- หน้าแรก
- หวนคืนฝัน รันเวย์รักดีไซเนอร์
- บทที่ 1 - รสนิยมการแต่งตัวที่ถูกวิจารณ์
บทที่ 1 - รสนิยมการแต่งตัวที่ถูกวิจารณ์
บทที่ 1 - รสนิยมการแต่งตัวที่ถูกวิจารณ์
ต้นฤดูใบไม้ผลิ ปี 2009
ฤดูหนาวของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสนั้นหิมะตกน้อยทว่าฝนกลับชุกชุม
เพิ่งผ่านพ้นเดือนมกราคมไปได้ไม่นาน เทศกาลตรุษจีนก็สิ้นสุดลง 'เซี่ยงหยาง' ที่อ้างสิทธิ์ความเป็นคนจีนเพื่อขอลาหยุดพักผ่อนหนึ่งสัปดาห์กำลังใช้เวลาวันสุดท้ายของวันหยุด เขาออกจากที่พักแต่เช้าตรู่ฝ่าสายฝนพรำ สวมหมวกไหมพรมและห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อโค้ทเนื้อละเอียดสีดำสนิทราคาแพง มุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟแห่งหนึ่งใจกลางเมือง
ด้านนอกร้านกาแฟ ภายใต้ร่มกันแดดคันใหญ่
'คริสโตเฟอร์ เลอแมร์' ในวัย 44 ปีนั่งตัวเกร็งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้ น่าเสียดายที่ความสุขุมตามวัยและหนวดเคราดกหนานั้นไม่อาจปกปิดความตึงเครียดของเจ้าตัวได้เลย กาแฟตรงหน้าส่งควันลอยกรุ่นแต่เขากลับไม่ได้ให้ความสนใจมันแม้แต่น้อย
กระทั่งเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในหางตา เขาถึงได้ดึงสติตัวเองกลับมา
"โทมัส ทางนี้"
เซี่ยงหยางที่เดินเลี้ยวหัวมุมถนนมาและกำลังมองหาเลอแมร์อยู่หันขวับไปตามเสียงเรียก
เขาสาวเท้าก้าวเข้าไปหาเจ้านาย เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของอีกฝ่าย เขาก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบนพร้อมกับบ่นอุบ
"บอกกี่ครั้งแล้วว่าถ้ามีเรื่องด่วนให้เรียกว่าเซี่ยงหยาง อย่าเรียกว่าโทมัส แล้วก็ไม่ต้องเร่ง ผมไม่ใช่รถไฟหัวกระสุน ผมเดินมาด้วยสองขา คุณนัดเจอผมที่สำนักงานใหญ่ไม่ได้หรือไง ผมจะได้ไปตอกบัตรเข้างาน อย่างน้อยก็โดนหักเงินเดือนน้อยลงไปวันนึง"
ปากก็บ่นเจ้านายไปพลาง สายตาก็เหลือบมองกาแฟแก้วเดียวที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความระอา
ขี้งกจริง ๆ ! ความงกนี่มันฝังลึกเข้าไปในกระดูกดำแล้วมั้ง
"กาแฟแก้วนั้นผมสั่งให้คุณ ผมไม่ดื่ม" เลอแมร์ไม่ได้สนใจคำบ่นของเซี่ยงหยาง เขาผายมือให้อีกฝ่ายนั่งลงพร้อมกับดันแก้วกาแฟตรงหน้าไปให้
"คุณยังไม่ได้ดื่มจริงนะ ?" เซี่ยงหยางมองแก้วกาแฟด้วยสายตารังเกียจ
"วางใจเถอะ ยังไม่ได้แตะเลย ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะดื่มหรอกคุณก็รู้" เลอแมร์รีบโบกไม้โบกมือ น้ำเสียงของเขาดูตื่นเต้น ดวงตาแดงก่ำคู่นั้นดูมีพลังเป็นพิเศษ
จะเรียกว่าตื่นเต้นหรือคึกคักจนเกินเหตุก็คงไม่ผิดนัก
"คุณเป็นอะไรของเนี่ย อย่าบอกนะว่าโกติเยร์เกิดปิ๊งไอเดียอะไรใหม่ออกมาอีกจนทำคุณไม่ได้หลับไม่ได้นอน นี่แบบร่างก็เคาะกันจบไปแล้วนะ หรือว่าจะเรียกพวกเรากลับไปแก้แบบอีก !" เซี่ยงหยางยกกาแฟขึ้นจิบ สีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายทำให้เขาเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี
โกติเยร์ที่เขาพูดถึง มีชื่อเต็มว่า 'ฌอง ปอล โกติเยร์' ดีไซเนอร์ระดับตำนานของฝรั่งเศส ผู้กุมบังเหียนยุคทองของ Hermès และเป็นเฒ่าทารกจอมซนแห่งวงการแฟชั่น
และเขายังเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แผนกเสื้อผ้าสตรีคนปัจจุบันของ Hermès อีกด้วย
"ไม่หรอก เรื่องนี้มันน่ากลัวยิ่งกว่านั้น" เลอแมร์จ้องมองเซี่ยงหยางอยู่นานก่อนจะส่ายหน้า
"งั้นคุณไม่ต้องบอกผมแล้ว ผมขอกลับไปทำงานก่อน ส่วนเรื่องลางานผมส่งอีเมลแจ้งคุณไปแล้วนะ อย่ามาทำเนียนปฏิเสธเชียว"
พอได้ยินว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่จะต้องใช้ในปารีสแฟชั่นวีกเดือนมีนาคม เซี่ยงหยางก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นยืน
นั่นมันปารีสแฟชั่นวีกเชียวนะ !
ขืนปล่อยไก่ในรันเวย์ระดับนี้หรือไปทำให้โกติเยร์กริ้วขึ้นมา ชีวิตของเซี่ยงหยางหลังจากนี้คงไม่ต้องรอวันหยุดตรุษจีนอีกแล้ว
เพราะคงได้หยุดยาวไปตลอดชีวิต...
แถมความฝันของเขาก็คงพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
"คุณอย่าเพิ่งใจร้อนสิ !" ไม่ทันที่เซี่ยงหยางจะลุกหนี เลอแมร์ก็คว้าแขนอีกฝ่ายไว้แน่น ความตื่นเต้นทำให้ขอบตาเขาแดงจนน่ากลัว ริมฝีปากสั่นระริกขณะเอ่ยออกมา "เมื่อคืนโกติเยร์มาหาผม เขาบอกว่า..."
"เขาบอกว่าอะไรเล่า !" เห็นเลอแมร์อึกอักจนแทบจะพูดภาษาฝรั่งเศสไม่เป็นภาษาคน เซี่ยงหยางก็ยิ่งไม่มีอารมณ์จะมานั่งรอความตายอยู่ตรงนี้ เขาพยายามแกะมือที่เกาะหนึบเป็นตุ๊กแกบนแขนตัวเองออกพร้อมกับพูดด้วยความร้อนรน
"ผมขอร้องล่ะ ปล่อยผมไปเถอะนะ ! ผมเข้าวงการมา ได้รางวัลปุ๊บก็มาทำงานกับคุณที่ LACOSTE (ลาคอสต์) แล้วก็ย้ายตามคุณมาอยู่ที่ Hermès ถึงจะไม่มีความดีความชอบแต่ก็มีความลำบากตรากตรำนะ คุณจะลากผมลงนรกไปด้วยไม่ได้ เชื่อผมสิ รักแท้ของคุณรออยู่ในอนาคตอันใกล้นี้แหละ ! ปล่อยผมไปเถอะ"
"ผมกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบเสื้อผ้าสตรี โกติเยร์กำลังจะลงจากตำแหน่งหลังจบโชว์ครั้งนี้"
"อะไรนะ !"
"เรื่องจริง ผมไม่ได้หลอกคุณ..."
หลังจากเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนจบ เลอแมร์ก็กางแขนออกกว้าง เขาหวังว่าดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งอนาคตที่เขาปลุกปั้นมากับมือและเป็นเหมือนแขนซ้ายแขนขวาของเขา จะกล่าวแสดงความยินดีจากใจจริง
แต่อีกฝ่ายกลับแค่พยักหน้าทื่อ ๆ แล้วพูดออกมาประโยคเดียวว่า "Good job"
"Good job ?!"
ฟังดูสิ นั่นใช่ภาษาคนหรือเปล่า !
เขากำลังจะได้เป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบเสื้อผ้าสตรีของ Hermès เชียวนะ แต่เจ้าเด็กนี่กลับพูดแค่ "Good job" แถมยังเป็นภาษาอังกฤษอีกต่างหาก ภาษาฝรั่งเศสสักคำก็ไม่ยอมพูด
"อืม ก็ดีแล้วนี่ แล้ว... แล้วไงต่อ ?" เซี่ยงหยางทำหน้างง ที่เขาพูดไปมันมีปัญหาตรงไหน
หรือว่าจะให้เลื่อนตำแหน่งแล้วขึ้นเงินเดือนด้วย จะได้เป็นโชคสองชั้น ?
...
ปารีสแฟชั่นวีกนั้นแบ่งออกเป็น 'เสื้อผ้าสำเร็จรูป' และ 'โอต์กูตูร์' (เสื้อผ้าตัดเย็บชั้นสูง) ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมาก
ปารีสโอต์กูตูร์นั้นมีเกณฑ์การคัดเลือกที่สูงลิบลิ่ว แบรนด์จะต้องได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมผู้จัดงานเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วม โดยจะมีการจัดแสดงคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนในเดือนมกราคม ส่วนคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวจะจัดในเดือนกรกฎาคม หมายความว่าคอลเลกชันโอต์กูตูร์ที่เพิ่งจัดแสดงไป อีกเพียงเดือนหรือสองเดือนก็จะกลายเป็นแฟชั่นตามฤดูกาล
ส่วนแฟชั่นวีกเสื้อผ้าสำเร็จรูป จะจัดแสดงล่วงหน้าครึ่งปี
แต่ไม่ว่าจะจัดงานแบบไหน สำหรับวงการแฟชั่นแล้ว มันคืองานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่เสมอ ตลอดช่วงเวลานั้น ดีไซเนอร์ ดารา นางแบบ สไตลิสต์ บายเออร์ พีอาร์ของแบรนด์ และสื่อมวลชนสายแฟชั่น ล้วนแต่มารวมตัวกันที่นี่
น่าเสียดายที่เรื่องพวกนี้แทบไม่เกี่ยวข้องกับเซี่ยงหยางเลย
นับตั้งแต่วันที่รู้ว่าเจ้านายอย่างเลอแมร์จะได้เลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือน เนื่องด้วยผลงานของเขายังไม่เข้าตาและไม่ได้แสดงความจงรักภักดีให้ทันท่วงที เขาก็ดูเหมือนจะยิ่งห่างไกลจากโชว์ครั้งนี้ออกไปทุกที
อย่างน้อยเขาก็คิดแบบนั้น
เพราะขณะที่เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเดือนก่อนแฟชั่นวีกจะเปิดฉาก เขากลับถูกเลอแมร์ส่งไปทำงานที่ประเทศจีน
"ก็ดีเหมือนกัน จะได้ถือโอกาสกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่ด้วย"
ณ สนามบินในกรุงปารีส เซี่ยงหยางที่จัดการเรื่องเช็กอินเสร็จเรียบร้อยถือตั๋วเครื่องบินในมือพลางบ่นพึมพำ
เมื่อเทียบกับการเข้าร่วมแฟชั่นวีกเสื้อผ้าสำเร็จรูปแล้ว โอต์กูตูร์คอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่มีเวลาเตรียมตัวอีกเพียงไม่กี่เดือนต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ ทั้งเลอแมร์และเซี่ยงหยางต่างเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ เลอแมร์ต้องการให้เริ่มเตรียมงานตั้งแต่ตอนนี้ เพราะนี่จะเป็นโชว์แรกของเขาในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์แผนกเสื้อผ้าสตรีของ Hermès
พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสามยักษ์ใหญ่แห่งวงการโอต์กูตูร์อย่าง Chanel Dior และ Valentino โดยใช้เสื้อผ้าสำเร็จรูปเข้าสู้กับงานตัดเย็บชั้นสูง
เลอแมร์ที่กำลังหัวหมุนกับการรับมือแฟชั่นวีกเสื้อผ้าสำเร็จรูป จึงทำได้เพียงส่งเซี่ยงหยางที่เคยหารือแนวคิดเบื้องต้นกันไว้แล้ว ให้เดินทางไปประเทศจีนเพื่อตามหาผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ถ้ามอบหมายให้คนอื่นทำ เขาคงวางใจไม่ได้
เร็วกว่าในความทรงจำที่เลือนรางไปเกือบหนึ่งปี
เซี่ยงหยางเม้มปาก บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า 'ผีเสื้อขยับปีก'
ใช่แล้ว เซี่ยงหยางในวัย 26 ปี ที่ฉายแววอัจฉริยะด้านการออกแบบเสื้อผ้าตั้งแต่อายุน้อย มีสาเหตุมาจากการที่เขาเป็นผู้กลับชาติมาเกิดใหม่
วันหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน เขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองย้อนกลับมาตอนอายุ 16 ปี
ในตอนแรก เซี่ยงหยางกะว่าจะใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ เพราะชาติที่แล้วเขาเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า เรียนจบมาก็ทำงานงก ๆ ในสายงานเดิมจนอายุ 40 บริษัทก็ไม่มีความก้าวหน้าอะไรนอกจากก๊อปเกรดเอไปวัน ๆ ทำให้เขาไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ชาตินี้ ต่อให้ตายยังไงเขาก็จะไม่ยอมเป็นแค่คนทำแพทเทิร์นอีกแล้ว
เล่นหุ้นหาเงิน ใช้ชีวิตรวย ๆ สบาย ๆ ไม่ดีกว่าหรือ
แต่เขาก็พบว่าความไม่ยินยอมพร้อมใจและความเสียดายที่ไม่ได้ไล่ตามความฝันในชาติก่อนมันฝังลึกอยู่ในสมอง ทุกค่ำคืนเขานอนพลิกไปพลิกมา ข่มตานอนไม่หลับ รู้สึกว่าถ้าไม่กลับไปสานต่ออาชีพเดิมเพื่อทำความฝันในชาติที่แล้วให้สำเร็จ คงเสียชาติเกิดที่อุตส่าห์ได้ย้อนเวลากลับมา
เพียงแต่ครั้งนี้ ต้นทุนของเขาสูงกว่าชาติที่แล้วมากโข
อาศัยแนวคิดการออกแบบที่อยู่ในหัว แบบร่างเสื้อผ้าสำเร็จรูปของแบรนด์ดังต่าง ๆ บวกกับประสบการณ์การทำแพทเทิร์นหลายปี หลังจากเกลี้ยกล่อมพ่อแม่ให้ย้ายมาอยู่ยุโรปได้ เขาก็สอบเข้าเรียนที่ Central Saint Martins College of Art and Design ในอังกฤษด้วยคะแนนที่ยอดเยี่ยม
ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย เขาได้รับความสนใจจากบริษัทเสื้อผ้ามากมายและได้รับความชื่นชมจากอาจารย์
ในวันจบการศึกษา เขาได้จัดนิทรรศการเดี่ยวของตัวเอง
ในปีเดียวกันนั้น เขายังได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมจากเวที Prix Émile Hermès (แอร์แมส) (ปี 2007) ซึ่งเป็นการประกวดออกแบบหัวข้อพิเศษที่ Hermès จัดขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ทั่วโลก
ในวันที่ได้รับรางวัล คริสโตเฟอร์ เลอแมร์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของ LACOSTE ได้เชิญเขาเข้าร่วมทีม เลอแมร์มองเห็นปรัชญาการออกแบบและสไตล์ที่คล้ายคลึงกันจากผลงานจบการศึกษาของเซี่ยงหยาง
เรียบง่าย สง่างาม สวมใส่สบาย และดูเป็นผู้ใหญ่ ถ่ายทอดความหรูหราที่เรียบง่ายผ่านวัสดุของเสื้อผ้าและแรงบันดาลใจในการออกแบบอันประณีต
การตัดสินใจของเซี่ยงหยางผิดไปจากที่หลายคนคาดเดา เขาไม่ได้เลือกที่จะสร้างแบรนด์ของตัวเองเหมือนกับดีไซเนอร์เชื้อสายจีนรุ่นใหม่คนอื่นที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการแฟชั่น
แต่เขากลับตอบรับคำเชิญนี้
เหตุผลไม่มีอะไรมาก ประสบการณ์จากชาติที่แล้วสอนให้เขารู้ว่านิสัยที่ชอบทำตัวโดดเด่นมักจะโดนเล่นงานในที่ทำงาน การจะเติบโตในวงการนี้ได้ การมีที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งย่อมดีกว่าเสมอ
การได้ทำงานกับคริสโตเฟอร์ เลอแมร์ เพื่อสร้างคอนเนกชันไปก่อนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
"รับเงินเขามาแล้ว ก็ต้องทำงานให้คุ้มค่าจ้าง" เซี่ยงหยางที่เลือกเกาะขาเจ้านายเพื่อเริ่มต้นอาชีพ เดินเข้ามาในร้านกาแฟ สั่งอเมริกาโนร้อนหนึ่งแก้ว แล้วนั่งลงเตรียมจะพักผ่อนสักหน่อย
ตอนนั้นเอง นักข่าวผิวเหลืองกลุ่มหนึ่งที่ถือกล้องวิดีโอก็เดินเข้ามาในร้าน พวกเขากำลังตรวจสอบรูปถ่ายกันอย่างจ้าละหวั่น
"ผู้ช่วยของซีซีใจป้ำจริง ๆ แต่ชุดที่ซีซีใส่เนี่ยสิ ผมเกือบจำไม่ได้เลย"
"อย่าให้พูดเลย ผมตามถ่ายเธอมาหลายปีแล้ว รูปที่พอดูได้มีนับนิ้วได้เลย"
"แต่ว่ากันว่าแฟชั่นวีกกำลังจะเริ่มแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอถึงมาเช้าขนาดนี้ แถมยังจะรีบกลับอีก ?"
"เห็นว่านิตยสารทางฝั่งไต้หวันเชิญเธอไปถ่ายปกนะ"
"งั้นเหรอ คุณว่าไหม เธอได้ขึ้นนิตยสารแฟชั่นก็บ่อย แต่ทำไมการแต่งตัวในชีวิตประจำวันถึงได้..."
"คนเขาเบ้าหน้าฟ้าประทาน จะแต่งยังไงก็เรื่องของเขา แต่ลำบากพวกเรานี่สิ"
"นั่นสิ วงการเรานี่มันยากจริง ๆ เจอดาราหญิงที่รสนิยมการแต่งตัวแย่แบบนี้ จะเลือกรูปส่งกลับไปแต่ละทีก็ลำบาก... ดูสิ แต่งตัวยังสู้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้เลย"
ช่างภาพคนหนึ่งพยักพเยิดหน้าไปทางเซี่ยงหยาง เพื่อให้เพื่อนร่วมอาชีพดู
เสื้อไหมพรมคอเต่าสีดำคลุมทับด้วยเสื้อโค้ทสีเทา กางเกงสแล็คทรงลำลองสีดำเข้าคู่กับรองเท้าสีขาวสะอาดตา
เรียบง่าย แต่ดูแล้วสบายตา
[จบแล้ว]