- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 813: บาร์บีคิวกระทะหินมูลวัว
บทที่ 813: บาร์บีคิวกระทะหินมูลวัว
บทที่ 813: บาร์บีคิวกระทะหินมูลวัว
“สหาย ขอบคุณมาก ขอบคุณมากจริง ๆ” เหลยซินรีบกลับมาจากบ่อขยะ และจับมือกับพลเมืองดีหวังเค่อเจียงอย่างแรง
ทันทีที่เขาได้รับข่าว เขาก็หนีออกมาจากภูเขาขยะอย่างรวดเร็ว ทั้งวิ่งทั้งกระโดดมาถึงสถานีตำรวจท้องที่แห่งนี้ และมาเจอหวังเค่อเจียงที่เพิ่งทำบันทึกเสร็จพอดี
หวังเค่อเจียงแต่งตัวทันสมัย สวมเสื้อแจ็คเก็ตลายกราฟิตี้หลากสีสัน เขาจับมือกับเหลยซินอย่างสงวนท่าที “ไม่เป็นไรครับ ผมก็แค่พาหมาไปเดินเล่น… เอ่อ… กลิ่นมันแรงจริง ๆ …”
หวังเค่อเจียงรู้สึกคลื่นไส้อยากจะอาเจียนจนแทบจะทนไม่ไหว เขารีบปล่อยมือจากเหลยซินในทันที ก่อนถอยหลังไปสองก้าว จ้องมองเหลยซินด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว แล้วก้มมองมือขวาของตัวเองด้วยความรู้สึกที่อยากจะตัดมันทิ้งไปเสีย
“อ่า... ขอโทษทีครับ ขอโทษจริง ๆ ผมอยู่ในภูเขาขยะนานเกินไปจนลืมตัว” เหลยซินเกาหัวขอโทษพร้อมกับรู้สึกเสียใจเล็กน้อย
หวังเค่อเจียงโบกมือ ขณะที่ได้กลิ่นเหม็นที่ลอยอยู่ในอากาศ เขาก็รู้สึกสิ้นหวังในใจ “ผมกลับบ้านไปสภาพนี้ หมาที่บ้านจะยอมให้ผมเข้าประตูไหมเนี่ย?”
“ต้องขออภัยจริง ๆ ครับ อ่า…เหล่าเหลย แบบนี้มันบุญคุณต้องทดแทนไม่ใช่เอาคืนแล้วนะ” สารวัตรของสถานีเดินเข้ามาร่วมวงหัวเราะเพื่อช่วยไกล่เกลี่ย ก่อนจะจัดการเอาทิชชูเปียกให้เช็ดมือ
ในไม่ช้า เจ้าหน้าที่ทะเบียนคนหนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว และยื่นบัตรประจำตัวสุนัขที่ทำเสร็จแล้วให้กับหวังเค่อเจียง
“ต่อไปอาต๋าจะได้เป็นสุนัขที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้วนะครับ...” สารวัตรกล่าวขอบคุณอีกครั้ง
หวังเค่อเจียงก็เริ่มมีความสุข นี่เป็นสิ่งที่เขาได้ลองเสนอขอไปเมื่อครู่ การทำบัตรสุนัขในเมืองชิงเหอไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แน่นอนว่าคนทั่วไปก็ขี้เกียจทำ เมื่อมีโอกาสนี้เขาก็เลยจัดการทำบัตรที่มีรูปถ่ายให้กับอาต๋า—สุนัขของเขาเสียเลย
“เดี๋ยวผมจะถ่ายรูปทำป้ายแขวนคอหมาของผม” หวังเค่อเจียงลืมกลิ่นเหม็นที่มือขวาไปชั่วขณะ และจับมือสารวัตรอย่างแน่นแฟ้น
“คุณจะแขวนบัตรจริงไปเลยก็ได้ครับ หรือถ้าต้องการทำบัตรใหม่เมื่อไหร่ ก็แค่มาบอกเราที่นี่” สารวัตรขอบคุณหวังเค่อเจียงจากใจจริง ถ้าไม่ได้ชายหนุ่มสุดเก๋คนนี้ อย่างช้าที่สุดไม่เกินสองวัน เขาเองก็คงต้องขึ้นไปปีนภูเขาขยะแล้ว
ทีมสืบสวนคดีอาญาของเหลยซินถูกส่งลงไปทั้งหมดแล้ว ชุดแรกที่เป็นหนุ่ม ๆ ก็เริ่มจะ ถูกหมักจนได้ที่แล้ว ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนกลับมาพักผ่อน ชุดต่อไปที่จะต้องถูกเกณฑ์ไป ก็คงหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจที่เกิดเหตุ
เหลยซินยิ้มเจื่อน ๆ พร้อมกับส่งหวังเค่อเจียงออกไป หลังจากที่เจียงหยวนยืนยันเรียบร้อย เขาก็รีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ภูเขาขยะทันที
“กลับมาได้แล้ว เจออาวุธสังหารแล้ว” เสียงของเหลยซินติดขัดเพราะจมูกตันไปด้วยกลิ่นเหม็น
รองสารวัตรที่ปลายสายถึงกับสะอื้น “เจอแล้วเหรอครับ? เจอมันจริง ๆ เหรอครับ? ไปเจอที่ไหนมา?”
“ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งในชุมชน เจ้าของบ้านที่จูงหมามาเดินเล่นไปเจอเข้า” เหลยซินหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า “กลับมาได้แล้ว”
“ครับ! ครับ!” รองสารวัตรรับคำซ้ำ ๆ ก่อนจะลังเลเล็กน้อย “คุณตรวจสอบกับทีมของหัวหน้าเจียงแล้วใช่ไหมครับ? ถ้าผมพาทีมกลับมาแล้ว คุณจะเกณฑ์คนไปเก็บขยะอีกที ผมคงทำไม่ไหวแล้วนะครับ”
“ตรวจแล้ว... ตรวจแล้ว...” เหลยซินถอนหายใจยาว “กลับมาเถอะ กลับมากินอาหารดี ๆ ผมเลี้ยงเอง”
“กินอาหารดี ๆ ได้ยังไงครับ กินอาหารเหม็น ๆ ถึงจะถูก!” รองสารวัตรหัวเราะเสียงดัง
--
#ช่วงเย็น
กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่งอยู่ในลานของร้านบาร์บีคิวแห่งหนึ่ง มองไปยังบาร์บีคิวกระทะหินมูลวัวที่อยู่กลางลานด้วยสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย
“ไอ้นี่มันกินได้จริงเหรอ?”
“ทำไมไอ้นี่ถึงไม่เหม็น?”
“ทำไมเราต้องมากินไอ้นี่ด้วย?”
ในฐานะตำรวจ คำถามผุดขึ้นมาในใจพวกเขาอย่างไม่ขาดสาย...
เฉินต๋าเฉียน เจ้าของร้านบาร์บีคิวและลูกจ้างร้านก็ยิ่งงงหนัก พวกเขาทำบาร์บีคิวกระทะหินมูลวัวแค่ปีละไม่กี่ครั้ง และเป็นการเหมาลานเท่านั้น ถือเป็นเมนูเด็ดที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน
มูลวัวให้ความร้อนสม่ำเสมอ อุณหภูมิไม่สูงนัก แต่เก็บความร้อนได้ดี เพื่อให้โดดเด่นและเก็บร้อนได้นานจึงเพิ่ม “แผ่นหิน” เข้าไป คล้าย ๆ ที่มองโกเลียก็มีวิธีทำทำนองนี้ เนื้อที่ย่างจะนุ่มมาก
พูดกันตามจริง เนื้อที่ย่างด้วยมูลวัวจะมีกลิ่นหอมของหญ้าอ่อน ๆ —เพราะวัวมีสี่กระเพาะ ระบบย่อยอาหารของมันใช้แบคทีเรียเป็นหลัก ดังนั้นมูลวัวจึงเป็นใยพืชที่ผ่านกระบวนการหมักถึงสี่ขั้นตอน ซึ่งมีโปรตีนหยาบประมาณ 10% ไขมันหยาบประมาณ 1% และไฟเบอร์หยาบไม่ถึง 30%
ดังนั้นมูลวัวที่เผาไหม้จึงไม่เหม็น เพียงแต่มีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เท่านั้น อาหารว่างบางอย่างของชาวอินเดียต้องใช้มูลวัวในการทำก็มีเหตุผล—ไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น หากคิดว่าคนอินเดีย 1.5 พันล้านคนมีความเข้าใจผิดร่วมกัน งั้นเราต้องมั่นใจว่าตัวเองยอดเยี่ยมจริงๆ?
แต่—ลานปิ้งย่างบาร์บีคิววันนี้ “เหม็นยิ่งกว่าขี้ย่าง” เสียอีก!
เฉินต๋าเฉียน เจ้าของร้านบาร์บีคิวเปิดร้านมาหลายปี ทุกปีจะมีคนล้อเลียนเขาว่าเป็น “ช่างย่างขี้” เขาก็แค่หัวเราะผ่านไป สองปีหลังมานี้ ผู้คนเริ่มเรียกเขาว่า “เซียนย่างขี้” เฉินต๋าเฉียนก็เพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย
แต่หลังจากย่าง “ขี้วัว” มาหลายปี...วันนี้แหล่ะที่เฉินต๋าเฉียนเพิ่งรู้ว่า “กลิ่นเหม็นที่แท้จริง” นั้นเป็นยังไง
“คุณเจียง... คุณเจียงครับ วันนี้...เอ่อ... พวกเราเปลี่ยนไปกินอย่างอื่นดีไหมครับ?” เฉินต๋าเฉียนเดินไปหาเจียงฟู่เจินด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน
วันนี้เหลยซินเป็นคนจ่าย แต่เจียงฟู่เจิ้นเป็นคนหาที่และร้านบาร์บีคิวนี้ก็เช่าร้านจากเจียงฟู่เจินด้วย เฉินต๋าเฉียนไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของตำรวจและก็ไม่กล้าขัดใจเจ้าของที่ดิน สุดท้ายเขาก็รู้สึกว่าเจ้าของที่ดินคุยง่ายกว่า
เจียงฟู่เจินถาม “ทำไมต้องเปลี่ยน?”
“มันเหม็นเกินไปครับ ผมกลัวว่าพวกเขาจะคิดว่าเรากำลังย่างขี้จริง ๆ” เฉินต๋าเฉียนพูดตามตรง “เพื่อนบ้านรอบ ๆ กำลังโพสต์ใน WeChat กันใหญ่ ถ้ายังทำแบบนี้ต่อไปเดี๋ยวคนจะคิดว่าบาร์บีคิวเนื้อย่างมูลวัวของเราเหม็นจริง ๆ...”
“แล้วคนที่มากินบาร์บีคิวเนื้อย่างมูลวัวของคุณ มีใครที่คิดว่ามูลวัวไม่เหม็นบ้างไหม?” หลิวจิ่งฮุ่ยเพิ่งคุยกับเจียงฟู่เจิ้นอยู่ หันกลับมาใช้ ตรรกะเจาะลึกถามกลับทันที
เฉินต๋าเฉียนอึ้งไปกับคำถามนี้ มุมมองนี้เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลย
ในสมัยที่เป็น “ช่างย่างขี้” หรือก่อนหน้านั้น เขาพยายามอธิบายให้ลูกค้าฟังเสมอว่ามูลวัวไม่ได้เหม็นจริง ๆ...
แต่ความจริงแล้ว คนที่เหมาลานมาทานบาร์บีคิวเนื้อย่างมูลวัว—แท้จริงแล้วคือคนที่ต้องการความเหม็นอย่างงั้นเหรอ?
ภาพลูกค้านับไม่ถ้วนแวบเข้ามาในความคิดของเฉินต๋าเฉียน และในที่สุดก็รวมเข้าด้วยกัน:
“เจ้าของร้านครับ บาร์บีคิวเนื้อย่างมูลวัวของคุณไม่เห็นจะเหม็นเลยนี่”
เฉินต๋าเฉียนตบขาตัวเองอย่างหงุดหงิด “ใช่สิ! ทำไมฉันถึงคิดไม่ถึงนะ?”
“เข้าใจแล้วใช่ไหม?” หลิวจิ่งฮุ่ยฉลาดเป็นกรดราวกับมองทะลุความคิดของเฉินต๋าเฉียน
“ผมเข้าใจแล้วครับ” เฉินต๋าเฉียนโค้งคำนับเล็กน้อย “เดี๋ยวผมจะให้คนไปซื้อเครื่องปรุงหลัวซือเฝิ่นมาทันที”
หลิวจิ่งฮุ่ยผู้ฉลาดเป็นกรด “หืม?”
กลิ่นเหม็นที่คุ้นเคยของหลัวซือเฝิ่นลอยขึ้นมาจากลาน ตำรวจรอบ ๆ ต่างโล่งใจ:
“นั่นแหละ กลิ่นเหม็นแบบนี้ถึงจะถูกต้อง”
“เหม็นจริง ๆ”
“เหม็นแล้วก็เริ่มหิว...”
เจ้าหน้าที่ในลานต่างก็แสดงสีหน้าโล่งอก ตอนนี้ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้นที่เหม็น แต่การทานอาหารที่เหม็นอบอวลนี้ด้วยสภาพร่างที่เหม็นหึ่งแบบนี้...ช่างเหมาะสมและลงตัวอย่างยิ่ง
“ลำบากพวกคุณแล้ว” เจียงหยวนชนแก้วกับเหลยซิน และพูดด้วยความจริงใจว่า “เป็นเพราะความสามารถผมมีจำกัด ทำให้ทุกคนต้องเหนื่อย...”
“คุณเจียงครับ คุณพูดแบบนี้ผมก็อายแย่สิครับ คุณต่างหากที่มอบโอกาสให้พวกเราได้ลำบาก ถ้าไม่ได้คุณคอยวางแผนกลยุทธ์ เราอยากจะลำบาก อยากจะปีนภูเขาขยะ ก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ” เหลยซินรีบชนแก้วกับเจียงหยวน และกล่าวต่อว่า “พูดจริง ๆ นะครับ ตราบใดที่สามารถคลี่คลายคดีได้ คุณจะให้ผมปีนภูเขาขยะทุกวัน...เอ่อ...เดือนหนึ่งปีนครึ่งเดือน ผมก็ไม่มีปัญหาจริง ๆ ครับ”
เหลยซินพูดพลางมองไปด้านข้าง
“ที่เหลืออีกครึ่งเดือนผมจะปีนเอง” รองสารวัตรตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“ผมปีนได้สักสัปดาห์ครับ” อาจารย์ผู้ฝึกสอนวันนี้ดูเหมือนจะมีความมุ่งมั่นน้อยไปหน่อย
“ผมใกล้เกษียณแล้วครับ” รองอาจารย์ผู้ฝึกสอนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะยกแก้วมาชนกับเจียงหยวน และหัวเราะว่า “ผมเคยเห็นนักสืบเทพ ๆ มาเยอะแล้ว แต่เทพแบบคุณเจียงนี่หาได้ยากจริง ๆ พูดตามตรงคือไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ คดีนี้คลี่คลายได้แล้ว เพียงแต่ขั้นตอนการหาหลักฐานอาจจะติดขัดไปหน่อย ปีนภูเขาขยะมันเป็นเรื่องเล็กน้อย ผมเคยไปช่วยหมอนิติเวชขุดศพเน่า ๆ ครั้งแรก กลิ่นเหม็นกว่าภูเขาขยะเยอะ คุณเจียงยังทำได้แล้วทำไมผมจะทำไม่ได้”
“แด่ความเข้าใจซึ่งกันและกัน!” เจียงหยวนยกแก้วขึ้นดื่มเบียร์รวดเดียวจนหมด
หลิวจิ่งฮุ่ยก็ดื่มตามไปหนึ่งแก้ว “พูดอย่างเป็นกลาง คดีนี้ยากที่จะคลี่คลายจริง ๆ แทบไม่มีร่องรอยในที่เกิดเหตุ อาวุธที่ใช้ก็พิเศษ และคนร้ายก็โชคดีด้วย การทำลายห่วงโซ่หลักฐานทั้งหมดมันไม่ง่ายเลย”
“คลี่คลายได้ก็ดีแล้ว” หวงเฉียงหมินหัวเราะอย่างสบายใจ ก่อนจะขยิบตาให้เหลยซิน “คดีของคุณถือเป็นคดีใหม่ ตารางจัดอันดับพลังรบของคุณไม่ได้คะแนนเพิ่มหรอกนะ”
ในตารางจัดอันดับพลังรบของตำรวจมณฑลซานหนาน สำหรับระดับทีมสืบสวนคดีอาญา หากคลี่คลายคดีใหม่ได้ทั้งหมดจะได้ 100 คะแนน หากมีคดีทีคลี่คลายไม่ได้ 1 คดี จะได้ 0 คะแนน หากมี 2 คดี จะติดลบ 100 คะแนน ซึ่งเป็นการหักคะแนนย้อนหลัง ดังนั้น การคลี่คลายคดีในหมู่บ้านซูเซียงหมิงหยวนได้ ทีมสืบสวนคดีอาญาเขตเฉียนจิ้นจึงไม่ได้คะแนนเพิ่ม แต่สำนักงานอำเภอหนิงไท่และทีมสืบสวนคดีอาญาอำเภอหนิงไท่จะได้รับคะแนนเพิ่ม
เหลยซินโบกมือ “ตารางนั้นเป็นของพวกคุณนานแล้ว จะไปดูอะไรอีก”
เมื่อเปลี่ยนหัวข้อ สนทนาของทุกคนก็เริ่มคึกคักขึ้น
เหลยซินประกาศต่อว่า “คนที่ปีนภูเขาขยะทุกคนจะได้หยุดพักสองวัน” ทุกคนต่างโห่ร้องด้วยความดีใจ ในยุคนี้ ตำรวจสืบสวนคดีอาญาได้หยุดสุดสัปดาห์เต็มวันก็ถือเป็นบุญมากแล้ว
เจียงหยวนก็ดื่มเหล้าและกินเนื้อย่างตามปกติ เมื่ออิ่มแล้วเขาก็ไปหาเหลยซิน “หัวหน้าเหลยครับ ขอให้คุณจัดเจ้าหน้าที่สองคนที่ไม่ต้องหยุดพัก ไปตรวจสอบสถานที่บางแห่งกับทีมผมหน่อยครับ”
“หืม? เกี่ยวกับคดีเหรอครับ?” เหลยซินที่ดื่มไปแล้วเริ่มตอบสนองช้าลงเล็กน้อย
เจียงหยวนพยักหน้า “คดีฆ่าที่ผ่านมา ผู้ตายถูกตีที่หัวด้วยวัตถุไม่มีคม และมีเศษไม้ไผ่หลงเหลืออยู่ใช่ไหมครับ? ผมมีความคิดบางอย่างครับ”
----------
(จบบทที่ 813)