- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 18: คดีโจรกรรมแบบกลุ่มโจร
บทที่ 18: คดีโจรกรรมแบบกลุ่มโจร
บทที่ 18: คดีโจรกรรมแบบกลุ่มโจร
เจียงหยวนนั่งอยู่บนเก้าอี้ ค่อย ๆ ลองลิ้มชิมรสทักษะใหม่ที่เพิ่งได้รับมา
ต่างจากการตรวจลายนิ้วมือ การตรวจสถานที่เกิดเหตุแทบจะเรียกได้ว่าเป็นทักษะพื้นฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนต้องเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจสายงานไหนก็ตาม อย่างน้อยก็ต้องเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุไม่มากก็น้อย
แต่ว่าทักษะด้านการสืบสวนคดีอาญา นั้นมีลักษณะเฉพาะตัวตรงที่ เมื่อไหร่ก็ตามที่เจาะลึกลงไป รายละเอียดและระดับความยากก็จะพุ่งพรวดขึ้นทันที
อย่างทักษะการตรวจที่เกิดเหตุที่ตำรวจทั่วไปตามสถานีต้องเรียนรู้ ก็มักจะเน้นสถานการณ์เล็ก ๆ และครอบคลุมทุกด้าน ส่วนตำรวจจราจรหรือตำรวจสืบสวนก็จะมีจุดเน้นแตกต่างกันไป
การตรวจที่เกิดเหตุในกรณีเหตุการใหญ่ ๆ มักจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยสั่งการ เช่นการบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สิ่งที่ยากที่สุดคือการเก็บรวบรวมหลักฐานให้ได้ก่อนที่อาชญากรจะทำลายหรือซ่อนมัน และถ้าเป็นคดีที่เกิดในที่สาธารณะ ความท้าทายในการตรวจที่เกิดเหตุก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
...
ตามทฤษฎีแล้ว การตรวจที่เกิดเหตุควรจะเหมือนในหนังหรือละคร คือมีผู้เชี่ยวชาญพร้อมอุปกรณ์เฉพาะทาง ตรวจสอบทุกซอกทุกมุมของที่เกิดเหตุ เช่นการติดป้ายระบุหมายเลขให้กับหลักฐาน วางแผนเส้นทางการเข้าสถานที่เกิดเหตุล่วงหน้า หรือแม้แต่การปูแผ่นรองโปร่งใสไว้กับพื้น เพื่อลดผลกระทบต่อหลักฐานให้ได้มากที่สุด
แต่ในโลกความจริง มีแต่สถานีตำรวจระดับเมืองขึ้นไปเท่านั้นที่มีเงินมากพอจะดูแลทีมตรวจที่เกิดเหตุแบบมืออาชีพและพร้อมซื้ออุปกรณ์พิเศษเฉพาะได้
บางเหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ อย่างเช่น บางสถานีในภาคใต้จะมีเงินงบประมาณมาก แต่ถ้าในพื้นที่มีคดีร้ายแรงไม่มากพอ ต่อให้มีบุคลากรเก่งแค่ไหนก็ไม่ได้มีโอกาสพัฒนา ฝึกฝนฝีมือ สุดท้ายก็ย้ายหนีหรือต้องอยู่ไปแบบเปล่าประโยชน์
นอกจากนี้ สำหรับคดีเล็กๆ ทั่วไป การขอให้เพื่อนร่วมงานรวมถึงผู้บังคับบัญชาให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนดในการตรวจสถานที่เกิดเหตุก็เป็นเรื่องยาก
ทักษะที่เจียงหยวนเคยมีเกี่ยวกับการตรวจที่เกิดเหตุ ส่วนใหญ่เป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับจุดเกิดเหตุที่มีศพ เช่นคดีฆาตกรรม หรือคดีทำร้ายร่างกายร้ายแรง พูดง่าย ๆ คือระดับที่เขาเคยทำได้นั้น อยู่ในระดับ "มือใหม่ที่แบกกระเป๋าเครื่องมือ" เท่านั้น
อย่างในคดีของลุงสิบเจ็ด เจียงหยวนก็ช่วยอะไรได้ไม่มากนัก แต่ทักษะใหม่ที่เขาเพิ่งได้รับมานั้น กลับมอบความมั่นใจให้เขามหาศาล ลองคิดดู ข้าวผัดไข่ที่อร่อยและประหยัดขนาดนั้นยังเป็นแค่ระดับสาม งั้นทักษะตรวจที่เกิดเหตุระดับสี่ นี่มันต้องข้าวผัดไข่ใส่เป๋าฮื้อเลยล่ะมั้ง?
...
“คิดอะไรอยู่?”
หวังจงสะกิดเจียงหยวน แล้วพูดต่อ
“ฉันหาคดีนี้มาให้ นายลองดูว่าเหมาะไหม?”
“ยังอยู่ในเขตเราหรือเปล่า?”
เจียงหยวนเงยหน้าถามทันที
อู๋จวินที่นั่งข้าง ๆ เอ่ยชมอย่างปลื้มใจ
“เสี่ยวหยวนใช้ได้เลยนะ เริ่มมีจิตวิญญาณของเจ้าของพื้นที่แล้ว”
หวังจงก็ถอนหายใจอย่างอิจฉา
“ก็มีเงินรางวัลหมื่นหยวนนี่นา บอกตรง ๆ ฉันทำงานมาตั้งนาน เพิ่งเคยเห็นทีมตรวจร่องรอยได้รางวัลสักที ครั้งก่อนที่หัวหน้าสั่งลุยคดีฆาตกรรมค้างเก่าสำเร็จ ได้ตั้งหนึ่งแสนหยวน แต่ตกไปอยู่กับตำรวจสืบสวนโน่นหมด”
คดีฆาตกรรมถ้ามีเบาะแสบ้าง ตำรวจสืบสวนกับสำนักงานเขตก็จะลงมาเอาจริงเอาจังกันทันที ตัวอย่างสุดคลาสสิกคือไปดักรอผู้ต้องหาหน้าบ้านในคืนก่อนวันตรุษจีน—หนาวเหน็บทรมานแต่ก็เต็มไปด้วยความหวัง
...
ที่จริงแล้ว คดีเก่าหลายคดี ก็อาศัยวิธีดั้งเดิมอย่างการดักรอหรือไล่ล่ากันแบบนี้ทั้งนั้นแหละในการคลี่คลาย สำหรับตำรวจสืบสวนในเขตหนิงไท่ เทคโนโลยีมักจะเป็นแค่ตัวช่วยเสริมเล็ก ๆน้อย ๆ เท่านั้น
เจียงหยวนไม่ได้สนใจเงินหมื่นหรอก แต่เขาชอบความรู้สึกแห่งเกียรติยศพวกนี้
ในฐานะคนหมู่บ้านเจียงชุน จะทำให้ฐานะทางบ้านดีขึ้นจากความสามารถตัวเองนั้นเป็นเรื่องยากมาก แถมยังไม่คุ้มเหนื่อย เพราะไม่แน่ว่าพอทำไปทำมา ที่ดินบ้านตัวเองอาจจะโดนเวนคืนเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอีก
ที่สำคัญ ถ้าพ่อของคุณคือ "เจียงฟู่เจิน" แล้วล่ะก็ ความยากและความไม่คุ้มค่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ชื่อ “ฟู่เจิน” แปลว่าเมืองมั่งคั่ง นั้นไม่ได้ตั้งกันเล่น ๆ
แต่ในขณะเดียวกัน การได้มาซึ่ง “เกียรติยศ” ก็เป็นเรื่องที่ยากพอกัน ถ้าทำงานได้ดี คนก็จะหาว่าอาศัยอิทธิพลหรือทรัพย์สินของบ้านตัวเอง ถ้าทำได้ดีมาก ๆ ก็จะถูกหาว่าใช้เงินฟาดหัว
ดังนั้น ไม่ว่าจะที่โรงเรียนหรือในที่ทำงาน การได้รับรางวัลที่บริสุทธิ์จริง ๆ จึงเป็นสิ่งล้ำค่ายิ่งนัก
...
“เล่าเรื่องคดีก่อน พอได้เงินรางวัลเมื่อไหร่ ฉันจะทำข้าวผัดให้พวกนายกินเองเลย”
เจียงหยวนรู้สึกว่าเงินไม่สำคัญนัก จึงตั้งใจจะตอบแทนพวกพ้องด้วยข้าวผัดฝีมือตัวเอง
หวังจงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา แล้วเปิดแฟ้มคดีให้ดู
“ดูหน่อยว่าอันนี้พอไหวไหม?”
หวังจงมักจะค้นคดีในคลังข้อมูลอยู่เสมอ โดยเฉพาะคดีที่สามารถใช้ลายนิ้วมือไขปริศนาได้ หรือคดีที่ลายนิ้วมือเป็นหลักฐานสำคัญ เขามักให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ
แต่ความสามารถเขาก็มีขีดจำกัด คดีที่สแกนแล้วได้ผลก็มีอยู่ไม่มาก คราวนี้มีเจียงหยวนมาร่วมด้วย เขาเลยรู้สึกเหมือนมี "บัฟพิเศษ"* เข้ามาเสริม (*คือการใช้สกิลหรือทักษะเพิ่มความสามารถให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น/ดีขึ้น)
เจียงหยวนมองแฟ้มคดีอย่างคร่าว ๆ แล้วพูดว่า
“คดีลักทรัพย์เหรอ?”
“อย่าดูถูกคดีลักทรัพย์เชียวนะ”
หวังจงจับน้ำเสียงของเจียงหยวนได้ จึงรีบพูดต่อ
“คดีนี้ในเขตเราถือว่าเป็นคดีสำคัญเลยล่ะ แก็งหนึ่งใช้รถที่ดัดแปลงให้มีถังเก็บน้ำมัน แอบไปขโมยน้ำมันจากรถบรรทุกที่จอดอยู่ตามจุดพักรถบนทางด่วน มีผู้เสียหายแจ้งความทั้งในเขตเราและอีกหลายเขตใกล้เคียง ถือว่าเป็นคดีต่อเนื่องเลย ถ้าเราจับได้ก็เท่ากับปิดคดีรวดเดียวได้เป็นสิบ ๆ คดี”
ตอนนี้เจียงหยวนก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น จึงหัวเราะแล้วพูดว่า
“แต่พวกขโมยนี่ ถ้านายจับไม่ได้ตอนกำลังลงมือ พวกมันก็คงไม่มีทางยอมรับหรอกใช่ไหม?”
“อย่างน้อยก็คงจะเกี่ยวข้องกับอีกหลายคดี และฉันเดาว่ารถที่ใช้ต้องเป็นรถดัดแปลง พวกเขาคงไม่ได้ลงมือแค่ไม่กี่ครั้งหรอก น่าจะเป็นกลุ่มที่เคลื่อนที่ไปก่อเหตุทั่วประเทศเลยล่ะ คดีลักทรัพย์แบบแก๊งค์ก็น่าสนใจอยู่นะ”
หวังจงพูดด้วยน้ำเสียงที่มีแอบลังเลอยู่บ้าง ความจริงเขาเลือกคดีนี้ก็เพราะมีเป้าหมายอยู่ในใจ เพราะเขาใช้เวลาพอสมควรในการเทียบลายนิ้วมือของคดีนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่พบที่ตรงกัน เขาจึงรู้สึกเสียดายนิดหน่อย และก็อยากรู้ด้วยว่าเจียงหยวนจะมีวิธีเทียบอย่างไร และจะสำเร็จหรือไม่
...
แต่ที่จริง คดีลักทรัพย์แบบแก๊งค์นั้นถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว
หากดูตาม “ตารางจัดอันดับพลังรบ” คดีลักทรัพย์แบบที่เกิดเหตุใหม่ ๆ จะได้คะแนนประมาณ 0.1 ซึ่งดูเหมือนน้อย แต่ถ้าเป็นลักษณะแบบแก๊งค์ คะแนนก็จะคูณเพิ่มเป็นสองหรือสามเท่า เท่ากับว่าแค่คดีเดียวก็ได้ 0.2 - 0.3
ยิ่งไปกว่านั้น คดีลักษณะนี้มักจะไม่ได้ลงมือแค่ครั้งเดียว ถ้าโชคดีอาจเท่ากับได้ปิดคดีรวดเดียวเป็นสิบ ๆ คดีเลย แบบนี้คุ้มเข้าไปใหญ่
ยังไม่นับเรื่องการจับผู้ต้องหาได้อีกคนหนึ่ง ก็ได้คะแนนเป้าหมายการปฎิบัติงานเพิ่มอีกราว 1 แต้ม ถ้าแก๊งค์มีหลายคน ก็ยิ่งคุ้มค่า
สำหรับทีมสืบสวนอาชญากรรมแล้ว ในระบบประเมินผลงานประจำปีก็มักจะมีเป้าหมายเรื่องจำนวนคดีที่ปิดได้ ซึ่งก็มักจะอาศัยคดีลักทรัพย์แบบแก๊งค์พวกนี้ในการมาเติมเต็มคะแนน
สำหรับเจียงหยวนเอง เขาไม่มีเป้าหมายหรือความลำเอียงอะไรเป็นพิเศษ ว่าคดีต้องใหญ่หรือสำคัญแค่ไหน ถึงจะลงมือ
เขาพูดขึ้นมาสองสามประโยคแล้วก็นั่งตัวตรง หยิบลายนิ้วมือแบบ “โค้ง” จากในแฟ้มมาทั้งหมด 5 ลาย แล้วพูดว่า
“ตอนนี้ที่ฉันทำได้ดีคือแบบนี้ ส่วนลายนิ้วมือแบบอื่นขอยังไม่ทำละกัน”
“งั้นนายก็ทำไปก่อนเถอะ”
หวังจงเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเจียงหยวนถึงทำแต่ลายนิ้วมือแบบโค้ง เขาเลยคิดว่าอีกฝ่ายคงมีรสนิยมแปลก ๆ และตอนนี้เขาเองก็ตาโตเป็นพิเศษ อยากดูว่าคนมีบัฟจะลงมือยังไง
-----
(จบบทที่ 18)