- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 153: ปิดล้อมพื้นที่เกิดเหตุ
บทที่ 153: ปิดล้อมพื้นที่เกิดเหตุ
บทที่ 153: ปิดล้อมพื้นที่เกิดเหตุ
หวงเฉียงหมินไม่ไปไหนอีกแล้ว เขาติดตามเจียงหยวนอยู่ตลอด ตรวจหาหลักฐานขนาดจิ๋วในที่เกิดเหตุที่พบศพ แล้วปีนขึ้นไปชั้นบนเพื่อเก็บหลักฐานจิ๋วที่จุดตกจากที่สูง
เขาไม่ลงมือช่วย ไม่พูดอะไร เพียงแค่เฝ้าดูเจียงหยวนทำงาน
อู๋จวินและตำรวจสืบสวนรุ่นเก๋าคนอื่นๆ เห็นท่าทีของหวงเฉียงหมิน ก็เริ่มรู้สึกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ
หวงเฉียงหมินจัดว่าเป็นตำรวจสืบสวนที่ยังมีอุดมการณ์อยู่
แม้ว่า “อุดมการณ์” อาจฟังดูเกินจริงไปหน่อยสำหรับชายวัยกลางคนสี่ถึงห้าสิบปี แต่ในแวดวงตำรวจ คำนี้บางครั้งก็ยังใช้ได้ผล
หากไม่มีอุดมการณ์เลย ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยสืบสวนอาชญากรรมคงกลายเป็นตำแหน่งที่ทรมานมาก...ทั้งทางกายและทางใจ
ในสถานการณ์ตอนนี้ เมื่อได้รับวิดีโอจากมือถือแล้ว หวงเฉียงหมินสามารถปิดคดีนี้ด้วยการสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตายได้เลย
เพราะนี่ไม่ใช่แค่ “น่าสงสัยว่าเป็นการฆ่าตัวตาย” แต่มีหลักฐานชัดเจนว่านี่คือการฆ่าตัวตาย
หากภายหลังมีหลักฐานใหม่ว่าเป็นการฆาตกรรม ค่อยเปิดคดีใหม่ก็ยังได้ ตามหลักกฎหมายก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไร
ถ้าไม่มีอุดมการณ์ และมองแค่ผลได้ผลเสียทางโลก การสรุปคดีให้จบไปเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดด้วย
เพราะหากไม่ใช่การฆ่าตัวตาย คดีก็จะกลายเป็นคดีอาชญากรรมระดับสูง หรือไม่ก็ฆาตกรดวงดี เหยื่อดวงซวย ไม่ว่าจะกรณีไหน ก็ล้วนสืบหาตัวคนร้ายได้ยากทั้งนั้น
ถ้าสืบไม่ได้ คดีเก่าทั้งหลายที่ปิดได้ในปีนี้ รวมถึงงานที่ช่วยเขตข้างเคียง ก็เหมือนทำไปแบบเปล่าประโยชน์
คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหากปิดไม่ได้ คะแนน 300 คะแนนก็จะถูกหักหมด อย่างนี้ถ้าจะให้ประเมินว่า ‘ผ่าน’ ก็ยังยากเลย
แต่หวงเฉียงหมินมีอุดมการณ์ของตัวเอง เขาไม่ยอมให้ตัวเองทำแบบนั้นแน่!
ดังนั้นในสายตาตำรวจรุ่นเก๋าหลายคน เขาก็ดูเหมือนคนหัวร้อนที่กำลังรอให้เจียงหยวนหาเบาะแส
“หัวหน้าหวง พวกเรากลับไปรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ก่อนดีไหมครับ?”
ตำรวจคนหนึ่งเข้ามาเสนอ
คดีฆาตกรรมเป็นเรื่องซีเรียส จะเปิดคดีหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่หัวหน้าหน่วยตัดสินใจคนเดียว
ถ้าหวงเฉียงหมินยังไม่ตัดสินใจอีก ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการที่ดูแลสายงานสืบสวนคงต้องลงมาเอง
แม้การตกจากที่สูงจะถือเป็นการเสียชีวิตผิดธรรมชาติโดยปริยาย แต่ถ้าสถานการณ์ซับซ้อน ผู้บริหารระดับสูงก็ต้องลงพื้นที่ด้วย
ถึงตอนนั้น หวงเฉียงหมินก็ต้องตัดสินใจและรายงานให้ผู้อำนวยการทราบ
หวงเฉียงหมินเข้าใจสิ่งที่คนใต้บังคับบัญชาต้องการสื่อ แต่เขามองเจียงหยวนแล้วสั่งว่า
“พวกนายไปตึกฝั่งตรงข้ามต่อ วิ่งให้ทั่วทุกสำนักงาน ถ้ามีพื้นที่พักผ่อนสาธารณะ ก็เอาภาพกล้องวงจรปิดมาทั้งหมด ตึกหวังเหอฝั่งนี้ก็เหมือนกัน สำนักงานชั้นบนต้องตรวจให้หมด”
เขายังยืนยันจะดำเนินคดีนี้ในฐานะคดีฆาตกรรม
ตำรวจที่ได้ยินก็ไม่พูดมาก ต่างแยกย้ายไปทำงาน ยังไงซะ ถ้าโลกถล่มก็ยังมีคนตัวสูงรับไว้ก่อน
หวงเฉียงหมินหยิบมือถือออกมา ส่งข้อความหลายฉบับ จากนั้นก็เดินตามเจียงหยวนต่อ
ท้ายที่สุด...เขาก็ยังเชื่อมั่นในตัวเจียงหยวน
หากวัดกันที่จำนวนคดีฆาตกรรมเก่าที่ปิดได้ เจียงหยวนคนเดียวสามารถปิดคดีได้มากกว่าตำรวจทั้งทีมรวมกันเสียอีก
ถ้านับเฉพาะช่วง 5 ปีหลัง คดีที่เจียงหยวนคลี่คลายได้ ยังมีมากกว่าทั้งกองสืบสวนของเขตหนิงไท่คลี่คลายได้ซะอีก
ถึงคนอื่นจะยังลังเลเพราะอายุหรือประสบการณ์ แต่หวงเฉียงหมินเห็นทุกอย่างกับตา
เขาผ่านยุคทองของ DNA ในปี 2003 มาแล้ว
ตอนนั้นหน่วยงานกลางเพิ่งเริ่มผลักดันการใช้ DNA ทำให้ตำรวจบางแห่งสามารถปิดคดีฆาตกรรมเก่าได้สัปดาห์ละคดี คดีข่มขืนยิ่งชัดเจน ยิ่งปิดได้ทุกวัน
มีคนร้ายข่มขืนต่อเนื่องถูกจับได้เพียบ
เทคโนโลยีใหม่ในช่วงแรกที่ระเบิดขึ้น มักจะมีพลังมากพอให้ใครต่อใครต้องตะลึง ต้องเชื่อในผลของมัน
สำหรับหวงเฉียงหมินแล้ว ความสามารถทางเทคนิคของเจียงหยวนถือว่า “ระเบิดได้” ในระดับเขตหนิงไท่
ถ้าคดีนี้เป็นการฆ่าตัวตายก็โชคดีไป แต่ถ้าเป็นอาชญากรรมที่วางแผนมาอย่างดี...เขาเชื่อว่าเจียงหยวนเอาอยู่
“หัวหน้าหวง ผู้อำนวยการมาแล้วครับ”
ตำรวจคนหนึ่งเข้ามารายงาน
หวงเฉียงหมินหันกลับไปมองเจียงหยวน เห็นเขายังตั้งใจตรวจพื้นที่อย่างไม่วอกแวก ก็เดินไปต้อนรับ
พอไปถึง ผู้อำนวยการกวนซีและรองผู้อำนวยการที่ดูแลฝ่ายสืบสวนก็มาถึงพอดี
“สถานการณ์เป็นไง?”
กวนซีถามทันที
“ชายอายุ 27 ปี ชื่อหลี่เจียงซู ตกจากที่สูงเสียชีวิต จากข้อมูลที่มีตอนนี้ เขาทำงานที่บริษัทท่องเที่ยวในตึกหวังเหอ เป็นพนักงานบริษัทเอกชน…”
หวงเฉียงหมินรายงานอย่างรวบรัด
“วิธีเสียชีวิตแน่ชัดหรือยัง?”
กวนซีถามต่อ
“ยังไม่แน่ครับ”
หวงเฉียงหมินตอบ
“มีวิดีโอแสดงว่าหลี่เจียงซูกระโดดลงมาจากหน้าต่างชั้นบนคนเดียว แต่เราคิดว่ายังมีข้อสงสัย”
“ข้อสงสัยอะไร?”
กวนซีถามทันควัน
หวงเฉียงหมินนิ่งไปสองวินาที แล้วตอบว่า
“ผมก็รอรายงานอยู่ครับ”
“อืม…”
กวนซีมีแหล่งข่าวของตัวเองอยู่แล้ว พอเห็นหวงเฉียงหมินไม่พูดอะไรก็ยิ้มบางๆ
“เจียงหยวนเป็นคนเสนอสินะ”
“ใช่ครับ”
“ดูคุณเชื่อเขามากนะ”
“ก็ต้องเชื่อครับ”
หวงเฉียงหมินยิ้มเจื่อน
กวนซีชะงักไปชั่วครู่ แล้วก็หัวเราะออกมา เขาเองก็เป็นผู้บริหาร จึงเข้าใจท่าทีของหวงเฉียงหมินได้ดี
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ
หวงเฉียงหมินเหมือนครูสอนภาษาไทยที่ต้องคุมสอบคณิต แล้วเด็กหัวกะทิของห้องดันยกมือบอกว่า ข้อ 3 ในข้อสอบมีปัญหา ตัวเลือก ABCD ไม่มีคำตอบถูกเลย
แม้มันจะมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก แต่คุณจะไม่รายงานเลยเหรอ?
คุณเองก็ตอบไม่ถูก แบบนี้ก็ต้องรอฟังจากเด็กเก่งนั่นแหละ หรือจากระดับบนที่รู้ดีกว่า
“งั้นก็ทำตามคดีฆาตกรรมไปก่อน”
ผู้อำนวยการกวนซีพูดอย่างสบายๆ เพราะแรงกดดันของเขาน้อยกว่าหวงเฉียงหมินเยอะ
หวงเฉียงหมินรับผิดชอบคดีอาญาทั้งเขต การปิดคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเป็นหน้าที่หลัก คดีร้ายแรง 8 ประเภทก็เป็นของเขา อัตราการคลี่คลายคดีของทั้งเขตก็อยู่บนบ่าของเขา
แต่สำหรับผู้อำนวยการ หน้าที่หลักคือการรักษาความมั่นคง
เมื่อหวงเฉียงหมินตัดสินใจสนับสนุนเจียงหยวน กวนซีก็ยอมรับ และช่วยจัดระเบียบระบบให้
หวงเฉียงหมินแสดงสีหน้าขอบคุณทันที
“งั้นเราจะขยายขอบเขตการสืบสวน หากยืนยันว่าเป็นคดีฆาตกรรม ก็จะเปิดคดีทันที…”
หากไม่พูดถึงว่าฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม คดีนี้ก็เป็นเพียงคดีตกจากที่สูงเท่านั้น
ตำรวจในหน่วยสืบสวนอาชญากรรมเริ่มปฏิบัติงานทันที
ใครต้องสอบปากคำก็สอบ ใครต้องบันทึกคำให้การก็ทำ ใครยังทำไม่ทันก็ขอเบอร์โทร ถ่ายรูปไว้ แล้วค่อยทำภายหลัง
สามหน่วยย่อยกระจายออกไปทันที เพียงไม่นานก็กระจายหายไปจากพื้นที่โดยรอบตึกสี่หลังและอาคารพาณิชย์รอบๆ
เจียงหยวนไม่สนใจสิ่งใดภายนอก มุ่งมั่นเก็บหลักฐานอย่างเดียว
เขาเองก็ไม่รู้ว่าเก็บอะไรได้บ้าง ปัจจุบันเทคโนโลยียังไม่ถึงขั้นมีเครื่องมือตรวจหลักฐานจิ๋วแบบพกพา
แต่เขาและหวงเฉียงหมินต่างก็รู้ดีว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา อาจจะเป็นเพียงกังหันลม หรือศัตรูสวมเกราะสมบูรณ์แบบจริงๆ ก็ได้
อาชญากรรมที่ต้องใช้ไอคิวสูง ในสภาพแวดล้อมของจีนถือว่าเกิดได้น้อยมาก
พวกแบบถานหย่งก็ถือว่าฉลาดมากแล้ว
ส่วนแบบคดีไป่หยิน ความซับซ้อนของคดีก็แค่ระดับ 60-70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น มีช่องโหว่มากมาย แต่ดันจับไม่ได้
ถ้ามองจากอีกมุมหนึ่ง หากใครคิดจะก่ออาชญากรรม ย่อมต้องคิดวางแผน เตรียมตัวอย่างดี
แม้อาชญากรส่วนใหญ่จะคิดแบบตลกๆ จนโดนจับตั้งแต่ครั้งแรก
แต่จะไม่มีเลยหรือที่บางคนรอดจากครั้งแรกและครั้งที่สอง แล้วสะสมประสบการณ์จนก่อคดีซ้ำ?
หรือจริงๆ แล้ว ความล้มเหลวในการจับพวกนี้ได้ตั้งแต่ต้น คือปัญหาที่แท้จริง
เจียงหยวนไม่มีประสบการณ์สืบสวนมากนัก
ถ้าให้เขาประเมินตัวเอง ด้านนี้เขาให้แค่ระดับ 0.5 ก็ถือว่าให้คะแนนสูงแล้ว
ถ้านับความสามารถจับกุมและการทำคดี เขาให้ตัวเองระดับ 0.3 ก็เกินพอแล้ว ด้านนี้เขาถือว่าไร้ความสามารถ
แต่เจียงหยวนรู้ว่า อาชญากรทุกคน แม้จะเป็นคนฉลาดแค่ไหน การจะทำให้สถานที่เกิดเหตุ “สะอาดหมดจด” เป็นเรื่องยากมาก
โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะแบบนี้ ยิ่งใช้เวลามาก ยิ่งทิ้งร่องรอยมาก
หลักการของโลการ์ด ก็พูดถึงสิ่งนี้—การก่ออาชญากรรมคือกระบวนการแลกเปลี่ยนทางวัตถุ ผู้ก่อเหตุในฐานะวัตถุชนิดหนึ่ง ย่อมมีการสัมผัสและแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่นในกระบวนการก่อเหตุ…
การก่อเหตุย่อมทิ้งหลักฐานไว้ การไม่พบหลักฐานในที่เกิดเหตุ แปลได้แค่ว่า “ยังไม่พบ” ไม่ใช่ว่า “ไม่มี”
เพราะความสามารถของเจียงหยวนในการตรวจสอบที่เกิดเหตุสูงมาก เขาจึงเลือกวิธีเก็บข้อมูลให้ทั่วก่อนจะตัดสินใจใดๆ
อู๋จวินทำงานของตัวเองเสร็จแล้ว พอมายืนข้างๆ เจียงหยวนก็เริ่มปวดคอจากการก้มมองตลอดเวลา
เห็นเจียงหยวนยังขัดจุดเกิดเหตุอย่างตั้งอกตั้งใจ อู๋จวินพูดขึ้นว่า
“ให้ฉันนำศพไปยังศาลาศพก่อนดีไหม?”
“โอเค เดี๋ยวผมตามไปครับ”
เจียงหยวนตอบสั้นๆ แล้วก้มหน้าทำงานต่อ
อู๋จวินไอแห้งๆ สองที แล้วไปหาตำรวจรูปร่างใหญ่สักคนมาช่วยยกศพ จากนั้นก็ออกจากที่เกิดเหตุ
เจียงหยวนก็ยังเช็ดต่อไปจนกระทั่งฟ้ามืด จนคนในตึกเริ่มทยอยกลับกันหมด เขาถึงได้จากไป
ตอนออกจากตึก เขาและตำรวจที่ไปด้วยกันเดินเข้าไปในลิฟต์ ไฟในทางเดินก็ดับลงทีละดวงเพราะไม่มีใครอยู่แล้ว เหลือเพียงไฟฉุกเฉินสีเหลืองในทางหนีไฟ ทำให้บรรยากาศดูหลอนขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
(จบบทที่ 153)