- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 42: เหมาะสมหรือเปล่า
บทที่ 42: เหมาะสมหรือเปล่า
บทที่ 42: เหมาะสมหรือเปล่า
"เราจะ...ไล่เรียงกันยังไงดี?"
หวังจงเดินมาอยู่ข้างเจียงหยวนอย่างรู้หน้าที่
หลังจากตัดลายนิ้วมือที่จับคู่ได้ออกไปแล้ว ยังเหลือลายนิ้วมืออยู่อีกเป็นสิบ ๆ ลาย น่าจะมาจากคนหลายคน งานแบบนี้สำหรับฝ่ายตรวจร่องรอย ก็ถือว่าเป็นคดีใหญ่แล้วเหมือนกัน
“คดีนี้ นายยังจำได้ไหม?”
เจียงหยวนถามก่อนจะเริ่ม สามปีก่อน หวังจงก็เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจร่องรอยแล้ว แถมยังเป็นหนึ่งในสองคนของทั้งกองเลยด้วยซ้ำ
แต่หวังจงกลับส่ายหัว
“จำไม่ค่อยได้แล้ว ไม่ใช่คดีพิเศษอะไร เวลาเราจับคู่ลายนิ้วมือ ส่วนมากก็ไม่ได้ดูคดีหรอก จับคู่ตรงกันก็พอ”
หวังจงเป็นคนประเภทได้หกสิบเปอร์เซ็นต์ก็พอใจแล้ว เวลาได้คะแนนไม่ถึงก็จะพยายามสุดกำลัง แต่ถ้าเกินหกสิบเมื่อไหร่ ก็พร้อมจะปล่อยผ่าน พอถึงขั้นตอนการจับคู่ลายนิ้วมือ ถ้าจับคู่ได้ก็ถือว่าดีเยี่ยม ถ้าไม่เจอก็ไม่เป็นไร จะหาเหตุผลปลอบใจตัวเองได้เสมอ
เจียงหยวนไม่คิดจะไปสอนอะไรเขา
---
เจียงหยวนหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาจดบันทึก แล้วพูดว่า
“ลายนิ้วมือพวกนี้ เรามาแบ่งกลุ่มก่อนว่าเป็นของกี่คน แล้วค่อยมาเลือกวิธีการจับคู่แบบที่เหมาะสม”
“โอเค งั้นก็บันทึกตามเลขภาพถ่ายเลย”
หวังจงก็หยิบสมุดมานั่งข้าง ๆ
เจียงหยวนรับคำเบา ๆ แล้วก็จดจ่อกับการตรวจลายนิ้วมือ บางทีก็ยื่นมือออกมา พลิกดูแล้วดูอีก
ลายนิ้วมือบนจักรยาน ส่วนใหญ่จะมาเป็นคู่ ๆ นอกจากของติ่งหลานที่เป็นเจ้าของจักรยานแล้ว ก็ยังมีลายนิ้วมืออีกหลายคู่ ปรากฏอยู่บนแฮนด์จักรยาน คานกลาง และใต้เบาะ
พอจะจินตนาการได้ว่า คน ๆ หนึ่งหรือหลาย ๆ คนอาจทิ้งจักรยานไว้หลังเกิดเหตุ และลายนิ้วมือพวกนี้ก็เป็นร่องรอยที่ตกค้างอยู่ ถ้าวิเคราะห์ให้ดี อาจพอเดาสถานการณ์ในตอนนั้นได้บ้าง
แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องที่เจียงหยวนคิดอยู่ในใจ
เขารู้ตัวดีว่าเขาเป็นคนยังไง ไม่เพียงแค่เป็นมือใหม่ แต่อันที่จริงเขายังไม่ได้เรียนมาทางด้านสอบสวนโดยตรง เรื่องการสืบสวน การวิเคราะห์ การวินิจฉัยคดี เขาไม่มีประสบการณ์ และขาดความรู้
เมื่อเทียบกับเจ้าหน้าที่สายสอบสวนของแต่ละทีมในกองสืบสวน ส่วนใหญ่เป็นคนเรียนสายตรงมาทั้งนั้น แม้แต่พวกผู้ช่วยตำรวจหนุ่ม ๆ ก็จบจากโรงเรียนตำรวจในมณฑลกันทั้งนั้น หลายคนทำงานไปด้วย สอบข้าราชการไปด้วย พอสอบติดแล้วก็พร้อมทำงานในภาคสนามทันที
พอไปถึงระดับกองเมืองหรือระดับจังหวัด ก็ยิ่งมีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยตำรวจชื่อดัง เช่น มหาวิทยาลัยความมั่นคงประชาชน หรือวิทยาลัยตำรวจอาชญากรรม – สองอันดับต้น ๆ ของวงการ ที่ไม่เพียงมีพวกไอคิวสูงแต่ยังมีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย ทักษะ และความรู้ แต่ถึงจะเก่งแค่ไหน ก็ยังต้องเรียนรู้จากตำรวจรุ่นเก่าอยู่ดี
---
สำหรับเจียงหยวน ที่เรียนนิติเวชจากมหาวิทยาลัยแพทย์ เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเก่งกว่าพวกนั้นแม้แต่น้อย
ถ้าไม่มี ‘ระบบนิติเวช’ ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมา เขาก็คงนั่งรอศพในห้องชันสูตรไปวัน ๆ หรือไม่ก็ไปช่วยงานทั่วไปให้ทีมสืบสวน หรือไม่ก็ตามอู๋จวินออกไปดูศพในที่เกิดเหตุ
แต่พอมีระบบ เจียงหยวนก็เป็นอีกคนหนึ่งไปเลย
อย่างไรก็ตาม เขาก็แค่อยากใช้จุดแข็งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์
ถ้าอิงตามแนวคิดของท่าน ‘เจิงกั๋วฝาน’ ผู้ยิ่งใหญ่แล้วล่ะก็ มือใหม่อย่างเขาควร “สร้างป้อมให้แน่น แล้วค่อยโจมตีข้าศึกอย่างมั่นคง” นั่นแหละ ถึงจะเป็นทางลัดที่เร็วที่สุด
เจียงหยวนไม่สนว่าใครเป็นเจ้าของลายนิ้วมือ ขอแค่จัดกลุ่มให้เรียบร้อย กำหนดลำดับ แล้วก็จับคู่ไปทีละอัน วันนี้ทั้งวัน เขาจัดการได้แค่สามชุด รวมเก้าลายนิ้วมือ
ระดับความยากของลายนิ้วมือพวกนี้ไม่สูงนัก ลายนิ้วมือบนพื้นผิวโลหะทรงกระบอกของจักรยานก็อยู่ที่ประมาณระดับ 2 เท่านั้น
ถ้าเทียบกับลายนิ้วมือในคดี ‘หลิวอวี่โดนทำร้าย’ ซึ่งเป็นคดีที่เกิดหลังสอบเอนทรานซ์ที่เด็กนักเรียนไปสังสรรค์แล้วมีเรื่องกัน ในคดีนั้นมีลายนิ้วมือบนเก้าอี้กลม อยู่ที่ระดับ 3 ขึ้นไป
แต่อย่างว่าคดีหลิวอวี่เป็นคดีร้ายแรง แถมยังเกี่ยวกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและเยาวชนด้วย เลยมีผู้เชี่ยวชาญระดับจังหวัดและเมืองลงมาช่วย แต่ยังจับมือคนร้ายไม่ได้ เพราะลายนิ้วมือเสียหายมากกเกินไป
#
ส่วนคดีที่ติ่งหลานหายตัวไปนั้น เทียบกันไม่ได้เลย
คดีนี้อย่างมากก็แค่ได้รับความสนใจจากรองหัวหน้าหน่วยที่หก เหว่ยเจิ้นกั๋ว ในเชิงเทคนิคก็แทบไม่มีการสนับสนุนเลย
สำหรับเจียงหยวน ถ้าฐานข้อมูลมีลายนิ้วมือให้เปรียบเทียบ ก็ไม่ได้ยากอะไร ปัญหาคือ ลายนิ้วมือบนพื้นผิวทรงกระบอกจะผิดรูปเยอะ ต้องเสียเวลาปรับเยอะ
“เจียงหยวน จะกลับบ้านเลยไหม?”
หวังจงแอบโผล่หัวเข้ามาในห้องทำงาน ถามด้วยความอยากรู้
“จับคุ่ได้กี่คนแล้ว?”
“สามคน”
เจียงหยวนหมายถึงเก้าลายนิ้วมือที่เทียบได้ ซึ่งเป็นของเพื่อนร่วมงานของติ่งหลาน
“สุดยอดเลย”
หวังจงพูดพลางรู้สึกเก้อ ๆ อยู่หน่อย ๆ ตามทฤษฎีแล้ว ลายนิ้วมือพวกนี้เขาน่าจะเคยจับคู่ไปแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ส่วนเจียงหยวนใช้เวลาแค่ครึ่งบ่ายก็จัดการได้ขนาดนี้ แสดงว่าความสามารถของทั้งคู่ต่างกันพอตัว
เจียงหยวนยิ้มอย่างถ่อมตัว
“แค่โชคดีน่ะ”
หวังจงส่ายหน้า ก่อนจะชวน
“ไปกินข้าวเย็นด้วยกันเถอะ นายย้ายมานานแล้ว ยังไม่ได้คุยกันดี ๆ เลย”
“ได้ ไปกี่คน?”
เจียงหยวนตอบตกลงทันที
“ก็ชวนคนรุ่น ๆ เดียวกันน่ะ แล้ว...อยากชวนเหว่ยอิ๋นมาด้วยไหม?”
หวังจงทำหน้าล้อเลียน
เจียงหยวนหลุดหัวเราะ
“ลูกสาวรองทีมหัวหน้าเหว่ยน่ะเหรอ? ฉันยังไม่มีเบอร์เธอเลยนะ”
“ในสมุดเบอร์ติดต่อภายในมีเบอร์เหว่ยอิ๋นนะ หรือจะแอดจากกลุ่ม WeChat ใหญ่ก็ได้”
หวังจงรีบยุเจียงหยวน
“งั้นโอเค”
เจียงหยวนหัวเราะ เปิดมือถือ เข้าแอป WeChat ค้นหาเหว่ยอิ๋นในกลุ่มใหญ่ แล้วกดเพิ่มเพื่อน
หวังจงเห็นเขาทำอย่างคล่องแคล่ว ก็อดอึ้งไม่ได้
---
ในหมู่ชายโสดของทีม พวกแซวกันแบบนี้ส่วนใหญ่จะจบลงที่ฝ่ายโดนแซวยอมแพ้ไปเอง ใครจะคิดว่าเจียงหยวนจะกล้าได้กล้าเสียขนาดนี้
แต่สิ่งที่ทำให้หวังจงตกใจกว่านั้นคือ แค่ไม่กี่นาที เหว่ยอิ๋นก็รับแอดแล้ว
มองเจียงหยวนที่พิมพ์ตอบโต้ได้สบาย ๆ หวังจงถึงกับคิดในใจว่า
‘หรือจริง ๆ แล้ว...โรงเรียนที่เราจบมันไม่เหมาะกันแน่นะ?’
-----
(จบบทที่ 42)