- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 712: ใช้งานจริง
บทที่ 712: ใช้งานจริง
บทที่ 712: ใช้งานจริง
ห้องชันสูตรที่ปูกระเบื้องสีขาวเงินเต็มไปด้วยเหล่าหมอนิติเวชในเสื้อกาวน์สีขาว
หมอนิติเวชรุ่นอาวุโสอย่างเจิงเหลียนหรงและคนอื่น ๆ นั่งอยู่บนเตียงชันสูตรข้าง ๆ ส่วนหมอนิติเวชรุ่นน้องอย่างจ้านคาน บางคนก็ก้มตัวลงมาดูข้างหน้า บางคนก็เหยียบเก้าอี้และชะเง้อคออยู่ข้างหลัง
หม้อเหล็กขนาดใหญ่ยังคงมีควันร้อนลอยขึ้นมาและพ่นกลิ่นเหม็นสาบอบอวลอยู่ทั่วห้อง
เหล่าหมอนิติเวชในเสื้อกาวน์สีขาวต่างสูดลมหายใจแรงๆ
เจียงหยวนยกกะโหลกสีขาวสะอาดขึ้นมาจากหม้อ และเริ่มถ่ายรูปและวัดค่าตามจุดไปรอบ ๆ
ครั้นมีเพื่อนร่วมวิชาชีพอยู่ล้อมรอบ เจียงหยวนเลยถ่ายรูปพร้อมกับอธิบายไปด้วยว่า: “สำหรับการฟื้นฟูกะโหลกศีรษะ ในส่วนแรกจะค่อนข้างยุ่งยาก ก่อนอื่นต้องบันทึกลักษณะเฉพาะต่าง ๆ และตรวจดูว่ามีรอยอะไรชัดๆ บ้าง ก็คล้าย ๆ ที่พวกเราทำกันเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นรอยผ่าตัด ฟัน สิ่งติดค้าง รอยแผลเป็นต่าง ๆ ฯลฯ…”
“ถ้าหาข้อมูลของผู้ตายด้วยวิธีอื่นได้ ก็ไม่จำเป็นต้องทำการฟื้นฟูกะโหลกศีรษะครับ เพราะต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน”
“หลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้ว... จริง ๆ แล้วใช้ CT Scan เหมือนที่โรงพยาบาลซ่อมแซมกะโหลกศีรษะนั่นแหล่ะครับ แต่เราไม่มีเครื่องหรูหราขนาดนั้น แค่ถ่ายรูปก็พอแล้ว จากนั้นก็ติดป้ายกำกับให้กะโหลกนี้”
เจียงหยวนพูดไปทำไป หมอนิติเวชบางคนก็ตั้งใจฟัง บางคนก็จดบันทึกไปด้วยอย่างจริงจัง
ถ้าให้พูดถึงการเรียนรู้เทคนิคการฟื้นฟูกะโหลกศีรษะ หมอนิติเวชส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยคิดจะเอาด้วย แต่ลึก ๆ ในใจแล้ว ทุกคนต่างก็หวังว่า ‘จะได้’ มันมาไว้กับตัว
โดยเฉพาะหมอนิติเวชรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความหวังเล็กน้อย เผื่อว่าตัวเองจะมีพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับงานฟื้นฟูกะโหลกศีรษะเลย
แต่สำหรับหมอนิติเวชส่วนใหญ่แล้ว ก็แค่เข้ามาดูเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้หูตากว้างไกล และทำความเข้าใจหลักการคร่าว ๆ ก็พอ
ในปักกิ่ง มีเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญเก่ง ๆ มากมาย จะให้ทุกคนกรูตามเรียนกันหมดก็ไม่จำเป็น แต่มาเปิดหูเปิดตาสักหน่อยยังไงก็จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่างน้อยให้รู้ว่าควรขอความช่วยเหลือเมื่อไหร่ และก่อนจะขอความช่วยเหลือควรทำอะไรบ้าง
เจียงหยวนเองก็รู้สึกว่าเห็นด้วยเหมือนกัน
หมอนิติเวชก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน เนื้อหาวิชานิติเวชศาสตร์นั้นซับซ้อนมากจนมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถเรียนรู้ได้ทั้งหมด ดังนั้น การเรียนรู้เฉพาะความรู้ที่ตัวเองถนัดและรู้วิธีการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานคือรูปแบบการทำงานที่ “ใช้งานได้จริง” ที่สุด
เป้าหมายของทุกคนคือ “การจับคนร้ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” เท่านั้นพอ ถ้าหมอนิติเวชในปักกิ่งมีความเข้าใจเทคนิคการฟื้นฟูกะโหลกศีรษะมากขึ้น การทำงานร่วมกันในอนาคตก็จะเป็นทางเลือกที่ดี
ทักษะการฟื้นฟูกะโหลกศีรษะในระดับ 5 ไม่ได้ยากเหมือนกับระดับ 4 หรือแม้กระทั่งในช่วงแรกของระดับ 3
“ตอนนี้ผมจะเริ่ม ‘ติดป้าย’ ให้กะโหลกนะครับ”
เจียงหยวนพูดไปพลางหยิบกล่องเล็ก ๆ ออกมา พอเปิดดูภายในเห็นแท่งทรงกระบอกสีขาวปลายมนขนาดเล็กเต็มไปหมด ปลายด้านหนึ่งของแท่งเขียนตัวเลขไว้ ส่วนอีกด้านหนึ่งลอกออกมาได้เหมือนเทปกาวสองหน้า
“ตัวเลขที่ติดป้ายกำกับไว้ตรงนี้คือความหนาของเนื้อเยื่ออ่อนบนใบหน้าของผู้ตายที่เราประเมินไว้ครับ อย่างรายนี้ ผมให้ส่วนบนของริมฝีปากบนหนา 5 มิล ส่วนล่างของริมฝีปากบน 6 มิล สำหรับริมฝีปากล่าง ส่วนบนให้ 7 มิล และส่วนล่าง 8 มิล ครับ”
ระหว่างที่เจียงหยวนพูด เขาก็ติดแท่งทรงกระบอกสีขาว 4 แท่งที่มีตัวเลข 5-6-7-8 ลงบนกะโหลกศีรษะอย่างเบามือ
“ทำไมถึงเป็นตัวเลขนี้ แล้วตัดสินยังไงว่าตัวเลขนี้ถูกต้อง เรื่องนี้ซับซ้อนมาก และเป็นด่านแรกที่การฟื้นฟูกะโหลกศีรษะจะทดสอบเราครับ” เจียงหยวนหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ: “วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเปิดตำราค้นหาข้อมูลครับ จะมีข้อมูลความหนาของเนื้อเยื่อใบหน้าอยู่”
“แต่ถ้าอยากให้มีความแม่นยำสูงขึ้น ก่อนอื่นก็ต้องวิเคราะห์กะโหลกศีรษะตามหลักมานุษยวิทยาก่อนครับ เช่น เผ่าพันธุ์และเพศ นี่คือพื้นฐานที่สุด อย่างชาวแอฟริกันริมฝีปากมักหนากว่า ชาวมองโกลลอยด์แต่ละกลุ่มก็แตกต่างกัน”
“ยิ่งในประเทศเรา มีขนาดใหญ่และมีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน ผู้คนในแต่ละภูมิภาคหรือแต่ละชาติพันธุ์ก็มีความหนาของเนื้อเยื่อใบหน้าที่แตกต่างกัน”
“อย่างคนจีนในภาคเหนือ จุดเด่นคือริมฝีปากที่อวบอิ่มและหนา ตาชั้นเดียว ใบหน้าแบน ผิวสีข้าวสาลี...ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปัจจุบัน”
“ส่วนคนจีนโบราณในภาคใต้ก็มีริมฝีปากที่อวบอิ่มและหนาเหมือนกัน สมัยก่อนส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำแยงซีไปจนถึงหลิ่งหนาน...”
“ความหนาของริมฝีปากบนและล่างของคนจีนโบราณในภาคใต้จะเท่ากัน ส่วนชาวแมนจูริมฝีปากล่างจะหนาเล็กน้อย แต่โดยรวมจะบาง ชาวฮั่นจะมีความหนาปานกลาง ชาวจ้วงจะค่อนข้างหนา...”
เจียงหยวนพูดไปสองสามประโยคแล้วก็หยุด แล้วพูดต่อ: “ตอนนี้ปัญหานิติมานุษยวิทยาของทั่วโลกเจอคล้ายกัน คือความปะปนของเผ่าพันธุ์หรือหลายเชื้อชาติ ทำให้ลักษณะเฉพาะภายนอกมักไม่แน่ชัด และงานวิจัยยังไม่เพียงพอ”
“ถ้าอย่างนั้น ก้าวแรกก็ต้องวิเคราะห์ชาติพันธุ์และเผ่าพันธุ์จากกะโหลกศีรษะก่อนสิ” เจิงเหลียนหรงซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนิติมานุษยวิทยาอยู่แล้ว ก็พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
หมอนิติเวชคนอื่น ๆ ก็ขมวดคิ้วแล้วพยักหน้า...
แค่ขั้นตอนแรกนี้ สำหรับหมอนิติเวชทั่วไปก็เกินหลักสูตรไปแล้ว
การวิเคราะห์ชาติพันธุ์และเผ่าพันธุ์จาก “โครงกระดูก” ถือเป็นงานหินของนิติมานุษยวิทยาอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเหลือแค่ “กะโหลกศีรษะ” ความยากจะเพิ่มขึ้นสามเท่าทันที
อย่างที่รู้ ๆ กันดีว่า กระดูกที่หมอนิติเวชชอบที่สุดคือกระดูกเชิงกราน ใครที่มีพื้นฐานเล็กน้อยก็สามารถวิเคราะห์เพศจากกระดูกเชิงกรานได้
รองลงมาคือการวัดความสูงจากกระดูกยาว ถ้าออกข้อสอบ...ก็ถือเป็นข้อสอบแจกคะแนน
ดังนั้น การจับคู่ระหว่าง กระดูกเชิงกราน-เพศ และ กระดูกยาว-ความสูง ก็คือเกราะกำบังทางมานุษยวิทยาให้หมอนิติเวชไปโดยปริยาย
แน่นอน ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่เพศมีแค่สองเพศเท่านั้น
แต่ในทางปฏิบัติ ก็ยังมีหมอนิติเวชบางคนที่แม้จะถือกระดูกเชิงกรานอยู่ก็ยังไม่สามารถระบุเพศได้ อาจเพราะกระดูกเชิงกรานแตกหัก เสียหาย หรืออาจเพราะฝีมือไม่เข้าขั้น
เห็นได้ชัดว่าความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ไม่ได้สะท้อนแค่ในกระดูก
ขั้นต่อไป การวิเคราะห์โดยใช้กะโหลกศีรษะก็ยิ่งยากเข้าไปอีก เมื่อไม่มีเนื้อหนังแล้ว หมอนิติเวชหลายคนก็วิเคราะห์ได้ไม่แม่นยำ
เพราะนี่ไม่ใช่วิชาเปิดตำราสองสามเล่มแล้วจะ “ทำเป็น” ได้เลย หมอนิติเวชที่ทำการตรวจสอบต้องเป็นผู้ลงนามรายงานและต้องใช้ถ้อยคำยืนยันผลการวิเคราะห์ที่ไม่คลุมเครือ เพื่อส่งต่อให้ตำรวจใช้ทำงานต่อ
ถ้าหากนี่คือข้อสอบ ทำถูกต้อง 90% ก็ยังไม่เพียงพอ ต่อให้ทำได้ 95% ก็ยังจะได้รับแต่คำเย้ยหยัน...
อย่างเมื่อกองกำลังตำรวจหลายร้อยนายต้องทำงานสามวันสามคืนไม่ได้พัก เดินเท้าหลายสิบกิโลเพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบ จนสุดท้ายพบว่าหมอนิติเวชแม้กระทั่งเพศของศพก็ยังระบุผิด ก็คงไม่มีใครยอมยิ้มอย่างเห็นอกเห็นใจให้กับ 5% ที่พลาดนั้นหรอก
#
เจียงหยวนรีบติดแท่งทรงกระบอกสีขาวขนาดเล็กจนเต็มหน้ากะโหลก แล้วถ่ายรูปอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาถ่ายอย่างละเอียดและช้าลง...
เจิงเหลียนหรงที่นั่งอยู่บนเตียงชันสูตรข้าง ๆ ก็รู้สึกหมดกำลังใจเล็กน้อยและพูดว่า: “ปกติแล้วเวลามาร์กความหนาบนใบหน้าต้องใช้เวลาหลายวันเลยไม่ใช่เหรอ ผมเห็นบางคนใช้เวลาสองสามสัปดาห์เลยนะ”
“อืม... ถ้าวิเคราะห์ไม่แม่นยำ ต้องเปิดตำรากับฐานข้อมูลช่วย ก็คงต้องใช้เวลาขนาดนั้นครับ” เจียงหยวนวางกล้องลงและพยักหน้า
เขาเองก็เคยผ่านทักษะระดับ 3 มาก่อน ตอนทำการฟื้นฟูกะโหลกศีรษะครั้งแรก ขนาดที่เร่งรีบอย่างหนัก ยังใช้เวลาเป็นเดือนเลย
แต่ตอนนี้เป็นระดับ 5 แล้ว ถ้าให้พูดแบบไม่เกรงใจ เขาสามารถเขียนตำรา “การฟื้นฟูกะโหลกศีรษะฉบับใช้งานจริง” หรือทำเป็นตำราเรียนเลยก็ยังได้
บวกกับลักษณะเฉพาะของทักษะก็ทำให้ไม่ต้องเปิดตำรา ค้นหาข้อมูล ถือเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญมาก
แต่สำหรับคนซื่อตรงอย่างเจิงเหลียนหรงที่พึ่งพามันสมองที่เป็นอัจฉริยะและการทำงานหนัก มันย่อมกระทบกระเทือนจิตใจอยู่บ้าง
“แล้วเมื่อกี้คุณพูดถึงเรื่องชาติพันธุ์ คุณตัดสินชาติพันธุ์ของผู้ตายได้ยังไง?” เจิงเหลียนหรงถามคำถามที่ยาก
เจียงหยวนย้ายกะโหลกศีรษะสีขาวสะอาด เพื่อให้เห็น “ระนาบลักษณะ” ชัดๆ พลางอธิบายว่า “ผมวิเคราะห์แล้วว่ามีจีนโบราณเผ่าเชียง เหมียว-เหยา เผ่าซู่เซิ่นเวยม่อปะปนอยู่ด้วยครับ อันที่จริงแล้วนำ DNA มาทวนสอบอ้างอิงได้ครับ แต่ก็ยังไม่แม่นยำเท่าไหร่ ลักษณะเฉพาะที่แสดงออกมามันไม่เหมือนกัน ต้องดูเปรียบเทียบกันไป”
“ข้อกำหนดนี้มันสูงเกินไปแล้ว” เจิงเหลียนหรงฟังคำตอบของเจียงหยวนแล้วก็ตาโตขึ้นมาทันที
เจียงหยวน “อืม” แล้วพูดว่า: “มันค่อนข้างซับซ้อนขึ้นจริง ๆ ครับ”
เทคนิคการฟื้นฟูกะโหลกศีรษะของเขาก็เพิ่งจะอัปเกรดเป็นระดับ 5 เช่นกัน ดังนั้นจึงเข้าใจได้ว่าความซับซ้อนเพิ่มขึ้นแค่ไหน
ก่อนหน้านี้ที่ทำการฟื้นฟูกะโหลกศีรษะ เขายังไม่ต้องคิดละเอียดถึงขนาดเปรียบเทียบและวิเคราะห์ชาติพันธุ์เลย
เจิงเหลียนหรงถอนหายใจและส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง
เจียงหยวนก็ทำได้แค่ก้มหน้าทำงานต่อ
#
หลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้วก็ต้องนำข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์เพื่อทำภาพ 2 มิติและ 3 มิติ
เมื่อก่อน ขั้นตอนเหล่านี้ล้วนทำด้วยมือ กินเวลานาน ต้นทุนสูง ภาระของหมอนิติเวชหลัก ๆ จึงไปหนักที่ “ทักษะการปั้นและสุนทรียภาพ”
ทุกวันนี้ คอมพิวเตอร์แทบแทนขั้นตอนพวกนี้หมดแล้ว แต่ระดับความยากไม่ได้ลดลงเลย เพียงแค่ต้องเพิ่มความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์เข้าไป
ในขั้นตอนนี้เจียงหยวนก็ยังคงทำได้อย่างคล่องแคล่ว แต่เจิงเหลียนหรงกลับเริ่มตามไม่ทันแล้ว
ส่วนหมอนิติเวชคนอื่น ๆ จริงๆ ก็หลุดวงโคจรตั้งนานแล้ว ตอนที่เจียงหยวนติดป้ายกำกับความหนาเนื้อเยื่ออ่อน ทุกคนอาจยังรู้สึกว่ามันง่าย แต่เมื่อขั้นตอนนั้นจบลง งานนี้ก็กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมในทันที
หมอนิติเวชบางคนก็ค่อย ๆ เลี่ยงตัวออกไปเงียบๆ และก็มีหมอนิติเวชหน้าใหม่ผลัดเข้ามาดูเพิ่ม แต่โดยรวมแล้ว คนที่ออกไปมีมากกว่าคนที่อยู่ดู
ทุกคนต่างก็มีงานของตัวเองที่ต้องทำ ส่วนที่ได้เปิดหูเปิดตาเพียงเท่านี้ ส่วนใหญ่ก็พอใจแล้ว
เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ เจียงหยวนก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก เพราะถ้าไม่มีพื้นฐานเทคนิคการฟื้นฟูกะโหลกศีรษะระดับ 2 คอยสนับสนุนอยู่ ก็คงจะฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
เจียงหยวนจึงเข้าสู่โหมดการทำงานอย่างเต็มที่...
#
สักครู่ใหญ่ เจียงหยวนก็เงยหน้าขึ้นมา เห็นวูบหนึ่งของใบหน้าคนข้างๆ แวบผ่าน
“หมอจ้าน” เจียงหยวนมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าห้องชันสูตรที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยผู้คน ตอนนี้เหลือเพียงแค่จ้านคานคนเดียวแล้ว
“ผมแค่อยากจะดูโปรแกรมที่คุณใช้ ไม่ได้ตั้งใจจะแอบดูนะ” จ้านคานรีบอธิบายเสียงเบา
เจียงหยวนยิ้มแล้วถามไปว่า: “สนใจเหรอ?”
“นิดหน่อยครับ แต่ผมใช้คอมพิวเตอร์ไม่ค่อยเก่ง ผมกำลังคิดว่า ถ้าใช้การวาดภาพสเก็ตช์ด้วยมือน่าจะเข้าใจง่ายกว่านะ”
“แน่นอน แล้วนายวาดภาพสเก็ตช์เป็นเหรอ?” เจียงหยวนประหลาดใจเล็กน้อย
“ตอนเรียนก็เคยเรียนมานิดหน่อยครับ แล้วก็เคยเรียนปั้นด้วยครับสองปี” จ้านคานยิ้มและเผยตัวตนออกมาว่า: “ผมเป็นคนปักกิ่งครับ ตอนแรกตั้งใจจะไปสายศิลปะ แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ได้มาเรียนนิติเวชแทน”
จ้านคานมองเจียงหยวนด้วยสายตาเป็นประกาย ก่อนหน้านี้เขาเคยเรียนรู้เทคนิคการฟื้นฟูกะโหลกศีรษะมาบ้าง แต่สิ่งที่เขาเรียนรู้กับสิ่งที่เจียงหยวนแสดงออกมานั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
เมื่อเทียบกันแล้ว วิธีการของเจียงหยวนชวนให้หลงไหลมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
----------
(จบบทที่ 712)