- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 52: คนจากยมโลก
บทที่ 52: คนจากยมโลก
บทที่ 52: คนจากยมโลก
“เอ่อ…”
เจียงหยวนก็ไม่ใช่คนที่ปลอบใจเก่งนัก แล้วยิ่งโดนคำพูดของเหว่ยเจิ้นกั๋วเข้าไป ก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ
คดีติ่งหลานที่เพิ่งคลี่คลายจบไป ยังมีศพถูกขุดขึ้นมาอีก แล้วจู่ๆ เหว่ยเจิ้นกั๋วก็บอกว่าภรรยาตัวเองหายตัวไปแบบไร้ร่องรอย ใครฟังก็ย่อมนึกไปถึงเรื่องร้ายๆ
เหว่ยเจิ้นกั๋วจุดบุหรี่ สูดควันจนฟุ้งไปทั่วก่อนจะพูดว่า
“ตอนนั้นผมไปทำงานนอกพื้นที่ กลับมาอีกทีเธอก็หายไปแล้ว โทรติดต่อไม่ได้ หายเงียบไปเลย ทีมของหัวหน้าหวงก็ช่วยหากันใหญ่ แต่ก็ไม่มีวี่แวว อะไรที่พอจะเป็นเบาะแสก็แทบไม่มี…เดี๋ยวรบกวนหมอเจียงช่วยดูให้ทีแล้วกัน”
“อะ…อืม ได้ครับ”
เจียงหยวนก็ไม่กล้ารับปากอะไรนัก ภรรยาของตำรวจหายตัวไปแบบนี้ แน่นอนว่าทางสถานีก็ต้องทุ่มกำลังค้นหาเต็มที่ แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า แค่คำพูดดีๆ คงช่วยอะไรไม่ได้
“ไปกันเถอะ กลับไปนอนที่โรงแรม พรุ่งนี้ยังมีงานให้ทำอีกเยอะ”
เหว่ยเจิ้นกั๋วก็แค่ระบายความอัดอั้น ไม่ได้หวังให้เจียงหยวนช่วยอะไรจริงจัง เจียงหยวนอาจโดดเด่นในแผนกนิติเวชของเขตหนิงไท่ แต่พอขึ้นมาระดับเมืองอย่างฉางหยาง ก็ไม่ได้เด่นชัดอะไรนัก ผู้เชี่ยวชาญสายเทคนิคของกองเมืองและของมณฑลมีอยู่ไม่น้อย ตอนที่หัวหน้าหวังเคยขอให้ช่วยก็ยังไม่ได้อะไรอยู่ดี
ในฐานะตำรวจสืบสวน เหว่ยเจิ้นกั๋วรู้ดีว่าบางคดีแค่ไม่มีทางคลี่คลาย บางคดีที่คลี่คลายได้ ก็เพราะโชคช่วยทั้งนั้น
ในละครทีวี คดีเกิดปุ๊บก็มีทีมจากทุกฝ่ายพุ่งเข้ามา แล้วก็ไขคดีได้ทันที…ฟังดูแล้วมันก็คือวิธีที่ดีที่สุดในการทำคดีนั่นแหละ แต่ในโลกจริง บางคดีเกิดขึ้นแล้วกลับไม่มีใครรู้ บางคดีถึงรู้ก็ไม่ได้รับความสนใจทันที และต่อให้สนใจก็อาจมีข้อผิดพลาดสารพัด…
กระทั่งตัวเหว่ยเจิ้นกั๋วเอง ตอนรู้ว่าภรรยาหายตัวไป ก็ไม่ได้คิดถึงการแจ้งความหรือเก็บหลักฐานก่อนเลย ทั้งที่เป็นตำรวจ เขาก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าคดีใหญ่ที่กระทบชีวิตครอบครัวกำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้า
เขาสตาร์ทรถแล้วขับตรงกลับโรงแรม
ทุกคนทยอยกลับมาที่พัก ถึงจะมีเรื่องให้พูดมากมาย แต่สิ่งแรกที่เลือกทำคือ…นอน
เจียงหยวนก็ไม่ต่างกัน ทั้งที่ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องยุ่ง แต่ก็สู้ความง่วงไม่ไหว หลับยาวถึงเช้าค่อยรู้สึกตัว
—
#วันถัดมา...ตอนเที่ยง
ดวงอาทิตย์ยามสายส่องแสงสดใส ทั่วทั้งเมืองอาบไปด้วยความอบอุ่น
ล็อบบี้เล็กๆ ของโรงแรมเล็กๆ เต็มไปด้วยคนที่มาติดต่อเช็กอินหรือเช็กเอาต์ สีหน้าทุกคนดูผ่อนคลาย หลายคนยังยิ้มแย้ม คงมีค่ำคืนที่ดีมากันทั้งนั้น
กระถางพลูด่างเล็กๆ บนโต๊ะน้ำชา ดูชุ่มชื้น เขียวสด เห็นชัดว่ามีคนคอยดูแลเป็นอย่างดี
บรรดาตำรวจสืบสวนที่เพิ่งเผชิญกับด้านมืดของสังคม กลับมาเจอแสงอาทิตย์อบอุ่นของโลกคนเป็น ก็รู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก
“เหมือนเพิ่งไปรบที่ยมโลกมา แล้วย้อนกลับมาโลกมนุษย์แฮะ”
มู่จื้อหยางพูดพลางดื่มน้ำเกลือแร่ในมืออย่างเอร็ดอร่อย
เหว่ยเจิ้นกั๋วยืดเส้นยืดสาย พลางว่า
“ก็แค่รับจ็อบจากยมโลกน่ะ”
“จริงด้วย จับได้แค่ถานหย่งคนเดียวเอง”
“ไอ้ปิศาจแบบนี้ ต่อให้มีแค่คนเดียวก็มากเกินพอแล้วล่ะ”
เหว่ยเจิ้นกั๋วพูดพลางถอนหายใจ
มู่จื้อหยางรู้ว่าอาจารย์กำลังเศร้าใจ จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ว่าแต่ ถานหย่งสารภาพแล้วเหรอ?”
เหว่ยเจิ้นกั๋วพยักหน้า
“อืม สารภาพแล้ว เดี๋ยวผมจะไปดูขั้นตอนส่งตัวหน่อย”
“สารภาพแล้วก็ดี”
ทุกคนดูโล่งใจ การนั่งเฝ้านานๆ มันทรมาน การได้ผลตอบแทนบ้างก็คุ้มแล้ว
จากนั้นก็พากันออกจากโรงแรม หาร้านอาหารเล็กๆ นั่งทานมื้อเที่ยง
เจียงหยวนพอได้นั่งประจำที่แล้วก็ถามขึ้นว่า
“แรงจูงใจตอนแรกของถานหย่งคืออะไรเหรอครับ ตามจีบติ่งหลานแล้วโดนปฏิเสธเหรอ”
เพราะหลักฐานไม่ได้บอกชัดในจุดนี้ เจียงหยวนจึงเกิดความสงสัย
“ก็ประมาณนั้นล่ะ ติ่งหลานน่ะชอบคนหน้าตาดี…”
เหว่ยเจิ้นกั๋วพูดแล้วทำท่าคิดคำไม่ออก
“พวกคลั่งรูปลักษณ์น่ะครับ”
มู่จื้อหยางช่วยเสริม
“ใช่ๆ นั่นแหละ”
เหว่ยเจิ้นกั๋วพูดต่อ
“เธอเปลี่ยนแฟนบ่อยมาก แล้วก็เหมือนจะมีวันไนท์สแตนด์เป็นเรื่องปกติด้วย แต่ลักษณะผู้ชายก็ต้องหล่อไว้ก่อน…”
มู่จื้อหยางกระซิบ
“อาจารย์ครับ ใช้คำนั้นแบบนั้นไม่ค่อยถูกนะครับ”
“เอาเป็นว่า ถานหย่งเห็นว่าติ่งหลานเปลี่ยนผู้ชายบ่อยก็เลยเกิดกิเลส”
เหว่ยเจิ้นกั๋วพูดแล้วจุดบุหรี่ สูดควันลึก
“ตามคำสารภาพ เขาเคยให้ของขวัญไปครั้งหนึ่ง โดนปฏิเสธ ชวนไปกินข้าวก็โดนปฏิเสธอีก ทีนี้ก็เลยคิดอะไรไม่ดีขึ้นมา”
เห็นเหว่ยเจิ้นกั๋วเริ่มสูบบุหรี่ ตำรวจคนอื่นๆ ก็ยื่นมือมาแย่งบุหรี่จากเขาไปคนละมวน สูบกันครืน
เจียงหยวนไม่พูดอะไร แค่ล้วงกระเป๋าหยิบ “จงฮวา” (บุหรี่จีนแบรนด์หรู) หนึ่งกล่องวางบนโต๊ะ เขาไม่สูบบุหรี่ แค่เขารวย
มู่จื้อหยางไม่เกรงใจ ฉีกกล่องออก หยิบยื่นให้เหว่ยเจิ้นกั๋วก่อน
“อาจารย์ครับ เชิญเล่าต่อเลย”
“สุดท้ายเหมือนว่าบังเอิญเจอติ่งหลานบนถนน ถานหย่งก็เข้าไปขวาง พูดกันไม่รู้เรื่อง แล้วเขาก็ลงมือทำร้ายเธอ จากนั้นก็ลากขึ้นรถตัวเอง”
เหว่ยเจิ้นกั๋วถอนหายใจ
“เขาบอกว่า เดิมทีแค่จะพาไปทิ้งไว้ริมทางหลวง ให้กลัวเล่นๆ แต่สุดท้ายก็อดใจไม่ไหว ข่มขืนซะเลย”
ทุกคนเงียบ ไม่มีใครพูดอะไร
“ส่วนห้องนั้น จริงๆ เป็นบ้านที่ถานหย่งได้มาตั้งแต่หลายปีก่อนจากการเคลียร์หนี้ แต่ติดข้อจำกัดเรื่องโควต้าซื้อบ้าน ก็เลยจดชื่อญาติห่างๆ ไว้ เขาพาติ่งหลานไปที่นั่น เดิมทีตั้งใจจะฆ่าและฝังศพ แต่เพราะติ่งหลานอ้อนวอน เขาเลยเปลี่ยนใจ ขุดห้องใต้ดิน แล้วให้เธอช่วยขุดด้วย”
เหว่ยเจิ้นกั๋วส่ายหน้า
“หลังจากนั้น ผู้หญิงอีกสามคนก็เป็นโสเภณี รวมถึงศพที่พบ ถูกหลอกให้มาแล้วก็โดนจับขัง ช่วยขุดห้องใต้ดิน ถ้าไม่จับได้ทันเวลา เขาอาจลักพาตัวคนเพิ่ม แล้วก็ขยายห้องนั้นอีก”
“แล้วผู้หญิงที่ตาย ถูกเขาฆ่าเพราะไม่เชื่อฟังเหรอ”
มู่จื้อหยางถามต่อ
“ถานหย่งไม่ยอมรับ บอกว่าไปถึงแล้วเห็นเธอตายอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่คำพูดนี้ไม่น่ารอดจากการสอบสวนหรอก”
เหว่ยเจิ้นกั๋วตอบ
มู่จื้อหยางเบ้ปาก
“พูดว่าไม่ใช่ตัวเองฆ่า จะไม่ใช่ยังไง หลักฐานในห้องใต้ดินมีเพียบ”
“เบื้องบนอยากให้คดีนี้แน่นหนาที่สุด การได้คำรับสารภาพก็สำคัญ เหตุผลหลักที่ถานหย่งไม่รับ ก็เพราะไม่อยากโดนโทษประหาร” เหว่ยเจิ้นกั๋วสูบบุหรี่ลึก
ในดินแดนนี้ คำสารภาพยังคงมีน้ำหนักมากกว่าหลักฐานทางวัตถุ โดยเฉพาะเมื่ออยู่นอกศาล หากฆาตกรยังย้ำคำว่า “ผมบริสุทธิ์” ซ้ำๆ แม้หลักฐานทุกอย่างจะชี้มาที่เขา แต่ในสายตาคนจำนวนมาก การตัดสินให้ประหารชีวิตก็ยังรู้สึกว่าไม่สมบูรณ์
สำหรับตำรวจ การทำให้คนร้ายสารภาพด้วยความสมัครใจก็สำคัญไม่น้อย ถ้าทำได้ ก็ต้องทำ
มู่จื้อหยางพูดเบาๆ
“เขาทำขนาดนี้แล้วยังไม่โดนประหารเหรอ”
“ใครจะไปรู้ แต่ถ้ารอดจากข้อหาฆาตกรรม ก็มีสิทธิ์โดนแค่โทษประหารรอลงอาญา”
เหว่ยเจิ้นกั๋วพูดแล้วเห็นอาหารมาเสิร์ฟ ก็โบกมือ
“กินก่อน เลิกพูดเรื่องพวกนั้น เดี๋ยวกลับไปรับแขกจากทางมณฑล ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยหน่อย”
“ทางมณฑลเหรอ”
เจียงหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ชื่อเสียงของหน่วยงานระดับมณฑลฟังดูยิ่งใหญ่ก็จริง แต่ในความเป็นจริงแล้วกำลังคนก็ไม่ได้เยอะนัก คดีธรรมดาทั่วไปไม่ได้อยู่ในข่ายความสนใจแน่ ถึงคดีนี้จะดัง แต่ก็ดูเหมือนใกล้จบแล้ว ส่วนที่เหลือก็แค่ขั้นตอนที่น่าเบื่อ
เว้นเสียแต่ว่า...
เจียงหยวนคาดเดา
“หรือว่ามีเรื่องอะไรใหม่โผล่มาอีกเหรอครับ”
“ก็อาจจะเป็นไปได้”
เหว่ยเจิ้นกั๋วพยักหน้า
“คนจากนรกยมโลกน่ะ ทำอย่างไรก็คงเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมายไม่ได้หรอก”
-----
(จบบทที่ 52)