- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 371: ของขวัญปีใหม่
บทที่ 371: ของขวัญปีใหม่
บทที่ 371: ของขวัญปีใหม่
#วันจันทร์
ที่สถานีตำรวจอำเภอหนิงไท่ก็เริ่มแจกของขวัญปีใหม่แล้วเช่นกัน
ปีนี้อำเภอหนิงไท่ใจป้ำกว่าทุกปี ปลาตาเดียวแช่แข็งและขาแกะที่แจกกันเป็นประจำก็ยังมีครบ เพิ่มเติมคือปลากะพงเหลืองกับสตรอว์เบอร์รี อีกทั้งยังมีชุดเครื่องนอนสี่ชิ้นแจกให้อีกต่างหาก
หากคำนวณมูลค่าอาจไม่มากนัก แต่สำหรับพวกผู้ชายในสถานีตำรวจแล้ว ถือเป็นของขวัญที่เอาไว้คุยโวตอนกลับบ้านได้อย่างภาคภูมิใจ
ส่วนพวกผู้หญิงในสถานีตำรวจนั้น โดยปกติแล้วพวกเธอมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดในบ้านอยู่แล้ว
ของขวัญชุดนี้อาจไม่ถือว่าพิเศษอะไรเมื่อเทียบกับหน่วยงานในเมืองใหญ่ แต่ในเมืองเล็กๆ ก็ถือว่าไม่น้อยหน้าใครแล้ว และยังเป็นครั้งที่ใจกว้างที่สุดในรอบหลายปีของสถานีตำรวจเลยทีเดียว แม้แต่คุณลุงอาวุโสอย่างอู๋จวินที่ปกติไม่เคยพูดจายกยอใครก็ยังเอ่ยชมหัวหน้าอย่างหวงเฉียงหมิน และผู้กำกับกวนซีเล็กน้อย
เจียงหยวนขับรถเข้ามาจอดแล้วขึ้นตึก ก็ได้ยินคนสองสามคนกำลังกระซิบกันว่า
“ผู้กำกับหวงขึ้นมาเป็นหัวหน้าแล้ว ก็พัฒนาสวัสดิการขึ้นจริงๆ นั่นแหละ”
“ผู้กำกับกวนเองก็ไม่เลว”
“ได้ยินว่าช่วงนี้มีงบประมาณเพิ่มมาหลายรายการเลย”
“สิ้นปีคะแนนสะสมของสถานีก็เกินพันแล้วนะ กองสืบสวนอาชญากรรมกำลังจะไปถึงสองพันแล้ว งบต่างๆ ก็ต้องเพิ่มขึ้นแน่ๆ”
เจียงหยวนฟังแล้วก็อดรู้สึกภูมิใจเล็กๆ ไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าความสำเร็จนี้ ก็มีส่วนมาจากตัวเขาเองด้วย
เมื่อเข้าไปในสำนักงานของหน่วยเฉพาะกิจคดีค้างเจียงหยวนที่อยู่ในอาคารใหม่ ก็เห็นว่าตำรวจในหน่วยก็กำลังรับของขวัญเช่นกัน
ทุกคนได้รับของเหมือนกับตำรวจของอำเภอหนิงไท่เป๊ะ แม้เจ้าหน้าที่หน่วยนี้ส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ในสังกัดของอำเภอหนิงไท่ แต่ในเรื่องสวัสดิการนอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว หวงเฉียงหมินก็ไม่ได้ให้น้อยลงเลย ตรงกันข้าม กลับให้สิทธิพิเศษมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถึงเจียงหยวนจะเก่งกาจในการคลี่คลายคดีแค่ไหน แต่การจะทำงานได้ลุล่วงก็ต้องมีทีมช่วย ไม่ว่าจะเป็นช่วยประสานงาน ช่วยสืบสวน ช่วยคัดกรอง ตรวจสอบเบาะแสและอื่นๆ จึงจะสามารถดำเนินงานต่อไปได้
ตำรวจเป็นอาชีพที่รู้ดีว่า “สู้แบบฉายเดี่ยว” สู้ทีมเวิร์กไม่ได้ ดูได้จากนักโทษในเรือนจำหรือบนลานประหาร คนที่ชอบต่อสู้คนเดียว...ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็สู้พลังขององค์กรไม่ได้หรอก
“หัวหน้าเจียง!”
“พี่เจียง!”
เมื่อเห็นเจียงหยวนเดินเข้ามา เจ้าหน้าที่ตำรวจในทีมเฉพาะกิจก็ตะโกนเรียกกันอย่างอลหม่าน
เจียงหยวนไม่ใส่ใจเรื่องชื่อที่เรียกเขา ถามแค่ว่า “วันนี้มีคดีไหม?”
“ไม่มีครับ ใกล้ตรุษจีนแล้ว ถ้าเป็นคดีค้างก็ไม่สะดวกเท่าไหร่” หวังชวนซิงรีบตอบ
เจียงหยวนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ในช่วงตรุษจีน จริงๆ แล้วไม่ใช่ช่วงที่ไม่มีงานคดีค้าง ตรงกันข้าม เป็นช่วงเวลาทองของการไล่ล่าคนร้ายโดยเฉพาะ
โดยเฉพาะพวกที่หลบหนี พอตรุษจีนมา ตำรวจมักจะไปบ้านของผู้ต้องสงสัยเพื่อพูดคุย หว่านล้อมให้มอบตัว
นอกจากนี้ยังใช้การเฝ้าระวังและดักฟังโทรศัพท์ในบางคดี เพราะถึงแม้ผู้ต้องสงสัยจะรู้ว่ามีความเสี่ยง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะโทรกลับบ้าน ทักทายครอบครัวสักหน่อยในช่วงเทศกาล
นั่นแหละคือนาทีที่หัวใจของผู้ต้องสงสัยอ่อนแอที่สุด และเป็นช่วงที่ตำรวจสามารถใช้โอกาสจับกุมพวกที่หลบหนีมา 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปีได้มากที่สุด
บ่อยครั้งที่ตอนถูกจับ พวกนั้นแทบจะจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้แล้ว หรือจำได้เพียงบางส่วน เพราะเวลาผ่านไปนานจนพวกเขารู้สึกว่า “ฉันไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป”
ครอบครัวก็จะบ่นว่า พวกเขาเจ็บปวดแค่ไหนในระหว่างหลบหนี ต้องอดทนและฝ่าฟันอะไรบ้าง แต่มีเพียงตำรวจ เหยื่อ และครอบครัวของเหยื่อเท่านั้น ที่ใจแข็งดุจเหล็ก พวกเขาแค่อยากเห็นคนร้ายได้รับโทษทัณฑ์อย่างสาสม
ดังนั้น สำหรับเจียงหยวนเอง ช่วงสิ้นปีก็ไม่เหมาะกับการเปิดคดีใหม่
แต่สำหรับตำรวจในทีมของเขา มันก็ออกจะน่าเบื่อไปหน่อย มู่จื้อหยางถึงกับบ่นออกมา “พวกเราก็พร้อมรบกันเต็มที่ แต่ดันไม่มีคดีให้ทำ เสียดายชะมัด”
“ได้พักบ้างก็ดีออก” ถังเจียพูดขึ้น เธอไม่อยากทำคดีช่วงสิ้นปีเท่าไร เพราะปีนี้ผลงานเธอเด่นชัด โดยเฉพาะคดีค้ามนุษย์ที่สามารถจับกุมคนร้ายได้จำนวนมาก มีโอกาสได้เหรียญรางวัลระดับสามแน่ๆ อย่างน้อยก็ต้องมีประกาศเกียรติคุณแน่นอน ดังนั้นเธอจึงอยากกลับบ้านไปฉลองตรุษจีน
แต่มู่จื้อหยางเป็นหนุ่มโสด แถมยังอยู่ในวัยที่ไม่อยากกลับบ้านช่วงปีใหม่ จึงได้แต่เบ้ปาก “ตรุษจีนแค่ไม่มีคดี แต่ก็ไม่ได้หยุดยาว จะให้ทำอะไรกันเล่า คลี่คลายคดีน่าจะดีกว่าอีก”
“ถ้าในอำเภอไม่มีคดี งั้นไปหาคดีที่ฉางหยางไหม?” ถังเจียแซว เธอเป็นคนฉางหยางอยู่แล้ว กลับบ้านได้ย่อมดีใจเป็นธรรมดา
ต่งปิงที่อยู่ข้างๆ ได้ยินก็หัวเราะ เข้าร่วมวงสนทนา “ไม่ต้องไปถึงฉางหยางหรอก มากับพี่ก็ได้ พี่พาไปหาคดีที่กู่ฉีก็ยังได้ มีให้ฝึกมือเยอะ”
“ผมจะไปทำอะไรได้” มู่จื้อหยางหัวเราะแหยๆ “ผมก็แค่เด็กติดตามพี่เจียง… เฮ้อ ถ้าอำเภอเรามีคดีใหม่ก็ดี จะได้ไม่ต้องอยู่เวรช่วงตรุษจีนด้วย”
“ถึงจะมีคดีก็ไม่ใช่ตาคุณอยู่ดี ยังไงก็ต้องอยู่เวรอยู่ดี”
“งั้นก็ขอให้เป็นคดีฆาตกรรมเลย จะได้มาลงที่พวกเราชัวร์ๆ”
หลิวจิ่งฮุ่ยกระแอมสองครั้ง “อย่าพูดเล่นมั่วๆ ฉันยังอยากกลับบ้านช่วงปีใหม่อยู่นะ”
หลิวจิ่งฮุ่ยเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมมณฑล ไม่ต้องอยู่เวร ไม่ต้องคลี่คลายคดีช่วงปีใหม่ เขาจึงไม่เหมือนกับตำรวจภาคสนามระดับล่าง
มู่จื้อหยางรีบ “ถุยๆๆ” สารภาพผิดแทบไม่ทัน “ผมพูดเล่นครับ แค่เวรก็โอเคแล้ว…”
เขายังพูดไม่ทันจบ โทรศัพท์ในสำนักงานก็ดังขึ้น...สีหน้าของทุกคนในห้องเริ่มตึงเครียดทันที
ทุกวันนี้ แม้แต่โทรศัพท์มือถือยังทำคนใจสั่นได้ แล้วนี่เป็นโทรศัพท์โต๊ะในสำนักงานอีกต่างหาก
ถังเจียอยู่ใกล้สุด ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับสาย “หน่วยคดีค้างเจียงหยวน…”
“โอเคค่ะ ได้ค่ะ!”
“รับทราบค่ะ!”
หลังวางสาย ถังเจียหันมามองเจียงหยวน แล้วเหลือบมองมู่จื้อหยาง
“มีศพถูกพบที่บาร์ฝั่งตะวันออกของเมือง ผู้กำกับหวงให้หัวหน้าเจียงนำทีมไปตรวจที่เกิดเหตุทันที ท่านออกไปก่อนแล้วค่ะ”
เจียงหยวนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “โอเค” จากนั้นก็เริ่มเรียกชื่อทีมที่จะไป
แล้วหันไปถามหลิวจิ่งฮุ่ยว่า “ผู้กำกับหลิวจะไปด้วยไหมครับ?”
“ไปสิ” หลิวจิ่งฮุ่ยลุกขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ คดีแค่ศพเดียว สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องกดดันอะไรเลย
เขาหันไปมองมู่จื้อหยางอย่างสนุกสนาน “ปากนายช่างแม่นจริงๆ นะ”
มู่จื้อหยางหัวเราะฝืดๆ “ปากผมนี่แหละพาซวย…”
“ก็สมใจนายแล้วไง คดีนี้น่าจะลากยาวไปถึงตรุษจีนเลยก็ได้” หลิวจิ่งฮุ่ยหัวเราะร้ายๆ “ถ้าคนอื่นรู้ว่าเพราะนาย พวกนั้นคงมีอะไร ‘สนุกๆ’ รออยู่แน่”
มู่จื้อหยางทำหน้าหนักใจ สักพักก็ร้อง “ผู้กำกับหลิวอย่าหาว่าผมปล่อยข่าวลือนะครับ ผมไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคดีนี้เลย จะหาว่าผมเป็นตัวซวยก็เกินไป…”
“อย่างน้อยนายก็ปากไม่เป็นมงคลล่ะนะ” หลิวจิ่งฮุ่ยพูด
มู่จื้อหยางอยากเถียง แต่ก็หมดแรงจะพูดอะไรแล้ว
เจียงหยวนเตรียมของเล็กน้อย ก่อนลงไปนั่งรถเก็บหลักฐาน
รถเก็บหลักฐานของอำเภอเพิ่งเปลี่ยนใหม่ได้ไม่นาน ภายนอกและภายในดูใหม่เอี่ยมจนแทบดูไม่ออกว่าใช้มาแล้วสี่ปี อุปกรณ์ในรถก็ครบครัน
เจียงหยวนขึ้นรถแล้วบอกให้คนขับออกทันที ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ถึงที่เกิดเหตุ
--
‘Utopia Craft Beer Bar’
นี่คือชื่อของบาร์ จากความทรงจำของเจียงหยวน ที่นี่คือร้านคราฟต์เบียร์แห่งแรกในอำเภอหนิงไท่ ยอดขายก็ดี จัดว่าขายดีที่สุดในย่านบาร์เลยก็ว่าได้
เจ้าของร้านเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ รูปร่างท้วม หน้าตาเคร่งเครียด กำลังตอบคำถามตำรวจนอกบาร์เป็นระยะ แถมยังหันไปมองในร้านบ่อยๆ
เจียงหยวนไม่ได้เข้าไปคุยกับเจ้าของร้าน เขาสวมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้วจึงตรงเข้าไปในร้านทันที
ช่วงเช้าตรู่ แสงแดดส่องลอดเข้ามาในบาร์ ทำให้บรรยากาศดูเงียบสงบอย่างแปลกประหลาด
ศพถูกพบในจุดที่แสงแดดส่องถึง เท้าข้างหนึ่งอยู่ติดกับเคาน์เตอร์บาร์ หัวจมอยู่ในแสงแดด รอยช้ำจากการตายมองเห็นได้ชัดเจน ตรงหน้าอกมีเลือดซึมออกมา บนพื้นก็มีแอ่งเลือดกองอยู่
เจียงหยวนสวมถุงมือ ใช้แผ่นไม้ปูทางเดินจนถึงศพ ก่อนจะคุกเข่าลงตรวจบาดแผลที่หน้าอก
“บาดแผลกว้างราวสามถึงสี่เซนติเมตร แทงทะลุหัวใจ เสียชีวิตในทันที” เจียงหยวนดูเพียงครู่เดียวก็ยืนยันได้ทันทีว่านี่คือบาดแผลทำให้ถึงแก่ชีวิต
เพียงแต่ วิธีลงมือที่สะอาด เฉียบขาดขนาดนี้ ทำให้เขารู้สึกแปลกใจไม่น้อย
----------
(จบบทที่ 371)