- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 366: ทิศทางการสืบสวน
บทที่ 366: ทิศทางการสืบสวน
บทที่ 366: ทิศทางการสืบสวน
เจียงหยวน มู่จื้อหยาง และหลิวจิ่งฮุ่ย เดินฝ่าแดดร้อนออกจากประตูบ้านของหม่าจงหลี่พร้อมกัน
พวกเขามาถึงตั้งแต่ช่วงบ่าย เมื่อกินข้าวเย็นเสร็จก็ไปชันสูตรศพ ตรวจตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ก็เกือบจะบ่ายอีกแล้ว เท่ากับทำงานต่อเนื่องกันเกือบค่อนวัน ทุกคนต่างก็รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย แต่จิตใจยังคงฮึกเหิม
เมื่อมาถึงข้างรถ มู่จื้อหยางจึงถามขึ้นว่า
“ต่อไปเราจะไปไหนกันดี?”
“การสืบสวนควรถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว” เจียงหยวนหันไปมองหลิวจิ่งฮุ่ย ยังไงอีกฝ่ายก็เป็นสารวัตรอาวุโสจากกรมตำรวจมณฑล สมควรให้ความเคารพ
หลิวจิ่งฮุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า
“ฉันก็คิดว่าได้เบาะแสเพียงพอแล้ว ผู้ต้องสงสัยคงไม่โผล่ออกมาให้จับทันที ต่อจากนี้ก็เป็นงานค้นหาและคัดกรอง เราไปที่กองสืบสวนเมืองฉือหยง ไปคุยกับคนที่นั่นหน่อย?”
“งั้นคนอื่นพักก่อนก็แล้วกัน” เจียงหยวนพาทีมออกมาหลายคนเพื่อความสะดวกในการสืบสวน ซึ่งตอนนี้ก็ไม่จำเป็นแล้ว
หลิวจิ่งฮุ่ยก็ไม่ติดใจอะไร เพียงกล่าวว่า
“ให้มู่จื้อหยางตามไปละกัน จะได้ช่วยวิ่งงาน”
“ได้เลยครับ!” มู่จื้อหยางตอบรับอย่างกระตือรือร้นเต็มที่ ตอนนี้คดีมีเค้าลางแล้ว ถ้าไม่แสดงความขยัน กลัวว่าหลังจากนี้จะไม่มีชื่อในรายงานหรือไง?
--
ตอนที่เจียงหยวนและคณะมาถึงกองสืบสวนเมืองฉือหยง การประชุมภายในกำลังดำเนินอยู่ ผู้ตรวจการหลิวเอ่ยกับหัวหน้าหน่วยสืบสวน แล้วก็รีบออกมาต้อนรับ พร้อมพาหยวนเปิ่นมาด้วย
หลังจากจับมือกันอย่างเป็นมิตร ผู้ตรวจการหลิวก็ยิ้มแย้มถามว่า
“ได้ยินว่ามีเบาะแสใหม่อีกแล้วหรือ?”
“ใช่ครับ เรามีข้อสันนิษฐานเล็กน้อย” เจียงหยวนตอบ ทั้งเรื่องตู้เซฟและวิธีเปิดตู้เซฟล้วนเป็นการคาดเดา จึงควรเรียกว่าสมมติฐาน
ผู้ตรวจการหลิวแสดงท่าทางดีใจ ยิ้มตอบว่า
“ต้องเล่าให้ผมฟังหน่อยแล้ว”
หลิวจิ่งฮุ่ย ซึ่งมักออกภาคสนามไปเป็นที่ปรึกษาให้เขตต่างๆ อยู่เป็นประจำ ก็พูดสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า
“เราพบร่องรอยบางอย่างคล้ายตู้เซฟขนาดเล็กที่บ้านเกิดเหตุ ขนาดกว้างยาวก็ใกล้เคียงกัน สอบถามญาติฝ่ายหญิงและเพื่อนสนิทก็ยืนยันว่าเธอมีตู้เซฟเล็กจริง และตอนนี้ตู้เซฟหายไป เราจึงสงสัยว่าคนร้ายเป็นผู้ขโมยไป”
ผู้ตรวจการหลิวพยักหน้า แนวคิดนี้ยังคงอยู่ในกรอบ “ปล้นทรัพย์” ซึ่งเขาเองก็เริ่มลังเลอยู่เล็กน้อย
ในห้องประชุมเมื่อครู่ แนวคิดของสารวัตรเหล่าเฟิงก็น่าสนใจไม่แพ้กัน หลายปีที่ผ่านมา คดีฆ่ายกครัวจำนวนมากมีสาเหตุมาจากปัญหาภายในครอบครัว มีทั้งพ่อฆ่าลูกและลูกสะใภ้, ลูกฆ่าพ่อและแม่เลี้ยง, ลูกเขยฆ่าพ่อตา…
ซึ่งโดยรวม แม้เรื่องเงินจะเกี่ยวข้องเสมอ แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุหลัก
แน่นอนว่า สรุปแค่นี้ยังไม่พอจะฟันธงว่าคดีล้างครัว “มีแต่ญาติเท่านั้นที่ทำได้” แต่ก็เพียงพอจะบอกได้ว่า คดีที่เกิดจากการปล้นทรัพย์จนฆ่าล้างครัวนั้นเกิดน้อยมาก
ในต่างประเทศอาจจะพบได้มากกว่า แต่ในประเทศเราตอนนี้ แทบไม่เคยได้ยิน
#
ผู้ตรวจการหลิวคิดในใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดตรงๆ จึงได้แต่ยิ้มตอบว่า
“แนวทางของผู้กำกับหลิวน่าสนใจมาก...”
“พวกคุณมีแนวทางสืบสวนที่แตกต่างหรือ?” หลิวจิ่งฮุ่ยเป็นตำรวจภาคสนามที่มีประสบการณ์ยาวนาน ย่อมสังเกตได้ทันทีว่าผู้ตรวจการหลิวมีท่าทีเปลี่ยนไป
ตำรวจเวลาสอบสวนผู้ต้องสงสัยนั้นหลอกล่อสารพัด แต่ในชีวิตจริงกลับขี้เกียจจะเล่นจิตวิทยาแบบนั้น
เมื่อโดนจับได้ ผู้ตรวจการหลิวก็ได้แต่ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน
“เอ่อ…เรากำลังพิจารณาแนวทางว่า คนร้ายน่าจะมีแรงจูงใจส่วนตัว เป็นเรื่องของอารมณ์ เลยลงมือรุนแรง”
“ไอ้ความคิดอัจฉริยะนี่ ใครเสนอขึ้นมา?” หลิวจิ่งฮุ่ยถามตรงๆ
ผู้ตรวจการหลิวยิ้มแห้ง
“ก็คุยกันแบบเปิดๆ นั่นแหละ เพียงแค่การวิเคราะห์จากคดีฆ่ายกครัวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา…”
“หวังว่าจะไม่ใช่ความคิดจากระดับหัวหน้าก็แล้วกัน” หลิวจิ่งฮุยขัดจังหวะคำพูดของผู้ตรวจการหลิวทันที แล้วเสริมว่า คดีฆ่ายกครัวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ล้วนลงมือโดยคนๆ เดียวทั้งนั้น แต่กรณีนี้มีถึงสามคนร่วมลงมือ มันเทียบกันไม่ได้”
ผู้ตรวจการหลิวถึงกับอึ้ง จริงๆ เขาไม่เคยวิเคราะห์ลึกถึงขนาดนั้น แต่พอได้ยินแบบนี้ ก็เริ่มลังเลขึ้นมา
ใช่แล้ว การกระทำของคนเดียวกับกลุ่มคนมันไม่เหมือนกัน คนเดียวอาจเกิดจากอารมณ์ แต่ถ้ามีสามคนร่วมมือ มันต้องมีแรงจูงใจมากพอ และครอบครัวของหม่าจงหลี่นี่ไปสร้างความเกลียดชังให้คนขนาดนั้นเชียวหรือ?
การฆ่าคนไม่ใช่เรื่องเล็ก และคดีฆ่ายกครัวก็หมายถึงโทษประหารชีวิตทันที ใครจะกล้าตัดสินใจแบบง่ายๆ?
ถ้าเป็นการปล้นทรัพย์ อาจเกิดการต่อสู้จนบานปลายถึงตาย แต่ถ้าเป้าหมายคือการฆ่าคนตั้งแต่แรก มันไม่มีคำว่า “พลั้งมือ” เหตุผลก็เลยฟังไม่ขึ้น
“อีกอย่างนะ ถ้าตั้งใจฆ่าคน แล้วเป็นญาติด้วยล่ะก็ ไม่มีทางมารื้อค้นบ้าน แล้วเอาตู้เซฟกลับไปหรอก มันเสียเวลาเกินไป และไม่จำเป็นด้วย ใช่ไหมครับ?” หลิวจิ่งฮุ่ยพูดไม่มาก แต่ผู้ตรวจการหลิวเข้าใจทันที
ถ้าญาติเป็นคนลงมือ แล้วกลับมารื้อค้นเอาของ มันไม่เข้ากับอารมณ์เลย เหมือนพ่อฆ่าลูกทั้งครอบครัว แล้วมารื้อบ้านหาทรัพย์สิน ยกเว้นในบ้านมีคัมภีร์วรยุทธ์หรือสมบัติล้ำค่า
ผู้ตรวจการหลิวเก็บรอยยิ้ม กลับมาเป็นทางการอีกครั้ง
“แล้วผู้กำกับหลิวมีความเห็นว่า เราควรตามรอยตู้เซฟนี้ต่อไปใช่ไหม?”
“ก็ประมาณนั้น แต่ประเด็นคือ คนร้ายเปิดตู้เซฟยังไงต่างหาก” หลิวจิ่งฮุ่ยเล่าการพูดคุยก่อนหน้านี้กับเจียงหยวน ผู้ตรวจการหลิวฟังแล้วก็พยักหน้าไม่หยุด
“แนวทางนี้น่าสนใจจริงๆ” ผู้ตรวจการหลิวยอมรับ
“งั้นผมจะไปรายงานหัวหน้าหน่วยก่อน...”
“พวกเราขอตัวกลับก่อน” หลิวจิ่งฮุ่ยไม่ได้อยากปะทะกับใคร เพียงแค่เตือนอีกเล็กน้อย “ไม่รู้ว่านโยบายของฉือหยงเป็นยังไง ถ้าถังแก๊สมีการลงทะเบียน ก็น่าจะตรวจสอบง่ายขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไร การคัดกรองต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้น... แม้จะพบเบาะแส คนร้ายก็อาจจะหนีไปแล้ว”
ผู้ตรวจการหลิวพยักหน้าหงึกๆ หลิวจิ่งฮุยดึงเจียงหยวน แล้วหันหลังเดินไปทันที
--
ผู้ตรวจการหลิวกลับเข้าไปในห้องประชุม เล่าทุกอย่างที่พูดคุยเมื่อครู่ให้กับทุกคนฟัง ในห้องประชุมที่กำลังอภิปรายแนวคิดของเหล่าเฟิงอยู่ ทุกคนก็เงียบลงในทันที
หัวหน้ากองลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำว่า
“อืม...ก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน...”
คนอื่นๆ ในห้องประชุมไม่มีใครคัดค้านในทันที เพราะการคาดเดาทิศทางการสืบสวนมันง่าย แต่การยึดแนวทางหนึ่งไปจนสุดทางนั้น ต้องอาศัยความมั่นใจสูงมาก
อีกไม่นาน ตำรวจสืบสวนเมืองฉือหยงก็ระดมกำลังลงพื้นที่ โดยแบ่งตามเขต ออกสอบถามผู้ที่ใช้หรือซื้อเครื่องตัดแก๊สในช่วงนี้
นี่คืองานที่ต้องใช้ความละเอียด และเป็นงานที่ต้องใช้สรรพกำลังของเจ้าหน้าที่
แม้จะมีตำรวจหลายร้อยคนกระจายกำลังลงพื้นที่ ใช้เวลาร่วมวันครึ่ง วิ่งกันแทบทั่วทั้งเมืองฉือหยง ผลลัพธ์กลับไม่น่าพอใจ
“ดูเหมือน แนวทางนี้ก็คงไปไม่รอด”
หัวหน้ากองเชิญเจียงหยวนและหลิวจิ่งฮุ่ยเข้าร่วมการประชุม แจ้งผลการสอบสวนให้ทราบ
สำหรับเจียงหย่วนแล้ว มันให้ความรู้สึกเหมือน “ก็เพราะโจรมันเจ้าเล่ห์เกินไปน่ะสิ”
ทุกคนจึงกลับเข้าสู่การถกเถียงเรื่องทิศทางการสืบสวนอีกครั้ง
เจียงหยวนหลับตา นึกทบทวนรายละเอียดทั้งหมดของคดี...
พูดตามตรง ความยากของคดีนี้ ไม่ใช่การหาข้อมูล แต่กลับมีข้อมูลล้นเกิน ประเด็นสำคัญคือจะลดขอบเขตให้แคบลงอย่างไร เพื่อหาตัวคนร้ายให้พบ
“ผมเสนอให้ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่รอบๆ เมืองฉือหยงต่อไป” คราวนี้เจียงหยวนไม่รอให้มีมติจากที่ประชุม แต่ยืนยันเจตนาทันที
หัวหน้ากองลังเล
“ขอบเขตมันกว้างมากนะ...”
“ผมเข้าใจครับ” เสียงเจียงหยวนชัดถ้อยชัดคำ
เขาเองก็เข้าใจดีว่าหัวหน้ากองต้องรับแรงกดดันขนาดไหน แต่การคลี่คลายคดี มันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว
คดีฆ่ายกครัว ไม่เคยมีคดีไหนที่จับคนร้ายได้อย่างสบายๆ หรอก
----------
(จบบทที่ 366)