู้จักนิสัยใจคอกัน เถาอ้ายเจี๋ยก็หยิบภาพถ่ายหลายใบออกมา พลางยิ้มและพูดว่า: “ฉันเอาภาพถ่าย ‘โครงกระดูก’ ที่ถ่ายในสุสานกษัตริย์หยงมาด้วยหลายภาพ พอจะเหมาะกับการดูตอนกำลังกินข้าวไหมคะ?”
“ผมดูได้ครับ” เจียงหยวนยิ้ม แล้วเลื่อนจานชามที่อยู่ตรงหน้าออกไป
เถาอ้ายเจี๋ยเลยยื่นภาพถ่ายให้เจียงหยวน
ภาพถ่ายมีหลายใบ นอกจากภาพถ่ายเต็มตัวแล้ว ยังมีภาพซูมของกะโหลกศีรษะ กระดูกหน้าอก กระดูกเชิงกราน และกระดูกขา
มีเพียงไม่กี่ภาพที่เป็นภาพถ่ายขณะขุดพบ ส่วนที่เหลือเป็นภาพโครงกระดูกที่ทำความสะอาดแล้ว วางอยู่บนเตียงชันสูตร และกระดูกส่วนใหญ่ก็มีไม้บรรทัดวัดขนาดวางอยู่ข้าง ๆ
นี่เป็นวิธีการแบบ “นักวิชาการ” อย่างแท้จริง
ตามหลักการแล้ว นักวิชาการคนอื่น ๆ ก็สามารถทำความเข้าใจสภาพส่วนใหญ่ของโครงกระดูกได้จากภาพถ่ายเหล่านี้
เจียงหยวนดูภาพถ่ายทีละใบ แล้วค่อย ๆ วางลงตรงหน้า—สุดท้ายนับได้ทั้งหมด “17 ภาพ”
เจียงหยวนคีบขาหมูชิ้นใหญ่กินไปคำหนึ่ง จากนั้นก็ยกแก้วดื่มกับเถาอ้ายเจี๋ย แล้วพูดว่า: “ศาสตราจารย์เถาครับ ท่านต้องการให้ผมทำงานส่วนไหนครับ?”
เถาอ้ายเจี๋ยพูดอย่างจริงจัง: “คุณหมอเจียง สุสานกษัตริย์หยงที่เราค้นพบในครั้งนี้ อาจเป็นโครงการโบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลซานหนานในรอบสิบปีนี้ ยิ่งในหลุมฝังมีโครงกระดูกหลายชุด แถมยังเหมือนมีผู้ติดตามที่ถูกสังเวยฝังไปด้วย…ฉันคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับ ‘มานุษยวิทยา’ ด้วยเหมือนกัน ถ้าหากเป็นไปได้ ฉันอยากเชิญคุณมาวิเคราะห์ ‘การระบุเอกลักษณ์’ ของโครงกระดูกบางส่วน... งานนี้อาจกินเวลาหลายเดือน แต่เราน่าจะสามารถตีพิมพ์บทความวิจัยที่ดีมากได้…”
“โครงกระดูกถูกขุดขึ้นมาหมดแล้วรึยังครับ?” เจียงหยวนถาม
“เกือบหมดแล้ว ปริมาณถือว่าเยอะใช้ได้ เราสำรวจคร่าว ๆ น่าจะมีศพอยู่ยี่สิบสามร่าง”
เจียงหยวนยิ้มเล็กน้อย: “ถ้าอย่างนั้นคงไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายเดือนหรอกครับ…”
“หืม?” เถาอ้ายเจี๋ยฟังแล้วงงเล็กน้อย
เจียงหยวนโบกมือ: “เอาเถะครับ ถ้าอย่างนั้นผมตกลงเข้าร่วมครับ”
ตอนนี้เจียงหยวนมีทักษะ “นิติมนุษยวิทยาระดับ 3” ซึ่งเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญระดับมณฑลอยู่แล้ว และถ้าจำเป็น เขาก็สามารถเพิ่มทักษะนิติมนุษยวิทยาเป็น +1 ได้ทุกเมื่อ ด้วยความยากของการเรียนรู้และฝึกฝนสาขานี้นั้น ทักษะระดับ 4 ก็แทบจะเทียบได้กับ “ตัวท็อปของประเทศ” แล้ว
และจากความรู้ด้านมานุษยวิทยาของเจียงหยวน ประกอบกับภาพถ่ายที่อยู่ตรงหน้า เขาไม่คิดว่างานที่เกี่ยวข้องกับสุสานกษัตริย์หยงจะใช้เวลานานหลายเดือน ถ้าหากต้องใช้เวลานาน นั่นคงแปลว่ามี “การค้นพบที่ใหญ่กว่าปกติ” อยู่ในนั้น!
เถาอ้ายเจี๋ยเห็นเจียงหยวนตกลงตอบรับแบบไม่อิดออด ก็รู้สึกยินดีอย่างเห็นได้ชัด
เธอเองก็ร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและนอกมณฑลอยู่บ่อย ๆ ครั้งนี้เพราะสุสานกษัตริย์หยงถือเป็นโปรเจกต์หายาก เธออยากควบคุมงานในมือให้ได้มากที่สุด จึงโน้มเอียงไปในทางดึง “นักวิชาการรุ่นใหม่” หรือ “คนนอกวงการ” อย่างเจียงหยวนเข้ามาร่วมทีมจะเหมาะสมที่สุด
#
สำหรับในด้านเทคนิค…
เถาอ้ายเจี๋ยถามตรง ๆ ว่า: “คุณหมอเจียง ถ้าให้คุณประเมินอายุเวลาตายของโครงกระดูกชุดนี้ทั้งหมด…คุณคิดว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน?”
เจียงหยวนครุ่นคิดสองสามวินาที แล้วพูดว่า: “20”
“20 วันเหรอคะ?”
“19, 17, 35, 21…” เจียงหยวนพูดพลางส่งสัญญาณให้มู่จื้อหยางจดบันทึก แล้วพูดกับเถาอ้ายเจี๋ยว่า: “เลขที่ผมพูด คืออายุของผู้ตายแต่ละร่างตอนเสียชีวิต ไล่จากซ้ายไปขวา...”
----------
(จบบทที่ 908)