เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 65: ข้าชื่อผูซงหลิน

บทที่ 65: ข้าชื่อผูซงหลิน

บทที่ 65: ข้าชื่อผูซงหลิน


คำเล่าลือแพร่สะพัดจากปากต่อปาก จากสิบเป็นร้อย

ผู้คนเริ่มหลั่งไหลเดินทางมาตามคำร่ำลือกันอย่างเนืองแน่น

คนแรกที่ไปเยือนคือแม่ม่ายหลิวทางทิศตะวันตกของเมือง

สามีของนางจากไปสามปีแล้ว นางเฝ้าคะนึงหาเขาทุกทิวาราตรี เมื่อได้ยินว่าในหุบเขามี “สุสานเซียนแห่งความรัก” จึงนำของเซ่นไหว้ขึ้นเขาไป

นางคุกเข่าหน้าหลุมศพตลอดทั้งวัน พร่ำระบายความในใจ

ยามลงเขาช่วงพลบค่ำ ผู้คนต่างบอกว่าความโศกเศร้าที่เกาะกุมบนใบหน้านางจางหายไปมากโข

รายที่สองคือคู่รักหนุ่มสาวที่ไม่อาจครองคู่เพราะฐานะทางบ้านขัดขวาง

พวกเขาอธิษฐานหน้าหลุมศพ พอกลับลงเขา พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายกลับยอมรับอย่างน่าอัศจรรย์ งานมงคลจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น

รายที่สาม รายที่สี่...

ทุกคนที่เคยไปเยือน ต่างนำเรื่องราวปาฏิหาริย์กลับมาเล่าขาน

บ้างก็ว่าเห็นธูปไม่มอดดับแม้กลางสายฝน

บ้างก็ว่าผีเสื้อคู่นั้นไม่จากไปแม้ในฤดูหนาว

บ้างก็ว่าในคืนจันทร์กระจ่าง เคยเห็นเงาร่างเลือนรางของคู่สามีภรรยาชรา ยืนจับมือกันบนบันไดหิน ส่งยิ้มให้ผู้มาเยือน

คำร่ำลือยิ่งเล่าก็ยิ่งพิสดาร ภูเขาไร้นามลูกนั้นจึงค่อยๆ มีชื่อเรียกขานว่า “ภูเขาถงซิน” หลุมศพนั้นถูกเรียกว่า “สุสานคู่เซียน” ส่วนบันไดหินนั้นถูกเรียกว่า “บันไดรักเทียมฟ้า”

สามปีผันผ่าน

ภูเขาถงซินกลายเป็น “สถานที่แสวงบุญแห่งความรัก” ที่เลื่องลือไปทั่วร้อยลี้

ทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำและสิบห้าค่ำ บนบันไดหินเนืองแน่นไปด้วยผู้คนไม่ขาดสาย

มีทั้งคู่รักหนุ่มสาวมาขอพรให้รักยืนยาว คู่สามีภรรยาวัยกลางคนมาขอให้ครอบครัวปรองดอง คนชราที่คู่ชีวิตจากไปมาฝากความคิดถึง แม้แต่บัณฑิตกวีก็ยังมาหาแรงบันดาลใจ

พวกเขาต่างปฏิบัติตามกฎที่รู้กันโดยไม่ต้องจารึกไว้

ไม่ทำลายต้นไม้ใบหญ้า

ไม่รบกวนผีเสื้อคู่นั้น

ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือธูปสามดอกนั้น... สามปีมาแล้ว ไม่เคยดับลงเลย

ผู้คนเริ่มเชื่อว่าความรักของเฉินโส่วเหรินและโจวฮุ่ยหลานซาบซึ้งไปถึงเบื้องบน มีเทพเซียนผ่านมาทางนี้ ปูบันไดหิน จุดธูปทิพย์ และส่งทูตผีเสื้อมาเฝ้าพิทักษ์ให้

หน้าป้ายหลุมศพจึงเริ่มมีของเซ่นไหว้มากขึ้นเรื่อยๆ

บ้างก็วางดอกไม้ป่า ส่วนใหญ่เป็นดอกบัวแฝด ดอกเบญจมาศคู่ เถาหยวนยาง

บ้างก็ผูกด้ายแดง ถักเป็นเงื่อนมงคลแขวนไว้สองข้างป้ายหลุมศพ

บ้างก็ทิ้งกระดาษบทกวี เขียนคำอธิษฐานและคำสรรเสริญความรักไว้เต็มไปหมด

แน่นอนว่า นี่เป็นเรื่องราวในภายหลัง

......

ยามอิ๋นสามเค่อ ฟ้ายังมืดมิด

ห่างจากป่าเย่จูหลินสามสิบลี้ เพิงน้ำชาริมทางหลวงจุดตะเกียงสว่างไสวแล้ว

เป็นเพิงเดียวกับที่เย่ชิงเฟิงเคยมาอุดหนุนก่อนหน้านี้

เจ้าของร้านเป็นชายร่างผอมเล็กวัยห้าสิบกว่า แซ่หวัง ลำดับที่สาม ผู้คนเรียกเขาว่าหวังเหล่าซาน

เพิงน้ำชานี้เปิดมาสิบกว่าปีแล้ว หลักๆ ทำการค้ากับคนเดินทางเช้าตรู่

พวกพ่อค้าเร่ ผู้คุ้มกันภัย และลูกหาบที่ออกเดินทางก่อนฟ้าสาง เดินมาถึงตรงนี้ก็ได้พักขาจิบชาร้อนพอดี

หวังเหล่าซานหาวพลางเติมฟืนเข้าเตา

น้ำในกระทะเหล็กใบใหญ่เริ่มเดือดปุดๆ เขาหยิบใบชาหยาบกำมือหนึ่งโยนลงไป แล้วหั่นขิงแก่ใส่ตามไปอีกหลายแผ่น

“อากาศวิปริตอันใดกันนี่...” เขาบ่นพึมพำพลางมองออกไปนอกเพิง

ช่วงก่อนรุ่งสางของปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศหนาวเหน็บที่สุด

บนทางหลวงมืดสนิท ป่าเขาไกลๆ ดูราวกับสัตว์ร้ายที่หมอบซุ่มอยู่

ลมพัดผ่านป่า เกิดเสียงหวีดหวิว ฟังดูน่าขนลุก

หวังเหล่าซานถูมือ กำลังจะหันไปหยิบชาม จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้า

“เถ้าแก่ ยังขายอยู่หรือไม่”

น้ำเสียงอ่อนโยน แฝงความเหนื่อยล้าเล็กน้อย

หวังเหล่าซานเงยหน้าขึ้น เห็นชายวัยกลางคนยืนอยู่นอกเพิง

ดูอายุราวสี่สิบกว่า สวมชุดยาวผ้าฝ้ายสีครามที่ซักจนซีดขาว แบกลังหนังสือเก่าๆ มือถือไม้เท้าไผ่

ใบหน้าซูบตอบ แต่แววตาดูมีพลัง เหมือนพวกปัญญาชน

“ขายขอรับ ขาย! เชิญนายท่านเข้ามาข้างในเลยขอรับ!” หวังเหล่าซานรีบกุลีกุจอทักทาย “รีบเดินทางแต่เช้าเชียวหรือขอรับ”

“อาศัยช่วงอากาศเย็นสบายน่ะ” ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาในเพิง วางลังหนังสือลง แล้วนั่งลงที่โต๊ะด้านใน “ขอน้ำชาร้อนสักชาม หากมีของกินก็จัดมาด้วย”

“มีวอโถวนึ่งใหม่ๆ กับผักดองสูตรทางร้านขอรับ”

หวังเหล่าซานยกชามชามาเสิร์ฟอย่างคล่องแคล่ว พร้อมหยิบวอโถวสีเหลืองอร่ามสองลูกกับผักดองถ้วยเล็กออกมาจากซึ้งนึ่ง

ชายวัยกลางคนกล่าวขอบคุณ แล้วค่อยๆ ลงมือทาน

เขาทานอย่างละเมียดละไม บิวิโถวเป็นชิ้นเล็กๆ เคี้ยวช้าๆ แกล้มกับชาร้อน

หวังเหล่าซานสังเกตเห็นว่า ลังหนังสือของคนผู้นี้ดูพิเศษนัก

ไม่ใช่ลังไม้หรือลังไผ่แบบที่บัณฑิตทั่วไปใช้ แต่เย็บด้วยหนังวัว บนฝาลังเขียนด้วยพู่กันหมึกสี่คำว่า:

“บันทึกเสาะหาเรื่องราวพิสดาร”

“นายท่านเป็น... นักเล่านิทานรึขอรับ” หวังเหล่าซานถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้น ยิ้มบางๆ “ก็ทำนองนั้น เดินทางเหนือจรดใต้ ฟังเรื่องราวต่างๆ จดบันทึกไว้ แล้วค่อยนำไปเล่าต่อ”

เขาล้วงสมุดเล่มเล็กออกมาจากอกเสื้อ เปิดออกดู

ในสมุดเขียนไปกว่าค่อนเล่ม ตัวอักษรเป็นระเบียบ เขียนไว้ถี่ยิบ

“ข้าชื่อผูซงหลิน” เขากล่าว “เถ้าแก่เปิดเพิงน้ำชาที่นี่มาหลายปี เคยได้ยินเรื่องราวแปลกประหลาดบ้างหรือไม่”

หวังเหล่าซานเกาหัว “บ้านนอกคอกนาเช่นนี้ จะมีเรื่องราวอะไรได้... เอ้อ แต่เมื่อวันก่อนมีท่านนักพรตท่านหนึ่ง...”

พูดยังไม่ทันจบ นอกเพิงก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอีก

คราวนี้มากันสองคน

ฟ้ายังมืด มองเห็นหน้าไม่ชัด เห็นเพียงเงาร่างเลือนรางสองร่างยืนอยู่นอกเพิง

ทั้งคู่สวมชุดสีเข้ม ยืนตัวตรงทื่อ ไม่ขยับเขยื้อน

“นายท่านทั้งสอง...” หวังเหล่าซานกำลังจะเอ่ยทัก พลันรู้สึกทะแม่งๆ

สองคนนั้น... เงียบเกินไปแล้ว

แถมตำแหน่งที่ยืนก็แปลกพิกล ไม่เดินเข้ามาในที่สว่าง ดันไปยืนอยู่ในเงามืดชายคาที่แสงตะเกียงส่องไม่ถึง

อากาศหนาวขนาดนี้ พวกเขากลับไม่ถูมือไม่กระทืบเท้า ได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

“เข้ามาดื่มชาไหมขอรับ” หวังเหล่าซานลองหยั่งเชิงถาม

ทั้งสองไม่ตอบคำ เพียงเดินเนิบนาบเข้ามาในเพิง

พวกเขาเลือกโต๊ะตัวนอกสุด นั่งลงโดยยังคงอยู่ในเงามืด

หวังเหล่าซานพยายามเพ่งมองหน้า แต่แสงไฟในเพิงสลัว ราวกับทั้งสองก้มหน้าอยู่

เห็นเพียงครึ่งหน้าล่าง... ผิวขาวซีด ขาวจนผิดปกติ

“รับอะไรดีขอรับ” หวังเหล่าซานถาม

ยังคงไร้เสียงตอบรับ

ทั้งสองนั่งนิ่งราวกับรูปสลักไม้

หวังเหล่าซานเริ่มขนลุกซู่ แต่เปิดร้านค้าขาย จะไล่แขกก็กระไรอยู่

เขาจำใจยกชาสองชามเดินเข้าไปวางบนโต๊ะ

“น้ำชามาแล้วขอรับ เชิญตามสบาย”

ทั้งสองยังคงไม่ขยับ

หวังเหล่าซานถอยกลับไปที่หน้าเตา แอบชำเลืองมองผูซงหลิน

ผูซงหลินเองก็กำลังจ้องมองสองคนนั้นอยู่ คิ้วขมวดมุ่น พู่กันในมือชะงักค้าง

ภายในเพิงตกอยู่ในความเงียบอันน่าขนลุก

มีเพียงเสียงฟืนในเตาแตกปะทุเปรี๊ยะ และเสียงน้ำเดือดพล่านในกระทะ

ผูซงหลินค่อยๆ ดื่มชาจนหมดชาม แล้วเติมอีกชาม

เขาทำทีเป็นดื่มชา แต่หางตายังคงจับจ้องไปที่คนทั้งสองโต๊ะนอก

เดินทางมาหลายปี เขาเจอเรื่องประหลาดมาไม่น้อย พอจะมีตาดูอยู่บ้าง

สองคนนั้น... ดูไม่เหมือนคนเป็น

ไม่ใช่เรื่องหน้าตา เขาเองก็มองหน้าไม่ชัด

แต่เป็นความรู้สึก... ไม่มีเสียงลมหายใจ ไม่มีไอร้อนจากร่างกาย แม้แต่นั่งอยู่ตรงนั้น ชายเสื้อยาวก็ไม่ขยับไหวตามจังหวะหายใจเลยสักนิด

อีกทั้งอุณหภูมิในเพิงดูเหมือนจะลดต่ำลงเรื่อยๆ

ไม่ใช่ความหนาวจากภายนอกที่แทรกซึมเข้ามา แต่เป็นความหนาวที่แผ่ออกมาจากข้างใน

ความหนาวนั้นประหลาดนัก ไม่ใช่ความเย็นของสายลม แต่เหมือนแช่อยู่ในน้ำแข็ง เย็นยะเยือกแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก

หวังเหล่าซานก็รู้สึกได้ เขาเติมฟืนเข้าเตาอีกหลายท่อน เปลวไฟลุกโชนสูงลิ่ว แต่ในเพิงก็ยังหนาวจับใจ

“แปลกจริง...” เขาบ่นพึมพำพลางถูแขนไปมา

จบบทที่ บทที่ 65: ข้าชื่อผูซงหลิน

คัดลอกลิงก์แล้ว