- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 561: ทะลุเพดาน
บทที่ 561: ทะลุเพดาน
บทที่ 561: ทะลุเพดาน
“ช่วงนี้ทุกวันต้องทำงานล่วงเวลาจนถึงสี่ทุ่มห้าทุ่ม พวกเราเป็นตำรวจก็ไม่ใช่ว่าจะทำงานล่วงเวลาไม่ได้นะ แต่การทำงานล่วงเวลาต้องมีเหตุผลสิ นี่มันทำไปเพื่อโอทีอย่างเดียวเหรอ? วัวในชนบทเขายังใช้แรงงานหนักแค่ตอนหว่านเมล็ดเท่านั้นแหละมั้ง”
“สองสามวันมานี้มีแต่งานหยุมหยิม งานที่ห้างสรรพสินค้าจัดกิจกรรม ก็ยังต้องให้พวกเราไปยืนกั้นคิว คนไม่รู้จะคิดไปว่าพวกเรามาป่วนงานหรือเปล่า แบบนี้เรียกใช้กำลังตำรวจได้เหรอ?”
“ที่สำคัญคือไม่จัดสรรงานให้ตอนเวลาทำงานปกติ แต่พอจะเลิกงานค่อยสั่งงาน ตอนนี้ไม่ผ่านท่านรองผู้กำกับหวงแล้วด้วย เขาตั้งกลุ่มไลน์แล้วสั่งงานเองเลย ถ้าไม่อยากทำงานล่วงเวลาก็ได้นะ แต่ถือว่าลาป่วย หักเงินรายวัน พวกเราก็ใช้ชีวิตด้วยเงินเดือนทั้งนั้น ใครจะทนไหว!”
อู๋จุนเฮาพูดไปก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น หยิบไม้เนื้อย่างขึ้นมารูดกินทีเดียวสองไม้ แล้วยกเบียร์ขึ้นซดครึ่งขวดรวดเดียวหมด
“อย่าโมโหเลย” เจียงหยวนยื่นเบียร์ไปเติมให้เขาต่อ
เจียงหยวนรู้สึกผิดนิดหน่อย เป้าหมายของฉายถงที่พูดถึงรองผู้กำกับหวง แท้จริงแล้วคือเจียงหยวนให้ชัดเจนกว่านั้นคือฉายถงต้องการอำนาจในการจัดเก็บภาษีของเจียงหยวน
หลังจากที่เจียงหยวนลาพักร้อน ทำให้อู๋จุนเฮากลายเป็นเป้าหมายคนใหม่ของฉายถง
แต่ปัญหาไม่ได้เกิดจากเจียงหยวน เพราะยังมีรองผู้กำกับหวงคอยจัดสรรงานให้อยู่ ซึ่งยังไม่ถึงเวลาที่เจียงหยวนต้องออกโรงรับหน้า
มู่จื้อหยางหยิบไม้ปิ้งย่างที่ยังดิบสองไม้ขึ้นมาวางบนเตา ย่างไป พลางพัดเตาไปพลาง แล้วพูดว่า “หัวหน้าอู๋อย่าเพิ่งกังวลไปเลยครับ ที่จริงพวกเราเองก็เหมือนกัน พอมีงานสั่งลงมาก็ต้องจำใจทำ”
“ฉันรู้แล้ว รองผู้กำกับหวง…เอ่อ ท่านผู้กำกับหวงก็บอกฉันแล้วว่าพวกเขาแค่ต้องการจะยั่วให้ฉันเดือดขึ้นมา” อู๋จุนเฮาถอนหายใจและพูดต่อ “ถึงตอนนั้นก็ต้องยอมให้เขายำเละ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าก็เหมือนจะโดนยำเละอยู่แล้วนะ”
“จริงครับ” เจียงหยวนพยักหน้า พร้อมหยิบเนื้อย่างขึ้นมาหนึ่งไม้ ค่อย ๆ ใช้ฟันขบเนื้อออกจากไม้ แล้วเคี้ยวด้วยฟันกราม เนื้อที่ค่อนข้างติดมันทำให้มีรสชาติมากขึ้น มีทั้งความเค็มปนกับรสหวานของความสดใหม่เล็กน้อย
เจียงหยวนกินเนื้อย่างจนหมดไม้แล้วก็พูดว่า “ผมถนัดเรื่องการคลี่คลายคดีมากที่สุด ถ้ามีความจำเป็นในด้านนี้ ผมช่วยได้แน่นอนครับ”
อู๋จุนเฮาพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ “ฉันยังพอทนได้อีกสักพัก เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ฉันคงจะทำตัวตามยถากรรมแล้วล่ะ”
การทำตัวตามยถากรรมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มีงานเข้ามามาก ๆ เพราะแต่ละงานจะได้รับมอบหมายเป็นหน่วย และถ้ามีคนหนึ่งทำตัวตามยถากรรม เพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ ก็จะต้องแบกรับงานที่เพิ่มขึ้น…
--
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา บรรยากาศในสำนักงานตำรวจค่อนข้างแปลกไปเล็กน้อย แต่ผู้กำกับฉายถงไม่ได้ทำการปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก ยกเว้นการกดดันอู๋จุนเฮาอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดูเหมือนจะผ่อนคลายลง
เจียงหยวนหยุดพักไปหนึ่งสัปดาห์ ก่อนจะกลับไปที่หน่วยสืบสวนอาชญากรรมเพื่อยื่นเรื่องกลับมาทำงานตามปกติ
เขาได้เตรียมตัวมาบ้าง แต่ไม่คิดว่าผู้กำกับฉายจะไม่ได้ปรากฏตัวเลยทั้งวัน
จนใกล้เวลาเลิกงานถึงได้เห็นหวงเฉียงหมินเดินเข้ามา
“เจียงหยวน” หวงเฉียงหมินเข้ามาในสำนักงานแล้วก็เคาะประตู ก่อนจะปิดประตูลง
“ดื่มชาไหมครับ?” บนโต๊ะของเจียงหยวนมีชุดชงชาวางอยู่ ซึ่งเป็นวันแรกที่เขามีโอกาสใช้ชีวิตในออฟฟิศอย่างผ่อนคลาย
“ชาดีนะ” หวงเฉียงหมินดื่มไปอึกหนึ่งแล้วก็พูดต่อว่า “เดือนนี้นายได้เงินเดือนไม่เต็มแล้วล่ะ”
เจียงหยวน “อ๋อ” แล้วก็เริ่มคิดได้ “เงินเดือนของทีมหนึ่งถูกหักใช่ไหมครับ?”
“ช่วงไม่กี่วันนี้ อู๋จุนเฮาก็ลาหยุดบ่อย งานที่ผู้กำกับฉายกดดันก็เยอะ…” หวงเฉียงหมินไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก แต่พูดถึงผลที่ตามมาโดยตรง “เดือนนี้น่าจะถูกหักเงินไปไม่น้อยเลย และเพื่อนร่วมทีมต้องใช้เงินเดือนเลี้ยงดูครอบครัว เดือนนี้คงโดนเมียด่ากันยกบ้าน”
สำหรับชนชั้นแรงงาน เงินเดือนคือรายได้หลัก และตำรวจก็ไม่ต่างกัน เงินเดือนของหลายคนอาจถูกวางแผนค่าใช้จ่ายไว้หมด พอหายไปก้อนใหญ่ก็ลำบากทันที
แม้ว่าเจียงหยวนจะมีเงิน แต่เขาก็ไม่สามารถไปช่วยเหลืออู๋จุนเฮาและคนอื่น ๆ ได้
เจียงหยวนจึงถามว่า “แล้วทำยังไงดีครับ?”
หวงเฉียงหมินก็ดูหมดหนทางเช่นกัน “จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรก็ควรจะมาลงที่ฉัน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ไม่คิดเลยว่าฉายถงจะจ้องเล่นงานอู๋จุนเฮาอย่างไม่ปล่อยวาง ถ้าทำแบบนี้ต่อไป การพิจารณาความดีความชอบหรือการได้รางวัลต่าง ๆ ก็จะไม่มีโอกาสมาถึงทีมหนึ่งแล้วล่ะ…”
ในหน่วยงาน สำหรับคนรวยอย่างเจียงหยวน ตราบใดที่เขาไม่มีความต้องการใด ๆ ถึงแม้จะทำตัวตามยถากรรม ผู้นำก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าหากเจอคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน พวกเขาก็สามารถทำให้ผู้นำรู้สึกเบื่อหน่ายและลำบากใจได้เหมือนกัน
แต่ในทางกลับกัน คนประเภทอู๋จุนเฮา ซึ่งเป็นคนเหล็ก เป็นหัวหน้าครอบครัว และเป็นกำลังสำคัญในการทำงานในหน่วยงาน การให้พวกเขาทำงานที่ไม่มีความหมายซ้ำ ๆ หรือให้ทำงานที่ไม่ถนัดเช่นเรื่องที่ต้องใช้ศิลปะ ก็ไม่เพียงแต่จะทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบายใจ แต่ยังจะทำให้พวกเขามีปัญหาจริง ๆ อีกด้วย
เช่น คนหนุ่มสาวที่ซื้อบ้านแล้วต้องผ่อน หรือคนที่มีลูกแล้ว หากรายได้ของครอบครัวลดลงไปกะทันหัน ความกดดันก็จะตามมาทันที และหากเรื่องการพิจารณาความดีความชอบ การได้รางวัลต่าง ๆ ถูกตัดออกไป อนาคตในหน่วยงานก็จะน่ากังวลด้วยเช่นกัน
ในบรรดาลูกน้องเก่าของหวงเฉียงหมิน อู๋จุนเฮาเป็นคนที่ตรงไปตรงมาที่สุด แข็งกร้าวที่สุด แต่ก็อ่อนไหวที่สุดด้วยเช่นกัน
#
“ผู้กำกับฉายมองคนค่อนข้างแม่นยำนะครับ” เจียงหยวนคิดว่าฉายถงน่าจะมีประสบการณ์ในเรื่องพวกนี้มาไม่น้อย
หวงเฉียงหมินจิบชาหนึ่งอึกแล้วพูดว่า “ถ้าให้ฉันบอกว่าต้องทำยังไง ฉันก็ไม่มีวิธีที่ดีเท่าไหร่ การไปรายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูง…ก็เป็นเรื่องยาก นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของอู๋จุนเฮาคนเดียว แต่ทีมหนึ่งทั้งทีมก็กำลังประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน และการทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็ไม่ใช่ทางออก…วิธีเดียวตอนนี้…ฉันคิดว่าเราน่าจะหาคดีให้อู๋จุนเฮากับทีมของเขาทำสักคดีดีไหม?”
“ในนามของหัวหน้าอู๋เหรอครับ?” เจียงหยวนรู้ว่าทำไมหวงเฉียงหมินถึงพูดอย่างอ้อมค้อมขนาดนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มและพูดว่า “ไม่มีปัญหาครับ พวกเราก็รับทำคดีให้ต่างถิ่นอยู่แล้ว ถ้าต้องทำคดีช่วยหัวหน้าอู๋จะเป็นอะไรไปล่ะครับ แล้วจะเป็นคดีอะไรดี?”
“ต้องเป็นคดีที่มีอิทธิพลพอสมควร และผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้ความสนใจ นอกจากนี้ คดีก็ต้องไม่เล็กจนเกินไป ควรเป็นคดีที่มีขนาดที่ทั้งทีมหนึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้ แล้วฉันจะไปดำเนินการบางอย่าง เพื่อให้ปีนี้ผ่านพ้นไปได้” หวงเฉียงหมินบ่นพึมพำ เขาเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ แต่ไม่คิดว่าผู้กำกับฉายจะหาช่องทางมาจากทีมหนึ่ง
ทีมหนึ่งถือเป็นทีมลูกรักของหวงเฉียงหมิน ตอนที่เขายังอยู่ในหน่วยสืบสวนอาชญากรรม ทีมหนึ่งเป็นทีมหลักที่ทำงานหนักและก็มีบทบาทสำคัญมากเช่นกัน ไม่ว่าอย่างไรหวงเฉียงหมินก็ต้องดูแลความรู้สึกของพวกเขา
เจียงหยวนรับปากทันที และพูดว่า “ผมจะลองดูคดีก่อนครับ จะพยายามหาคดีที่มั่นใจว่าเอาอยู่”
“อืม จุดนี้ก็สำคัญมากเช่นกัน” หวงเฉียงหมินรู้สึกสบายใจและไม่สบายใจในเวลาเดียวกัน
ที่สบายใจคือเขามองเห็นปาฏิหาริย์มากมายที่เกิดขึ้นกับเจียงหยวนตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่ที่ไม่สบายใจคือในฐานะเป็นตำรวจมาหลายปี หวงเฉียงหมินรู้ดีว่าบางคดีที่ไม่สามารถคลี่คลายได้ก็เพราะโชคชะตา หรือบางคดีก็มีความซับซ้อนเกินไป
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคดีลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี มีข้อมูลมากมายจนสามารถสร้างห้องแล็บขึ้นมาได้ แต่บทสรุปคืออะไร? บทสรุปมีหลายอย่าง แต่การจะหาบทสรุปที่ทุกคนเชื่อถือได้นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ นี่คือคดีที่มีความซับซ้อนตั้งแต่โครงสร้าง ทำให้ยากที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
ในประเทศจีนก็มีคดีที่คล้ายคลึงกัน อย่างคดีลอบสังหารซ่งเจี้ยวเหริน มีหลักฐานมากมาย และจับกุมฆาตกรได้แล้ว แต่เมื่อฆาตกรถูกเก็บ ก็ไม่มีทางรู้ได้อีกเลยว่าใครคือผู้บงการที่แท้จริง
นี่ไม่ได้หมายความว่าคดีลอบสังหารนักการเมืองจะซับซ้อน แต่เป็นเพราะขั้นตอนการสืบสวนและหลักฐานของคดีลอบสังหารนักการเมืองมักจะถูกเปิดเผยและโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งสามารถอธิบายความซับซ้อนของคดีได้ดีกว่า
โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคดีใหญ่หรือเล็ก การจะทำให้สมบูรณ์แบบและไม่มีใครสามารถหาข้อบกพร่องได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่เรียกว่าคดีที่สมบูรณ์แบบนั้นอาจเป็นเพียงคำชมที่ใช้ในระดับสูง หรือเป็นเพียงคำที่ใช้เพื่ออธิบายเท่านั้น
หลังเจียงหยวนส่งหวงเฉียงหมินออกไปแล้ว เขาเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อค้นหาคดีทันที
ตามความตั้งใจของหวงเฉียงหมิน ควรจะหาคดีที่มีอิทธิพลเพื่อใช้ต้านทานแรงกดดันจากผู้กำกับฉาย โดยความยากง่ายของคดีก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน
แต่เจียงหยวนมีความคิดที่แตกต่างออกไป
เพราะหวงเฉียงหมินอาจจะยังเข้าใจเจียงหยวนเหมือนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน หรือพูดได้ว่าความสามารถสุดยอดที่เขาจะเข้าใจได้อาจจะอยู่ที่ระดับ 4 หรืออย่างมากที่สุดก็ 5 แต่ตอนนี้เจียงหยวนไม่เพียงแต่เชี่ยวชาญทักษะระดับ 6 หลายอย่าง เขายังสามารถอัปเกรดระดับทักษะเหล่านี้ได้ชั่วคราวด้วย
พูดง่าย ๆ ก็คือ ระดับทักษะของเจียงหยวนได้ทะลุเพดานไปแล้ว
จากมุมมองนี้ ไม่ว่าเขาจะทำคดีไหน ตามหลักการแล้วเขาก็สามารถใช้เทคนิคขั้นสูงเพื่อเอาชนะข้อจำกัดของคดีนั้น ๆ ได้
เจียงหยวนก็เพิ่งได้รับรางวัลเหรียญเกียรติยศระดับหนึ่งมา ซึ่งยังสามารถเลือกทักษะระดับ LV6 ได้อีกอย่างหนึ่ง
ดังนั้นเจียงหยวนจึงสามารถเลือกคดีได้อย่างสบาย ๆ
----------
(จบบทที่ 561)