- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 80: เนื้อกลิ้งมีด
บทที่ 80: เนื้อกลิ้งมีด
บทที่ 80: เนื้อกลิ้งมีด
“โฮ่ง”
เจียงหยวนผลักประตูหน่วยสุนัขตำรวจเข้าไป ก็ได้ยินเสียงตะโกนทักทายอย่างตื่นเต้นจาก “ต้าจ้วง”
ส่วนตำรวจหกนายจากหน่วยเทคนิคการสืบสวนที่กำลังทำงานในลาน ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่มีใครเงยหน้าขึ้นแม้แต่คนเดียว
เพราะคดีปล้นร้านบุหรี่และการขายของโจรมีพยานหลักฐานมากเกินไป ภายใต้การประสานของหัวหน้ากองสืบสวน หวงเฉียงหมิน หน่วยเทคนิคจึงย้ายมาทำงานที่หน่วยสุนัขตำรวจชั่วคราว รอให้จัดเก็บและถ่ายรูปหลักฐานเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงค่อยกลับไปที่ออฟฟิศ
ช่วงสองวันนี้ เจียงหยวนก็มาทำงานที่นี่โดยตรง
ต้าจ้วงเลยดีใจเป็นพิเศษ เหมือนรอเขาทุกวัน พอเห็นหน้าก็เห่าเสียงดังทันที
เจียงหยวนลูบหัวเจ้าร็อตไวเลอร์ พร้อมชมว่า “ฉลาดจริง ๆ เดี๋ยวจะให้สะโพกไก่เพิ่มอีกสองชิ้นเลย”
“อย่าให้มันกินเยอะนักนะ ช่วงนี้ต้องเพิ่มตารางฝึกไปเยอะ ถึงพอรักษารูปร่างไว้ได้บ้าง”
หลี่ลี่ที่ได้ยินเสียงเห่าของต้าจ้วงก็เดินออกมาจากด้านใน
เจียงหยวนหันไปมองหลี่ลี่
พูดตามตรง ถ้าเรื่องการรักษารูปร่างละก็ หลี่ลี่ถือว่าเป็นตัวท็อปของหน่วยสืบสวนเลย แต่เรื่องเลี้ยงต้าจ้วงนี่...
“เธอแอบกินสะโพกไก่ของต้าจ้วงอีกแล้ว ลืมเอามาให้มันใช่ไหม”
เจียงหยวนเดาได้อย่างแม่นยำ
มุมปากของทั้งหลี่ลี่และต้าจ้วงตกลงเล็กน้อย แล้วหลี่ลี่พูดว่า
“เพื่อนร่วมงานเธอก็กินนะ”
เจียงหยวนลูบหัวต้าจ้วงอีกครั้ง ถอนหายใจเบา ๆ
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกเราจัดเนื้อวัวกับไข่ให้เพิ่มแทน อร่อยพอกัน”
ต้าจ้วงเห่า “โฮ่ง” หนึ่งที ถ่ายทอดความไว้ใจที่มีต่อเจียงหยวน การบ่นหลี่ลี่ ความหวังต่อชีวิตหมา ความกังวลต่อทิศทางของสังคมมนุษย์ ความระแวดระวังต่อโลกทุนนิยม ความไม่แน่นอนของเทคโนโลยี ความสับสนในระบบการเงินยุคใหม่ และการประเมินสถานการณ์โลกอย่างลึกซึ้ง
เจียงหยวนลูบหัวมันอีกครั้งก่อนจะเดินเข้าไปในลาน เห็นตำรวจหลายคนก้มหน้าก้มตาทำงานเรียงแถวกันอยู่
“เป็นไงบ้าง?”
เขาถามหวังจง ซึ่งเป็นคนที่อายุน้อยที่สุด
“อืม”
หวังจงตอบแค่นั้น แสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดความสามารถ และเสริมว่า
“อีกสองวันก็คงเสร็จแล้ว”
“ไม่เลว ๆ ลำบากหน่อยนะ เดี๋ยวฉันไปหาอะไรมาให้กิน”
เจียงหยวนอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด
ลายนิ้วมือที่นำเข้าระบบจำนวนมากในรอบนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับคดีขายของโจรสูงมาก และมีโอกาสเชื่อมโยงไปยังคดีอื่น ๆ อีกหลายคดี
แน่นอนว่า ตำรวจในทีมก็รู้ดี จึงทุ่มเทเต็มที่
เจียงหยวนเลยตั้งใจทำอาหารเลี้ยงทุกคน กินไปพร้อมกับต้าจ้วง แล้วก็กลับมาช่วยงานต่อ
--
ช่วงนี้ เจ้าหน้าที่ในหน่วยสืบสวนต่างทำงานล่วงเวลาแบบหนักหน่วง
แนวคิดเรื่อง 996 (ทำงาน 9 โมงเช้า - 9 โมงเย็น (3 ทุ่ม) 6วันต่อสัปดาห์) พอมาถึงสถานีตำรวจท้องถิ่น ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะไม่มีสิทธิมีเสียงแม้แต่นิดเดียว พูดออกสื่อก็ไม่ได้ คนภายนอกเลยไม่รู้
ช่วงที่บริษัทไอทีใหญ่ ๆ เริ่มยกเลิกระบบ 996 แต่ในสถานีตำรวจ—ระบบ 996 กลับยิ่งรุนแรงขึ้น
อาชญากรไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ ตำรวจก็เลยต้องทำงานตลอดทั้งเสาร์อาทิตย์
เหมือนคดีปล้นครั้งนี้ สามคนตกลงใจกันว่าจะแอบโกนหัวให้โล้นเหมือนกัน แล้วก็พากันไปปล้นร้านบุหรี่
และทุกครั้งที่พวกเขาคิดอะไรขึ้นมาได้ ตำรวจก็ต้องเพิ่มงานอีกหนึ่งชั้น
โดยเฉพาะเมื่อทั้งสามคนไม่ยอมให้การใด ๆ เลย ตำรวจก็ยิ่งกดดันหนัก
หัวหน้ากองสืบสวน หวงเฉียงหมิน ถึงกับต้องมานั่งที่ออฟฟิศใหญ่ทุกวัน ชนิดที่เรียกว่า “ถามสามรอบต่อวัน”
ภายใต้ความกดดันนี้ หวงเฉียงหมินถึงกับไม่มีเวลาไปเดินสอดส่องที่ชั้นสี่ของหน่วยเทคนิคเลย
แต่...เสียงตะโกนของเขาดังมาจากชั้นหนึ่งและชั้นสองของอาคารอย่างต่อเนื่อง
“หาไม่เจอ ก็อย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้า!”
“สอบสวนต่อไป! จะถามฉันทำไม? ปากคำต้องตรวจสอบให้เรียบร้อย!”
“จะติดคุกอยู่แล้ว ยังจะดื้อด้านไปถึงไหน? ดื้อไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก!”
--
สิ่งที่หวงเฉียงหมินโมโหมากที่สุด ก็คือโจรปล้นทั้งสามที่หัวโล้นกันหมดนี้ แม้รู้ว่าตัวเองจบเห่แล้ว ยังไม่ยอมรับผิดสักที กรณีแบบนี้ในสถานีตำรวจท้องถิ่น ให้ความรู้สึกเหมือน “งานยังไม่เสร็จสมบูรณ์”
ถึงขนาดที่นักข่าวที่คุ้นเคยกัน พอวางกล้องถ่ายภาพ ก็ยังพูดว่า:
“ผมจำได้ว่าเวลาทำข่าว อาชญากรพอรับสารภาพแล้วร้องไห้เสียใจ มันดูดีมากเลยนะ เราจะถ่ายภาพแนวสำนึกผิดแบบนั้นดีไหม…”
หวงเฉียงหมินรู้ดีว่านักข่าวต้องการอะไร พวกเขาต้องการฉากแบบในหนังหรือซีรีส์ ที่อาชญากรร้องไห้เสียใจตอนจบ
เพราะในแง่ของการให้บทเรียนทางสังคม มันควรจะเริ่มจากการสำนึกผิด
แต่กับพวก “เนื้อกลิ้งมีด”* เหล่านี้ที่ไม่ยอมพูดยอมจา (*หมายถึงคนที่อดทนต่อความเจ็บปวด ไม่ยอมรับผิด)
หวงเฉียงหมินได้แต่ถอนหายใจ
“เพราะเจอแบบนี้ไม่บ่อย เลยกลายเป็นประเด็นข่าวไป จริง ๆ แล้ว อาชญากรทั่วไปมักจะเถียงสารพัด ไม่ยอมรับผิดอยู่แล้วล่ะ”
“แล้ววันนี้พวกนี้จะยอมรับผิดไหม?”
นักข่าวถามจี้ต่อ
หวงเฉียงหมินส่ายหน้า
“ยังไม่รู้เลย แต่ที่เชิญพวกคุณมาวันนี้ เพราะคดีขายของโจรมันใหญ่พอสมควร มีหลายจังหวัดเกี่ยวข้อง คดีใหม่กับคดีเก่าก็ไม่น้อย ถือว่าเป็นข่าวที่ควรรายงาน”
“ท่านว่าอย่างนั้น ผมก็ว่าอย่างนั้นครับ”
นักข่าวพยักหน้ารับแบบผู้ตามคำสั่ง
หวงเฉียงหมินฝืนยิ้มนิด ๆ เขาแทบรู้สึกว่ามีการเยาะเย้ยบนใบหน้าของนักข่าวด้วยซ้ำ
แต่คุยกับคนนอกวงการมันก็แบบนี้ล่ะ เหมือนพอผู้ต้องหาไม่ยอมรับ ก็จะมีข้อสงสัยเกิดขึ้น
ทั้ง ๆ ที่คนมีความรู้แค่พูดไม่กี่คำก็อาจจะยอมรับแล้ว แต่พวกไร้สมองที่ทำการปล้น พวกเขาจะแยกแยะได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย…
--
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เจียงหยวนเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา
หวงเฉียงหมินที่ทำหน้าตึงอยู่ พอเห็นว่าเป็นเจียงหยวน สีหน้าก็อ่อนลงเล็กน้อย ถามอย่างเป็นมิตรว่า
“เจียงหยวน มาแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง?”
“เราจัดการหลักฐานเสร็จแล้วครับ ตอนนี้เบื้องต้นพบว่า...ของโจรที่ถูกขายไปเกี่ยวข้องกับคดีอย่างน้อย 20 คดี…”
เจียงหยวนพูดสั้น ๆ แต่เนื้อหาเข้มข้นมาก
หวงเฉียงหมินเข้าใจผิด คิดว่าเจียงหยวนหมายถึงว่าพบลายนิ้วมือ ก็เลยพูดว่า
“ของโจรแบบนี้ มีค่าต่อการขุดคุ้ยมากนะ เอาล่ะ เอาแฟ้มวางไว้ก่อน เดี๋ยวฉันเซ็นชื่อทีหลัง”
เจียงหยวนก็เข้าใจคลาดเช่นกัน คิดว่าหวงเฉียงหมินจะประชุมแบ่งงานตรงนี้เลย แบบที่เขาชอบทำทุกเดือน จัดประชุมกลางออฟฟิศ หยิบบทสนทนามาเป็นการวิเคราะห์คดี ประหนึ่งโชว์การทำงานที่ทรงพลัง
“เดี๋ยวครับ ผมให้เขายกลงมาด้วยเลย”
เจียงหยวนเห็นนักข่าวถือกล้องอยู่ข้าง ๆ หวงเฉียงหมิน ก็คิดว่าหัวหน้าคงจะจัดโชว์อีกแล้ว เลยโทรไปสั่งที่ชั้นบน
ไม่นาน ตำรวจเจ็ดแปดนายก็ทยอยกันลงมาแต่ละคนถือกล่องใหญ่หนึ่งถึงสองใบ มองเผิน ๆ เหมือนพนักงานที่เพิ่งถูกไล่ออก
พวกเขาวางกล่องซ้อนกันหน้าหวงเฉียงหมิน แล้วก็หันหลังกลับไปยกเพิ่ม
หวงเฉียงหมินรีบเรียกไว้ ถามว่า
“นี่มัน…”
“ทั้งหมดคือของกลางที่เชื่อมโยงกับตัวผู้ต้องหาได้ครับ”
เจียงหยวนโบกมือทั้งเหนื่อยทั้งโล่งใจ
“รวมแล้ว 22 คดี อาจมีผู้ต้องหาแยกเป็น 6 ถึง 10 กลุ่ม”
ในหัวของหวงเฉียงหมินมีแต่เครื่องหมายคำถามลอยขึ้นเต็มไปหมด:
“ผู้ต้องหา? ผู้ต้องหาใหม่เหรอ?”
“ใช่ครับ”
“22 คดี?”
“6 ถึง 10 กลุ่ม”
--
ในที่สุดหวงเฉียงหมินก็เข้าใจแล้ว เขาหยิบแฟ้มขึ้นมาดู ยกยิ้มมุมปากจนแทบฉีก บรรยากาศดูคล้ายจระเข้อาวุโสที่น่าเกรงขาม
“พวกเธอหาตัวผู้ต้องหาได้จากของกลางเลยเหรอ?”
หวงเฉียงหมินถามด้วยความลังเลเกี่ยวกับขั้นตอนทำคดี
เจียงหยวนพยักหน้า
“จากที่ผมสังเกต ผู้ต้องหาหลายคนจะระวังตัวช่วงก่อน-หลังการขโมย แต่พอถึงขั้นขายของโจร กลับผ่อนคลายมากขึ้น เลยมีโอกาสทิ้งลายนิ้วมือไว้สูงกว่าเยอะ รอบนี้จับคู่ได้หลายเคสทีเดียว ไม่รู้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่พอหรือเปล่า…”
“พอ เดี๋ยวฉันไปยืมมาเอง”
หวงเฉียงหมินกัดฟันตอบ หันไปมองนักข่าวที่ตั้งกล้องเสร็จแล้ว ก็ทำหน้าเอาจริงพูดว่า:
“คดีที่เชื่อมโยงกันก็เหมือนหมูที่เสียบอยู่บนไม้เสียบ เราแค่ต้องกัดลงไปแรง ๆ ก็พอ!”
นักข่าวควักสมุดโน้ตออกมา เขียนลงไปสองบรรทัด แล้วก็ปรบมือ
“พูดดีมากเลยครับ หัวหน้าหวง ประโยคนี้ผมว่าต้องขัดเกลาให้เฉียบยิ่งขึ้น…”
หวงเฉียงหมินยิ้มกว้าง พอได้ยินเสียงโทรศัพท์เชื่อมต่อแล้วก็รีบตะโกน:
“เหล่าหลิว แกติดหนี้ฉันไว้นานแล้ว ถึงเวลาใช้คืน!”
“เหล่าหวัง แกติดหนี้ฉัน!”
“เหล่าจู แก… อ้อ ฉันติดหนี้แกเหรอ งั้นไม่เป็นไร แกเล่นไปเถอะ”
-----
(จบบทที่ 80)
* เนื้อกลิ้งมีด (คนที่อดทนต่อความเจ็บปวด ไม่ยอมรับผิด) - ใช้อธิบายผู้ต้องสงสัยในคดีปล้นที่ไม่ยอมให้การ แม้จะถูกจับกุมแล้วก็ตาม