- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 251: ใบเลื่อย
บทที่ 251: ใบเลื่อย
บทที่ 251: ใบเลื่อย
แม้จะยืนยันผู้เสียชีวิตได้แค่เพียงหนึ่งคน หรือพูดให้ชัดคือ “สามารถยืนยันได้แล้วสักหนึ่งราย” ก็ทำให้ทุกคนตื่นเต้นขึ้นมามาก
ในหลายกลุ่มแชต คนเริ่มพูดคุยกันมากขึ้นอย่างชัดเจน
ในกลุ่ม “เหรียญเทา” ที่เจียงหยวนถูกดึงเข้าไป ก็เริ่มมีคนคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา:
#หลี่รุ่ย หน่วยตรวจร่องรอย:
【รู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่างแล้ว ยืนยันได้แล้วว่าศพเป็นใคร ก็สามารถตามหาพฤติกรรมในวันที่หายตัวไปได้แล้ว】
#จางหมิงหยวน หน่วยตรวจสถานที่เกิดเหตุ:
【อย่ามองโลกในแง่ดีเกินไป หายตัวไปตั้ง 3 ปีกับอีก 4 เดือน มีแค่คนในบ้านเท่านั้นแหละที่อาจจะยังจำอะไรได้บ้าง ถ้าไปถามคนรอบตัว น่าจะไม่มีใครจำได้แล้ว】
#ฟู่เฉวียนเสียน หน่วยวิเคราะห์ภาพ:
【ตอนหายตัวไปไม่ได้รีบหาตัวเหรอ? คนทั่วไป ถ้าคนใกล้ตัวหายไปแล้วโดนสอบถามด้วย ก็น่าจะจำได้แม่นเลยนะ】
#จางหมิงหยวน:
【ตอนนั้นพ่อแม่ของเหยื่อไม่อยู่ ไปทำงานที่ชนบท ผู้เสียชีวิตไม่ได้ทำงาน เป็นพวกอยู่บ้าน ตอนนี้เรียกว่า ‘แรงงานอิสระ’ ก็ไม่มีเพื่อนร่วมงานด้วย ผ่านไปสี่วันพ่อแม่โทรหากี่ทีก็ไม่ติด ถึงได้แจ้งตำรวจ】
#หมอนิติเวช หนิวลี่หวง:
【เป็นโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม กระดูกสันหลังทับเส้นประสาท โรคจากการนั่งโต๊ะทำงานทั้งนั้น แต่กลับไม่มีงานทำเหรอ?】
#จางหมิงหยวน:
【น่าจะเล่นเกมจนเป็นน่ะ】
#หมอนิติเวช หนิวลี่หวง:
【เวร! หมอนิติเวชทำงานต่อไม่ไหวแล้ว แบบนี้จะวิเคราะห์สภาพการใช้ชีวิตกับอาชีพได้ยังไง】
#จางหมิงหยวน:
【ยังดีที่เจอเครื่องประดับของผู้เสียชีวิต เจียงหยวนก็ยังเก่ง ไม่งั้นจะหาเจอหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย】
#ฟู่เฉวียนเสียน:
【แล้วตอนนี้มีเบาะแสของมอเตอร์ไซค์มั้ย? หรือว่าหลุดหมดแล้ว?】
#จางหมิงหยวน:
【ยังหาอยู่ แต่ก็ไม่สามารถจำกัดวงแค่ในเขตที่เหยื่อเคยใช้ชีวิต เพราะเขตที่ว่าแคบมาก】
จากที่คุยกันในแง่บวก ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นท้อแท้ และเงียบไปในที่สุด
เจียงหยวนอ่านข้อความเหล่านี้พลางขมวดคิ้ว เขาเองก็เคยคาดเดาเกี่ยวกับอาชีพของเหยื่อ แต่ไม่มีแนวทางที่มั่นใจนัก
ตอนแรกเขาคิดว่าเหยื่อเป็นพนักงานออฟฟิศหรือข้าราชการ อย่างน้อยก็คนที่ทำงานนั่งโต๊ะ ไม่คิดเลยว่าเด็กสาววัยยี่สิบกว่าที่เล่นเกมอย่างจริงจัง จะสามารถมีโรคแบบนี้ได้
เขาเก็บโทรศัพท์ลง ถอนหายใจในใจ แล้วกลับมาเริ่มตรวจศพอีกครั้ง จากความคิดเดิม เขามองว่า หากหาแหล่งที่มาของศพหรือที่เกิดเหตุได้ โอกาสจะหาตัวคนร้ายก็จะสูงมาก
สำหรับคดีฆาตกรรมสะสมที่ไม่ได้คลี่คลาย ปัจจุบันก็มีหลักฐานไม่น้อยแล้ว แต่ถ้าหาไม่เจอก็คือหาไม่เจอ โดยเฉพาะช่วงที่ได้เจอครอบครัวของผู้เสียชีวิต หากได้เบาะแสใหม่ก็อาจตามตัวคนร้ายได้เลย แต่ถ้าไม่มี ก็เท่ากับว่าคุณค่าของเบาะแสนี้ลดลงทันที
ทีมสืบสวนยังคงเร่งค้นหาที่ท้องถิ่น ตรวจสอบมอเตอร์ไซค์ สถานการณ์ของเหยื่อในช่วงหายตัว รวมถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว หวังว่าจะเจอเบาะแส
แต่จากมุมมองของเจียงหยวน หลักฐานที่ดีที่สุดก็คือตัวศพ
“ราชาแห่งหลักฐาน” แสดงให้เห็นถึงข้อมูลมากมายที่ศพสามารถบอกได้ เพียงแต่วิธีการหามามันยากมาก
เมื่อเทียบกับสามศพแรก ศพที่สี่ดูเหมือนจะมีเรื่องราวมากกว่าที่อยากจะบอก...เจียงหยวนรู้สึกแบบนั้น
ถ้าจะให้เขาอธิบาย เขาคงบอกว่า ศพที่สี่ดูยุ่งเหยิงกว่า ถูกจัดการอย่างลวก ๆ
คำนวณจากระยะเวลา ศพนี้น่าจะเสียชีวิตมานานกว่าเพื่อน เจียงหยวนประเมินว่าอย่างน้อย 4 ปี
หมายความว่า เหยื่อรายนี้ เป็นหนึ่งในเหยื่อยุคแรกของฆาตกร
จัดการไม่เรียบร้อย?
หรือระหว่างจัดการเกิดเหตุไม่คาดฝัน?
เจียงหยวนคิดด้วยความคาดหวัง แล้วลงมือหาหลักฐานอย่างละเอียด...
ความผิดพลาดระหว่างการแยกชิ้นส่วนศพก็ถือเป็นเรื่องปกติ อย่างฆ่าหมูช่วงตรุษจีนในชนบท แม้แต่คนที่ฆ่าหมูมาทั้งชีวิตก็ไม่กล้ารับรองว่าไม่มีพลาด
ยิ่งฆาตกรที่มีความกดดันทางจิตใจสูง พื้นที่ทำงานก็ไม่ได้สบายนัก สายตาก็มีจำกัด เกิดความผิดพลาดได้ง่าย รวมถึงมีคนร้ายบางคนพยายามใส่ถุงมือยางด้วยซ้ำ แต่กลับผิดพลาดทำถุงมือทั้งถุงหลุดไปกับศพก็มี
สามศพแรก เจียงหยวนไม่เจอหลักฐานสำคัญ แต่สำหรับศพที่สี่ เขาหวังว่าจะได้อะไรสักอย่าง เขาไม่ได้ไล่ตรวจตามลำดับ แต่ทำตามความรู้สึก หยิบกระดูกชิ้นใหญ่มาตรวจดูก่อน...
ผ่านไปชั่วโมงกว่า ระหว่างนั้นมีหมอนิติเวชคนอื่นเข้ามาดูด้วย แต่หมอ แต่ละคนก็มีมุมมองต่างกัน เจียงหยวนดูอย่างเงียบ ๆ จนถึงกระดูกปลายแขนและต้นแขน จึงหยุด
สิ่งที่ดึงดูดเขาคือ “หน้าตัด” ของกระดูก
การใช้เลื่อยตัดกระดูกไม่ใช่เรื่องแปลก ฆาตกรที่แยกชิ้นศพมักใช้เลื่อย เช่นเดียวกับ “หวังกั๋วซาน” ในคดีฆ่าชำแหล่ะและทิ้งศพในอ่างเก็บน้ำ ก็ใช้เลื่อย
เมื่อเทียบกับคนที่ใช้ขวานหรือมีด เลื่อยใช้แรงน้อยกว่า และสามารถแยกศพได้หลายชิ้น ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นก็มีน้ำหนักน้อยลง
เจียงหยวนเคยเห็นศพที่ถูกแยกด้วยเลื่อยมาเยอะ แต่สำหรับศพหมายเลขสี่ หน้าตัดของกระดูกดูแตกต่างออกไป
ต่างยังไง?
เขานำกระดูกหน้าอกและกระดูกซี่โครงมาเปรียบเทียบกับกระดูกต้นแขนและปลายแขน แล้วก็เห็นชัดเจนว่า กลุ่มแรกหน้าตัดเรียบและเนียนกว่า ส่วนกลุ่มหลังมีรอยขูดขีดหนัก และมี “รอยเลื่อยกระโดด” ชัดเจน
นอกจากนี้ กระดูกต้นแขนและปลายแขนยังมีรอยขั้นบันไดห่างจากหน้าตัด 4 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ส่วนกระดูกหน้าอกกับซี่โครงกลับเรียบกว่า
สิ่งเหล่านี้บอกอย่างหนึ่งว่า...ฆาตกร “เปลี่ยนเลื่อย”
ไม่ว่าเขาจะเลื่อยหน้าอกก่อน หรือแขนก่อน เขาก็เปลี่ยนเลื่อยระหว่างทาง
อาจเป็นเพราะเลื่อยพัง หรือใบเลื่อยพัง หรือเขารู้สึกว่าเลื่อยอันเดิมใช้ไม่ดี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด สรุปคือระหว่างแยกศพ ฆาตกรได้เปลี่ยนเลื่อย หรืออย่างน้อยก็ใบเลื่อย
ไม่ว่าจะเปลี่ยนเลื่อยหรือใบเลื่อย ก็บ่งบอกถึงข้อสรุปหนึ่งว่า...ฆาตกรลงมือแยกศพใน “สถานที่ประจำ”
เหตุผลที่สรุปแบบนี้ ก็เพราะเขาใช้เลื่อยกำลังสูง น่าจะเป็น “เลื่อยยนต์”
เลื่อยยนต์ตัวใหญ่และหนัก ประมาณสิบกิโล ส่วนใบเลื่อยคือโซ่แบบจักรยาน หนักหลายกิโล เจียงหยวนเชื่อว่าฆาตกรทั่วไปคงไม่พกเลื่อยยนต์สองตัว หรือพกใบเลื่อยสำรองไปด้วย
ถ้าเขากลัวใบเลื่อยขาดจริง ๆ เขาน่าจะเตรียมตัวดีกว่านี้ อย่างเช่นเปลี่ยนโซ่ล่วงหน้า อุปกรณ์พวกนี้ใช้เลื่อยไม้เป็นร้อยครั้งยังแค่ลับคมใช้ใหม่ได้ ไม่ได้ขาดง่าย ถ้าซื้อมาจากในเน็ต เลื่อยครบสองศพอาจยังขอคืนสอนค้าได้เลย
เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนเลื่อยหรือใบเลื่อย บนศพหมายเลขสี่ อธิบายได้ดีที่สุดว่า ฆาตกรแยกศพใน “พื้นที่ของตัวเอง” แบบนี้แหละ ถึงได้เปลี่ยนเลื่อยได้สะดวก
และการเปลี่ยนเลื่อยนี้ ก็ล้มล้างสมมุติฐานอีกอย่าง คือ ฆาตกรพกเลื่อยไปก่อเหตุไกลจากที่อยู่อาศัย
พูดอีกแบบ คือ ฆาตกรอาศัยหรือทำงาน “ใกล้กับที่เกิดเหตุ”
ซึ่งก็คือใกล้กับที่อยู่ของเหยื่อหมายเลขสาม “เฟิงเสี่ยวเยี่ยน”!
พอคิดได้ เจียงหยวนก็โทรหาหวงเฉียงหมินทันที
ฝั่งโน้นก็ยังไม่หลับ ฟังการวิเคราะห์ของเจียงหยวนด้วยความคาดหวัง แต่สุดท้ายกลับเงียบไป
“มีอะไรผิดพลาดรึเปล่าครับ?”
เจียงหยวนรู้สึกไม่ดี
“พวกเราปูพรมตรวจมอเตอร์ไซค์ใน ‘เมืองฟางจิน’ ไปหมดแล้ว ยังไม่เจอผู้ต้องสงสัยเลย”
หวงเฉียงหมินถอนใจ
เจียงหยวนแปลกใจ
“ปูพรมตรวจเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? แล้ว…รอบนอกเมืองฟางจินล่ะครับ? หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เฟิงเสี่ยวเยี่ยน?”
“ก็มีความเป็นไปได้ แต่แถบนี้ใช้มอเตอร์ไซค์ไม่เยอะเหมือนเมืองจื่อเฟิง”
หวงเฉียงหมินหยุดคิด แล้วเสริมว่า
“อาจจะมาจากหมู่บ้านอื่นที่ไกล ๆ ออกไปสัก 20–30 กิโลก็ได้?”
“ไกลไปหน่อยไหมครับ แถมบนมอเตอร์ไซค์ขนเลื่อยยนต์ได้ก็น่าจะหนักพอแล้ว ถ้าขนสองอันหรือขนโซ่สำรองอีก มันเหนื่อยเกินไปไหมครับ”
“ก็จริง…”
หวงเฉียงหมินเงียบไปครู่หนึ่ง
“เฟิงเสี่ยวเยี่ยนอาจจะเคยเคลื่อนที่ได้ แต่ให้เธอเดินทางลำพังตั้งหลายสิบกิโลก็ดูไม่น่าใช่”
พูดเองก็ดูเหมือนจะปฏิเสธเอง
“ถ้าแบบนี้ โอกาสที่ฆาตกรอยู่ในเมืองฟางจิน หรือใกล้เคียงก็สูงมาก แค่เสียดายที่ศพอื่นยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ไม่งั้น…”
หวงเฉียงหมินถอนหายใจอีกครั้ง
“เรื่องเครื่องมือชำแหล่ะศพ เราก็คอยสังเกตมาตลอด ยังไม่พบอะไรเลย”
“เอ่อ แต่สิ่งที่นายตรวจพบก็มีค่ามาก ฉันจะรายงานหัวหน้าสวีทราบอีกที เราต้องเพิ่มการตรวจสอบในพื้นที่นี้”
เจียงหยวนตอบตกลง ก่อนวางสายอย่างอ่อนล้า
จะว่าไปการค้นหาก็แคบลงแล้ว แต่ถ้ารัศมีสิบกิโล หรือสิบห้ากิโล ก็ยังไม่ใช่พื้นที่เล็ก ๆ ถ้ามีเวลาเยอะก็ตรวจไปทีละจุด โอกาสจะเจอก็สูง
แต่การตรวจสอบแบบนี้ “กินเวลามากที่สุด”
----------
(จบบทที่ 251)