- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 68: รอยสักสีน้ำเงินดำ
บทที่ 68: รอยสักสีน้ำเงินดำ
บทที่ 68: รอยสักสีน้ำเงินดำ
เจียงหยวนยังไม่ได้เริ่มผ่าศพในทันที
สิ่งแรกที่ต้องทำตอนนี้ คือการประเมินเวลาการเสียชีวิต
สิ่งที่คนทั่วไปคุ้นเคยที่สุดคือ "อุณหภูมิศพ" แต่นั่นใช้ได้แค่กับศพที่เพิ่งเสียชีวิตเท่านั้น และศพที่อยู่ในที่เกิดเหตุก็มีการใส่เทอร์โมมิเตอร์ที่ทวารหนักไว้แล้ว แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก
ส่วนวิธีประเมินอื่นนอกจากอุณหภูมิศพก็ถือว่าเป็นการสรุปทางสถิติทั้งนั้น
เช่นในกรณีศพตรงหน้า ผิวหนังบวมและเหี่ยวย่นแล้ว และสภาพแข็งตัวของศพก็คลายตัวแล้วด้วย อีกทั้งระหว่างการเคลื่อนย้ายก็พบว่าผิวหนังหลายจุดหลุดลอกออกไป เจียงหยวนจึงประเมินคร่าว ๆ ว่า
"ช่วงนี้อุณหภูมิของน้ำราว ๆ ยี่สิบองศานิด ๆ เวลาการเสียชีวิตน่าจะอยู่ระหว่างสองถึงห้าวันที่ผ่านมา"
การประเมินเวลาการเสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ได้ ‘เวลาที่แน่นอน’ เป็นเรื่องที่ยากมาก ในงานนิติเวชศาสตร์ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่มีโอกาสผิดพลาดมากที่สุดด้วยซ้ำ
ในละครหรือภาพยนตร์หลายเรื่อง มักจะเห็นหมอนิติเวชมองแค่แว้บเดียวก็สามารถบอกเวลาเสียชีวิตเป็นชั่วโมงได้ แบบนั้นถ้าไม่เทพสุด ๆ ก็เป็นแค่บทในเรื่องเท่านั้นแหละ
ในความเป็นจริง หมอนิติเวชที่ประเมินศพภายใน 12 ชั่วโมง หรืออย่างมาก 24 ชั่วโมงหลังเสียชีวิต ยังสามารถให้เวลาได้อย่างคร่าว ๆ เช่น 4 ถึง 8 ชั่วโมง หรือ 6 ถึง 12 ชั่วโมง แต่ถ้าเกิน 1 วันไปแล้ว การจะให้เวลาที่แม่นยำ ต้องอาศัยเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยมากมาย และการประเมินผิดพลาดก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
#
ตัวอย่างสุดโต่งหนึ่ง คือตอนปี 1977 ศาสตราจารย์บาสแห่งมหาวิทยาลัยแคนซัสในสหรัฐฯ เขาตรวจสอบศพที่ถูกยิงที่ศีรษะ พบว่ากล้ามเนื้อยังคงสภาพดี มีสีชมพูสุขภาพดี ศาสตราจารย์บาสจึงระบุว่าศพนั้นเพิ่งเสียชีวิตภายใน 1 ปี แต่ความจริงแล้ว ศพนั้นคือพันโทวิลเลียมส์ไชร์แห่งกองทัพฝ่ายเหนือที่เสียชีวิตในสงครามกลางเมืองเมื่อปี 1864 ศพถูกเก็บไว้ในโลงตะกั่วปิดผนึกอย่างดี จึงคงสภาพไว้ได้ ความคลาดเคลื่อนของเวลาจึงห่างกันถึง 113 ปี
แม้ศาสตราจารย์บาสจะสร้าง ‘ฟาร์มศพ’* อันโด่งดังขึ้นมา ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์
หมอนิติเวชจำนวนมากก็ยังประเมินเวลาเสียชีวิตพลาดได้ และปัญหาคือ เวลาการเสียชีวิตมีผลอย่างมากต่อทิศทางการสืบสวน
การที่เจียงหยวนให้ช่วงเวลาสองถึงห้าวัน ในมุมมองของอู๋จวินถือว่าสมเหตุสมผลดี
หลังจากจดคำตอบที่อู๋จวินรับรองไว้ในสมุด เจียงหยวนก็ยืนตรงแล้วหันไปพิจารณาศพบนโต๊ะชันสูตร
การผ่าศพแบบปกติ เจียงหยวนเคยทำมาหลายครั้งแล้ว โดยทั่วไปจะผ่าเปิดสามช่อง
และโดยปกติ หลังจากเปิดครบสามช่อง ก็จะสามารถหาสาเหตุการเสียชีวิตได้แล้ว
บางครั้งก็จะพบศพที่ไม่พบสาเหตุชัดเจน ต้องตรวจที่แขนขาต่อ จึงจะเจอสาเหตุ
แต่ศพครึ่งท่อนที่เจียงหยวนต้องรับมือในวันนี้ ไม่มีแม้แต่ช่องใดช่องหนึ่งให้ผ่า เท่ากับว่า จุดหลักที่ควรตรวจไม่มีเหลืออยู่เลย
พูดกันตามตรง ตอนอู๋จวินยื่นมีดให้เจียงหยวนก็ยังแอบรู้สึกว่าไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี
เพราะศพแบบนี้ พื้นที่ที่สามารถสังเกตได้ ก็เหลือไม่มาก
“ผมจะเริ่มจากอุ้งเชิงกรานนะครับ” เจียงหยวนพูดเบา ๆ หลังจากจัดท่าศพให้ตรง
อู๋จวินพยักหน้ารับเบา ๆ
ในศพผู้ชายปกติ ภายในอุ้งเชิงกรานจะมี กระเพาะปัสสาวะ อัณฑะ ต่อมลูกหมาก ท่อนำอสุจิ ท่อปัสสาวะ ฯลฯ แต่ในศพนี้ ระหว่างขากลายเป็นซากเละเทะ ไม่เพียงบวมและเน่า ยังอาจถูกปลาในแม่น้ำแทะกิน หรืออวัยวะภายในหลุดออกไปพร้อมกันแล้ว สรุปคือไม่มีอวัยวะเหลือให้เห็นอีก
แต่เจียงหยวนก็ยังคงดำเนินการตามขั้นตอนปกติ แยกเนื้อเยื่ออ่อนนอกเยื่อบุช่องท้องด้านหลังหัวหน่าว แล้วจึงตัดเยื่อบุช่องท้องออกเพื่อดูภายในอุ้งเชิงกราน
ไม่พบอะไร
เจียงหยวนก็ไม่พูดอะไรต่อ แค่เดินหน้าผ่าตามขั้นตอนการผ่าศพเฉพาะส่วนต่อไป
---
การทำงานนิติเวช บางครั้งก็เหมือนการทำโจทย์ คนทำโจทย์ต้องการ “คำตอบ” แต่แนวทางการแก้โจทย์ ไม่ได้มีมาตั้งแต่แรกเริ่ม
ในตอนนี้คุณต้องรวบรวม “เงื่อนไข” ทั้งหมด แล้วค่อย ๆ ใช้เหตุผลหาคำตอบ
นี่เป็นความต่างอย่างมากระหว่าง “หมอนิติเวช” กับ “หมอรักษาคน”
หมอจะต้องมีแผนก่อนการผ่าตัด ไม่มีใครเปิดท้องไปแล้วค่อยคิดไปด้วย
แต่นิติเวช ไม่มีเงื่อนไขการตรวจเยอะขนาดนั้น จึงต้องใช้วิธีดั้งเดิมที่สุด...คือผ่าออกมาดู
ต้องเห็นเบาะแสก่อน จึงจะวิเคราะห์ต่อได้
#
เจียงหยวนกับอู๋จวินทำงานประสานกันอย่างคล่องแคล่ว ทั้งสองไม่ละสายตาจากโต๊ะชันสูตรแม้แต่น้อย
พวกเขาหวังว่าจะพบลักษณะพิเศษบางอย่าง เช่น รอยแผลจากการผ่าตัด หากเคยผ่ากระเพาะปัสสาวะหรือเส้นเลือดขอด ก็อาจระบุตัวบุคคลได้ง่ายขึ้น
หรืออาจจะมีร่องรอยการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เช่น แผลที่ข้อเท้า ก็ถือเป็นจุดเชื่อมโยงที่ดี
แน่นอน ถ้ามีขาเทียมติดเบอร์รหัสมาก็ยิ่งดี ติดต่อบริษัทผู้ผลิตก็สามารถได้ข้อมูลชื่อและอายุผู้ตายทันที
“สีตรงนี้…แปลก ๆ นะครับ”
เจียงหยวนจู่ ๆ ก็หยุดมือวางมีดลงข้าง ๆ
อู๋จวินสายตาเริ่มฝ้าฟางเล็กน้อย จึงขมวดคิ้วแล้วมองตาม
“ตรงนี้…ต่อมน้ำเหลืองเปลี่ยนสี”
เจียงหยวนพลิกผิวหนังของศพ เปิดกล้ามเนื้อที่บดบังออก จนเห็นท่อน้ำเหลืองบริเวณต้นขาอย่างชัดเจน
แทนที่จะเป็นสีขาวน้ำนมหรือสีเหลืองอ่อนตามปกติ ตอนนี้กลับกลายเป็นสีน้ำเงินดำ
อู๋จวินก้มลงดูใกล้ ๆ แล้วพยักหน้า
“เปลี่ยนสีจริง ๆ เอาไปเก็บตัวอย่างไว้หน่อย”
“ได้ครับ”
เจียงหยวนตัดเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ถุงเก็บ แล้วพลิกผิวหนังบริเวณอื่นต่อ
“ไม่น่าจะใช่มะเร็ง ไม่มีอาการบวมชัดเจน และไม่มีลักษณะของเซลล์มะเร็ง”
“อืม เด็กหนุ่มอายุยี่สิบกว่า ๆ โอกาสเป็นมะเร็งก็ต่ำอยู่แล้ว”
อู๋จวินกดเบา ๆ ที่ต่อมน้ำเหลืองก่อนจะขมวดคิ้ว
“ดูยังไงก็ไม่เหมือนพยาธิสภาพ…”
เจียงหยวนว่า
“จะเป็นเพราะรอยสักไหม?”
“รอยสักเหรอ?”
อู๋จวินคิดช้ากว่าเล็กน้อย พอโดนทักก็พยักหน้า
“ถ้ารอยสักลึกทะลุชั้นหนังแท้ก็มีความเป็นไปได้…แต่ภายนอกไม่เห็นรอยสักแล้ว”
“อาจจะลบออกแล้ว แต่สีหมึกยังอยู่ในต่อมน้ำเหลือง”
เจียงหยวนดึงผิวหนังศพมาอีกเล็กน้อย
“ลองดูดี ๆ จะเห็นรอยอยู่บ้าง โดนน้ำแช่จนเละไปหมดแล้ว”
อู๋จวินฟังแล้วพยักหน้าอย่างช้า ๆ สำหรับหมอนิติเวช รอยสักถือเป็นลักษณะเด่นที่ดีมาก มีตำนานว่า นาวิกโยธินสหรัฐฯ ทุกคนต้องมีรอยสัก เพื่อให้หมอนิติเวชระบุตัวตนได้ง่าย…
แต่เรื่องการลบรอยสักนั้น อู๋จวินไม่ค่อยรู้ เลยถามว่า “เดี๋ยวนี้ลบได้สะอาดขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ลบด้วยเลเซอร์ มีโอกาสทำได้ครับ”
เจียงหยวนชี้ที่บริเวณต้นขา
“รอยสักของเขาไม่น่าจะใหญ่ ตอนนี้เห็นรอยนิดหน่อย ลบได้เนียนมาก ไม่มีแผลเป็นเลย น่าจะลบที่โรงพยาบาล ซึ่งอาจจะมีบันทึกไว้”
“แนวคิดเธอดีมาก เดี๋ยวฉันโทรหาหัวหน้าหวงนะ คนที่ลบรอยสักด้วยเลเซอร์ในโรงพยาบาล โดยเฉพาะบริเวณต้นขาแบบนี้ คงไม่ได้มีเยอะ”
อู๋จวินพูดพลางถอดถุงมือ ล้างมือนิดหน่อย แล้วหยิบโทรศัพท์โทรออก
เสียงปลายสายดังขึ้น แล้วอู๋จวินก็พูดเข้าไปว่า:
“…ตรงตำแหน่งจุดลมบนต้นขาเลยนะ คือจุดที่ปลายนิ้วแตะต้นขาเมื่อคุณยืนทิ้งแขนตามธรรมชาติ บริเวณนั้นน่ะ ไปทางด้านหน้าขาหน่อย ขนาดประมาณเหรียญสามเหรียญ — เบื้องต้นประเมินได้แค่นั้นแหละ”
-----
(จบบทที่ 68)
*ฟาร์มศพของศาสตราจารย์บาส (Dr. William M. Bass) แห่งมหาวิทยาลัยแคนซัส (University of Kansas) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Body Farm” คือห้องปฏิบัติการกลางแจ้งที่ใช้ร่างมนุษย์จริงในการศึกษาการเน่าเปื่อย เพื่อสร้างองค์ความรู้ทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ช่วยไขคดีอาชญากรรมและระบุเวลาการเสียชีวิตอย่างแม่นยำ โดยแนวคิดนี้มีจุดเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยแคนซัส แต่ได้รับการพัฒนาและก่อตั้งจริงที่มหาวิทยาลัยเทนเนสซี