- หน้าแรก
- หวนคืนฝัน รันเวย์รักดีไซเนอร์
- บทที่ 4 - ทุกอย่างเริ่มต้นจากการทำความรู้จัก
บทที่ 4 - ทุกอย่างเริ่มต้นจากการทำความรู้จัก
บทที่ 4 - ทุกอย่างเริ่มต้นจากการทำความรู้จัก
"คุณเซี่ยง เซ็นชื่อตรงนี้ก็เรียบร้อยครับ แล้วก็นี่... ของคุณครับ"
ที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน เซี่ยงหยางรับกระดาษและปากกาจากพนักงาน น้ำหอมที่เขาต้องการถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่แรก แค่เซ็นชื่อในใบยืนยันก็เป็นอันเสร็จสิ้น
"ขอบใจมาก" เซี่ยงหยางถือปากกา กวาดสายตามองรายการ แล้วเซ็นชื่อตัวเองลงไปทันที
น้ำหอมพวกนี้เขาต้องจ่ายเงินซื้อเอง แต่หลังจากหักส่วนลดพนักงานแล้วราคาก็ถูกมาก
ขณะที่เซี่ยงหยางคืนใบเสร็จและปากกาให้อีกฝ่าย และกำลังจะหยิบตัวอย่างน้ำหอมมาฉีดที่ตัว ด้านหลังก็มีเสียงอุทานใสกังวานดังขึ้น
"เป็นคุณนี่เอง!"
พอหันกลับไปมอง ก็คือ 'เธอ' คนนั้น!
ในดวงตาใสกระจ่างของหลิวซีซีฉายแววประหลาดใจ ทั้งสองเพิ่งเจอกันที่ร้าน Dior เมื่อไม่นานมานี้ เผลอแป๊บเดียวก็มาเจอกันที่นี่อีกแล้ว
ความบังเอิญที่ได้พบกันอีกครั้ง ทำให้เธอยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย
"คุณผู้หญิงครับ ท่านนี้คือดีไซเนอร์เจ้าของผลงานที่คุณเลือก 'โทมัส เซี่ยง' ครับ เขาเป็นดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดของ Hermès ตอนนี้ ผลงานของเขาเคยได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมจากเวที Prix Émile Hermès ปี 07..."
พนักงานขายที่คุ้นเคยกับเซี่ยงหยางยิ้มแย้มขณะแนะนำตัวเขา แต่เสียงนั้นกลับฟังดูพร่ามัวในหูของเซี่ยงหยาง
เพราะในวินาทีที่หันกลับมา จิตใจของเขาก็ถูกลักพาตัวไปโดยลักยิ้มตื้น ๆ บนใบหน้าเปื้อนยิ้มของหลิวซีซีเสียแล้ว
"มิน่าล่ะ ผู้คนถึงได้คลั่งไคล้กันนัก" เซี่ยงหยางจ้องมองหลิวซีซีในระยะประชิดด้วยความทึ่ง เขาคิดขึ้นมาโดยไม่ทันได้ไตร่ตรอง
สิ่งสวยงามจำเป็นต้องสัมผัสในระยะใกล้ ถึงจะรับรู้ความจริงแท้ที่สุด
วงการแฟชั่นไม่เคยขาดแคลนหนุ่มหล่อสาวสวย พวกเขาเหมือนระลอกคลื่น หรือผีเสื้อที่บินว่อนในดงดอกไม้งามยามฤดูใบไม้ผลิ จนทำให้คนดูลายตา
แต่หลิวซีซีที่อยู่ตรงหน้า กลับมอบความรู้สึกแปลกใหม่ให้กับเซี่ยงหยางที่เริ่มจะมีอาการ 'เบื่อความงาม'
เหมือนกับในวันที่อากาศแจ่มใส ขณะกำลังเดินทอดน่องรับลมฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นไปตามทางเดินกลางทุ่งดอกไม้ สูดกลิ่นหอมหวานที่ลอยมากับลมทะเลชื้น ๆ ระหว่างที่มองดูผีเสื้อสีขาวตัวเล็กเกาะอยู่บนดอกไม้ ทันใดนั้นก็มี 'ผีเสื้อเฮเลนา' ตัวหนึ่งบินผ่าน... ผีเสื้อที่มีปีกสีน้ำเงินเข้ม รูปร่างงดงาม และมีสีสันเจิดจรัสราวกับสายรุ้ง
มันทำให้ดวงตาของผู้พบเห็นสว่างวาบ
สิ่งที่ดึงดูดเซี่ยงหยาง ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกที่งดงามหมดจด แต่ยังรวมถึงออร่าที่แผ่ออกมาตามธรรมชาติ... ความสง่างามที่เรียบง่าย
ใช่แล้ว คำศัพท์ที่แวบเข้ามาในหัวของเซี่ยงหยางไม่ใช่สำนวนพรรณนาสาวงามที่มีอยู่ดาษดื่น
คำพวก ผมดำขลับดั่งน้ำหมึก ผิวพรรณดั่งหยก ดวงตางามซึ้ง มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง... คำพวกนี้พอมาใช้กับเธอ กลับกลายเป็นการลดทอนความงามของเธอให้ดูดาษดื่นไปเสียอย่างนั้น
เธอมีความพิเศษ
"ไฮ สวัสดีครับ คุณหลิว"
จ้องมองดวงตาสีนิลคู่นั้นที่แฝงแววประหลาดใจและใสกระจ่าง เซี่ยงหยางเผยรอยยิ้มสดใสพร้อมยื่นมือออกไป พร้อมกันนั้นก็พูดด้วยภาษาที่ทั้งสามคนเข้าใจตรงกันว่า
"ฟรังก์ คุณอย่าอวยผมเกินไปหน่อยเลย แฟนคลับในประเทศของเธอรวมกันน่ะ มากกว่าประชากรฝรั่งเศสทั้งประเทศเสียอีก เธอเคยแสดงหนังกับเฉินหลงและเจท ลีเชียวนะ"
"หืม?"
"ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ..." พอได้ยินคำชมที่ดูเกินจริงของเซี่ยงหยาง และการพูดถึงผลงานเมื่อปีที่แล้วของเธอ หลิวซีซีก็มีสีหน้ากระดากอายเล็กน้อย
ปีที่แล้วหลังจาก "The Forbidden Kingdom" (หนึ่งฟัดหนึ่ง ใหญ่ต่อใหญ่) เข้าฉาย ก็กวาดรายได้ในประเทศไป 145 ล้านหยวน แต่ตัวเลขนี้มันเยอะเหรอ? แล้วเธอมีส่วนช่วยในรายได้นี้มากแค่ไหนกัน?
บทบาทที่เธอเล่นโดดเด่นไหม?
เธอได้สร้างคุณูปการในเชิงบวกให้กับหนังที่ถูกวิจารณ์ว่าห่วยเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า?
พอนึกถึงคำวิจารณ์และกระแสลบที่ได้รับจากภาพยนตร์เรื่องแรกในการก้าวเข้าสู่ฮอลลีวูด หลิวซีซีก็เกิดความรู้สึกหดหู่ขึ้นในใจเล็กน้อย
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเซี่ยงหยางที่กำลังแนะนำเธอให้กับพนักงานชาวต่างชาติ เธอก็ยังคงรักษามารยาท ยื่นมือออกไปสัมผัสมือที่ยื่นมาของอีกฝ่ายเบา ๆ
ทั้งสองสัมผัสกันเพียงผิวเผิน แล้วผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
"มั่นใจในตัวเองหน่อยสิครับ ผมชอบผลงานของคุณมากนะ"
ยังไม่ทันได้ซึมซับความนุ่มนวลที่ผ่านวูบไป เซี่ยงหยางสัมผัสได้ถึงความมั่นใจที่เลือนหายไปจากหางตาของเธอ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดให้กำลังใจ "คุณมาดูแฟชั่นโชว์เหรอครับ?"
"ไม่ใช่ค่ะ" คำให้กำลังใจที่อบอุ่นทำให้หลิวซีซีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ส่งยิ้มจากใจให้คนที่พูดภาษาจีนกับเธอ แล้วพูดเสียงเบาว่า "ขอบคุณนะคะ ฉันเองก็ชอบผลงานของคุณมากเหมือนกัน นึกไม่ถึงเลยว่าจะบังเอิญขนาดนี้"
"ครับ บังเอิญจริง ๆ" เซี่ยงหยางพยักหน้า
เมื่อเห็นทั้งสองคนคุยกันเป็นภาษาจีน ฟรังก์ผู้เป็นพนักงานขายก็ยิ้มบาง ๆ ถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งอย่างแนบเนียน พร้อมกับส่งสัญญาณให้พนักงานคนอื่นนำภาพวาดที่บรรจุใส่กล่องสี่เหลี่ยมเรียบร้อยแล้วเข้ามา
"เมื่อไหร่จะได้เห็นผลงานใหม่ของคุณล่ะครับ?" เซี่ยงหยางเมินฟรังก์ และทุ่มความสนใจไปที่หลิวซีซีพร้อมกับถามอย่างเป็นกันเอง
"..." หลิวซีซีชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วส่ายหน้า "ฉันอยู่ระหว่างพักร้อนค่ะ"
"อ๋อ ก็ดีเหมือนกันครับ ถ่ายหนังเหนื่อยจะตาย พักผ่อนบ้างก็ดี"
"ก็โอเคค่ะ"
"ขอบคุณที่ชอบภาพวาดของผมนะครับ นี่นามบัตรผม ถ้าคราวหน้ามาปารีสแล้วมีเวลา ผมเชิญคุณไปชมนิทรรศการนะครับ"
"ได้เลยค่ะ ถ้ามีโอกาสนะ"
"จริงสิ คุณช่วยเซ็นลายเซ็นให้ผมหน่อยได้ไหมครับ" คุยสัพเพเหระกันสองสามประโยค พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีมาดดาราเลยสักนิด แถมยังรับคำเชิญของเขา เซี่ยงหยางที่ชินกับการรับมือดาราก็รู้สึกผ่อนคลายยิ่งขึ้น เขาหยิบถุงกระดาษ Dior ขึ้นมาจากพื้น แล้วพูดว่า
"พูดตามตรง จู่ ๆ ก็รู้ตัวว่าต้องเซ็นชื่อให้คุณ ผมยังปรับตัวไม่ค่อยทันเลย เพราะผมโตมากับการดูละครของคุณน่ะครับ"
"..."
"เป็นอะไรไปครับ?"
พอเห็นคนสวยขมวดคิ้ว เซี่ยงหยางนึกว่าหลิวซีซีจะรู้สึกว่าการเซ็นชื่อบนถุง Dior มันไม่เหมาะสม มือที่ถือปากกามาร์กเกอร์จึงชะงักไป เขาโปรยยิ้ม "วางใจเถอะครับ ผมเก็บสะสมเอง"
"ไม่ใช่ค่ะ..."
"แล้ว?"
"คุณอายุเท่าไหร่คะ?"
"26 ครับ ทำไมเหรอ?"
ทำไมเหรอ? หลิวซีซีกระพริบตาปริบ ๆ ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่รู้ว่าเป็นความดีใจหรือความกลัดกลุ้มกำลังพัวพันปั่นป่วนอยู่ในใจเธอ
จากคำพูดของเซี่ยงหยาง เธอรับรู้ได้ชัดเจนว่า ภาพจำบนจอเงินที่เขามีต่อเธอนั้น ยังคงหยุดอยู่ที่บทบาทสมัยเพิ่งเข้าวงการ
เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่แปะป้าย 'หวังอวี่เหยียน' 'เซียวเหล่งนึ่ง' 'จ้าวหลิงเอ๋อร์' ไว้บนตัวเธอ
แต่ว่า ป้ายพวกนี้มันดีจริง ๆ น่ะเหรอ?
ในฐานะนักแสดง เธออดไม่ได้ที่จะคิดมากไปไกล
"คุณเซี่ยง คุณหลิวครับ"
ขณะที่บรรยากาศกระอักกระอ่วนกำลังก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งสอง ฟรังก์ที่รับกล่องมาจากเพื่อนร่วมงานก็เข้ามาขัดจังหวะได้ทันท่วงที
"อยากเขียนข้อความอะไรไหมครับ?"
"อะไรก็ได้ค่ะ"
...
"ถ่ายทันไหม? เด็ดสุด ๆ !"
ห่างออกไปไกลจากหน้าร้าน Hermès นักข่าวสองคนที่วิ่งตามมาถือกล้องเช็กรูปถ่ายซ้ำไปซ้ำมา เพื่อดูว่าภาพชัดเจนหรือไม่
"จู่ ๆ ฉันก็สังหรณ์ใจว่าโบนัสปีนี้มีหวังแล้วว่ะ"
นักข่าวคนหนึ่งพูดขึ้นขณะเช็กรูปถ่ายใบหน้าเปื้อนยิ้มของหลิวซีซีกับเซี่ยงหยางที่อยู่ใกล้ชิดกัน
ส่วนรูปที่เซี่ยงหยางยื่นนามบัตรให้หลิวซีซี รูปจับมือตามมารยาท หรือรูปแลกกันเซ็นชื่อน่ะเหรอ สำคัญด้วยเหรอ?
ขอทีเถอะ เทียบกับรูป 'โคลสอัพ' ที่ดูสนิทสนมกันเนี่ย ใครเขาจะไปสนรูปพวกนั้น
"แกว่..." นักข่าวคนหนึ่งขมวดคิ้ว กระซิบเสียงเบา "แกว่เดี๋ยวสองคนนั้นจะเดินออกมาจากร้านพร้อมกันไหม?"
"ฉันก็ภาวนาให้เป็นงั้น" ในฐานะคู่หู นักข่าวอีกคนรู้สึกว่าความคิดนี้เลิศมาก จึงพูดทีเล่นทีจริงว่า "ถ้าคุยกันกระหนุงกระหนิง ท่าทางสนิทสนมออกมาด้วยยิ่งดี ฮ่า ๆ"
"งั้นเรายังต้องเข้าไปสัมภาษณ์ไหม?" นักข่าวที่ถือกล้องเกาหัว น้ำเสียงลังเล
"ดูสถานการณ์ก่อน ถ้าออกมาพร้อมกันเราก็ไม่เข้าไป แต่ถ้าแยกกัน..."
"ไม่ถูกสิ ถ้าออกมาพร้อมกัน เรายิ่งต้องเข้าไปใหญ่!"
"เออ จริงด้วย!"
[จบแล้ว]