- หน้าแรก
- บันทึกตำนานผ่าสวรรค์
- บทที่ 1: คุณชายใหญ่จอมตบตา
บทที่ 1: คุณชายใหญ่จอมตบตา
บทที่ 1: คุณชายใหญ่จอมตบตา
บทที่ 1: คุณชายใหญ่จอมตบตา
รัชศกเทียนฉี่ปีที่ยี่สิบเจ็ด ณ หมู่บ้านตระกูลเฉิง ชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักรต้าฉี ห่างจากเมืองเฉิงอันไปกว่าสองร้อยลี้
“อืม... ในสายตาของข้า ฮวงจุ้ยของหมู่บ้านพวกเจ้าดูท่าจะ... ไม่ค่อยสู้ดีนัก!”
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าแห่งหมู่บ้านตระกูลเฉิงยืนอยู่กลางศาลบรรพชน มองชายสองคนในชุดคลุมยาวสีเทาขลิบแขนเสื้อด้วยลายปักสีส้มสามแถบด้วยแววตาเคลือบแคลงสงสัย นักพรตทางซ้ายรูปร่างสูงโปร่ง ไว้เครายาวจรดอกปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง ดวงตาหรี่ปรือ ท่าทางสงบนิ่งดุจเทพเซียน ส่วนอีกคนรูปร่างสันทัด ไว้หนวดเคราสั้นหนาเตอะจนแทบมองไม่เห็นหน้าตาเช่นกัน สวมชุดคลุมยาวสีเทาขลิบแขนเสื้อสีแดงฉาน ยืนเท้าสะเอวพุงพลุ้ย ท่าทางราวกับลิ่วล้อ
ทั้งสองหาใช่ใครอื่น แท้จริงแล้วคือคุณชายใหญ่หลี่เฉิงเฟิง ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลหลี่แห่งสำนักล้างจันทร์ และจ้าวเสี่ยวเป่า บ่าวรับใช้ผู้เป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่วัยเยาว์
จ้าวเสี่ยวเป่าชี้มือพลางเอ่ยขึ้นว่า “ศิษย์พี่ของข้า...”
หลี่เฉิงเฟิงพลันกระแอมไอออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะลอบเตะจ้าวเสี่ยวเป่าไปทีหนึ่ง จ้าวเสี่ยวเป่ารีบกลับคำทันควัน “ท่านอาจารย์อาของข้าคือซ่างซือจากสำนักหลิงซาน ระหว่างเดินทางผ่านทางนี้ บังเอิญเห็นว่าฮวงจุ้ยของที่นี่เลวร้ายอย่างยิ่ง ด้วยจิตเมตตาจึงได้แวะมาเพื่อช่วยปัดเป่าแก้ไข!”
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าพร้อมด้วยผู้อาวุโสในหมู่บ้านอีกหลายคนมองคนทั้งสองอย่างครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย ก่อนจะประสานมือคารวะ “ซ่างซือทั้งสองมาจากสำนักหลิงซานจริงหรือขอรับ?”
หลี่เฉิงเฟิงปรายตามองวูบหนึ่ง จ้าวเสี่ยวเป่าก็รีบก้าวไปข้างหน้าตวาดเสียงดังอย่างรู้ใจ “บังอาจ! กล้าสงสัยในตัวคุณช...แค่กๆ สงสัยในตัวท่านอาจารย์อาของข้าเชียวรึ! เห็นซ่างซือแล้วไยยังไม่รีบคุกเข่าอีก!”
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่ายังคงมองหลี่เฉิงเฟิงอย่างลังเล “ในเมื่อเป็นถึงซ่างซือ เหตุใดไม่สำแดงอิทธิฤทธิ์ให้พวกข้าผู้โง่เขลาได้เปิดหูเปิดตา เป็นบุญตาหน่อยเล่าขอรับ?”
จ้าวเสี่ยวเป่าตวาดอย่างฉุนเฉียว “สามหาว! ท่านอาจารย์อาของข้าอุตส่าห์มีเมตตามาชี้แนะแก้ไขให้ ยังไม่รู้จักสำนึกบุญคุณอีก! อาจารย์อา พวกเราไปกันเถอะขอรับ!”
หลี่เฉิงเฟิงลูบเคราพลางหัวเราะร่า “ช้าก่อน... พวกเราผู้บำเพ็ญพรตย่อมยึดถือเมตตาธรรมเป็นที่ตั้ง! ไม่เป็นไรๆ!” กล่าวจบ เขาก็ยกมือขึ้น พลันมีเปลวเพลิงสีเขียวลุกโชนขึ้นกลางฝ่ามือ ขนาดใหญ่เท่ากำปั้น เขาชูมือขึ้นพลางหัวเราะเสียงดังลั่น ฝ่ายผู้ใหญ่บ้านเฒ่าและคนอื่นๆ ที่อยู่ตรงข้ามต่างจ้องมองตาค้าง อ้าปากหวอ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หลี่เฉิงเฟิงยิ้มพราย “เป็นเพียงวิชาเล็กน้อย ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง!” ว่าแล้วเขาก็กำนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน เปลวเพลิงในมือพลันสลายวับ... ทว่าความจริงแล้วมันกลับยังคงลุกไหม้อยู่บนกำปั้นของเขา
หางตาของหลี่เฉิงเฟิงกระตุกยิกๆ เขาไพล่มือไปด้านหลังอย่างแนบเนียน กัดฟันกรอดพลางถลึงตาใส่จ้าวเสี่ยวเป่าที่ยืนอยู่ข้างกาย
จ้าวเสี่ยวเป่ารีบชี้หน้าผู้ใหญ่บ้านเฒ่าแล้วตวาดเสียงกร้าว “ซ่างซือสำแดงอิทธิฤทธิ์แล้ว ยังไม่รีบคุกเข่าอีก!”
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าและเหล่าผู้อาวุโสรีบถอยกรูด ก่อนจะโขกศีรษะคำนับจนหน้าผากแทบจมดิน “มิทราบว่าซ่างซือมาเยือน จึงเสียมารยาทมิได้ออกไปต้อนรับ ผู้น้อยสมควรตายหมื่นครั้ง!”
มือที่ไพล่อยู่ด้านหลังของหลี่เฉิงเฟิงปวดแสบปวดร้อนจากการถูกไฟลวกจนแทบคลั่ง นิ้วทั้งห้าจิกเกร็ง เส้นเลือดขมับเต้นตุบๆ ทว่าใบหน้ายังคงปั้นยิ้มรักษามาดนิ่งสงบ มืออีกข้างยกขึ้นลูบเครายาว แสร้งวางท่าเป็นผู้ทรงภูมิ “ไม่เป็นไรๆ!”
จ้าวเสี่ยวเป่าถลันไปด้านหลังหลี่เฉิงเฟิงแล้วใช้มือตบดับไฟพัลวัน ทว่ายิ่งตบสถานการณ์กลับยิ่งเลวร้าย ประกายไฟกระจายลามเลียไปติดชุดคลุมด้านหลังของหลี่เฉิงเฟิงจนลุกโชน
จ้าวเสี่ยวเป่าถึงกับยืนทื่อเป็นตอไม้ ตะลึงลานทำอะไรไม่ถูก
หลี่เฉิงเฟิงมองไม่เห็นเปลวเพลิงที่ด้านหลัง เพียงสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่พุ่งสูงขึ้นฉับพลัน มุมปากเขากระตุก กัดฟันเค้นเสียงลอดไรฟัน “มัวยืนบื้อทำอะไรอยู่!”
จ้าวเสี่ยวเป่าสะดุ้งเฮือก เขาเติบโตมากับคุณชายของตนตั้งแต่เล็ก รับใช้คุณชายใหญ่ตระกูลหลี่ผู้นี้มาตั้งแต่จำความได้ ย่อมรู้นิสัยใจคอเป็นอย่างดี หากคุณชายคิดจะเล่นงานใครสักคน คนผู้นั้นคงต้องอยู่อย่างหวาดผวา กินไม่ได้นอนไม่หลับ แม้แต่ดื่มน้ำก็ยังต้องระแวง!
จ้าวเสี่ยวเป่าคิดจะถอดเสื้อคลุมของตนไปคลุมร่างหลี่เฉิงเฟิง ทว่าพอเขาขยับตัว ก็เห็นผู้ใหญ่บ้านเฒ่าและคนอื่นๆ ที่อยู่ไม่ไกลเงยหน้าขึ้นมามองพอดี
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าเห็นเพียงเปลวเพลิงสีเขียวลุกโชนอยู่เบื้องหลังหลี่เฉิงเฟิง แต่เจ้าตัวกลับยืนนิ่งสงบดั่งขุนเขา ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ช่างดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ความเคลือบแคลงสงสัยที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจพลันมลายหายไปสิ้น
จ้าวเสี่ยวเป่ารีบตวาดลั่น “ซ่างซือประกอบพิธี ยังกล้าแอบมองอีกรึ! ระวังตาบอดกันหมด!”
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าและคนอื่นๆ หาได้รู้สึกว่าถูกดูหมิ่นแม้แต่น้อย ในใต้หล้าเวลานี้ ชนชั้นสูงแบ่งออกเป็นสามระดับ คือ ผู้บำเพ็ญเป็นหนึ่ง บัณฑิตเป็นสอง และนักบู๊เป็นสาม สำหรับชาวบ้านตาสีตาสาเช่นพวกเขา ผู้บำเพ็ญซึ่งอยู่จุดสูงสุดย่อมมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายพวกเขาได้ดั่งใจ!
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่ารีบยกมือปิดตาทันที จ้าวเสี่ยวเป่าตะคอกซ้ำ “หมอบลง! ห้ามเงยหน้า!”
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าและชาวบ้านคนอื่นๆ รีบปิดตาด้วยความหวาดกลัว หมอบราบลงกับพื้น โก่งก้นโด่ง ท่าทางดูน่าขบขันยิ่งนัก
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่เฉิงเฟิงก็แยกเขี้ยวยิงฟันใส่จ้าวเสี่ยวเป่าทันที จ้าวเสี่ยวเป่ามือไม้สั่นรีบปลดเสื้อคลุมของตน หลี่เฉิงเฟิงกระทืบเท้ากระซิบเสียงลอดไรฟัน “เจ้าไปซื้อผงหลินเฟิ่น(ฟอสฟอรัส)เฮงซวยอะไรมา? คิดจะฆ่าข้ารึไง! ไอ้โง่ ไม่ต้องถอดแล้ว ไม่ทันการแล้ว!”
จ้าวเสี่ยวเป่าชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นชายเสื้อคลุมที่ยาวกรอมพื้นของคุณชาย เขาก็รีบตวัดชายเสื้อจากด้านล่างขึ้นมาคลุมศีรษะของหลี่เฉิงเฟิงไว้ในคราวเดียว
เมื่อคลุมไว้เช่นนี้ ไฟสีเขียวก็มอดดับลงอย่างรวดเร็ว จ้าวเสี่ยวเป่าลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ปล่อยมือลง ชายเสื้อคลุมของหลี่เฉิงเฟิงก็ตกลงมาตามเดิม ทว่าเบื้องหลังของเขากลับมีควันสีฟ้าลอยกรุ่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง สภาพดูไม่จืด เขากำลังปรายตามองจ้าวเสี่ยวเป่าด้วยแววตาอำมหิตราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
จ้าวเสี่ยวเป่าใจหายวาบ เขารีบใช้ไหวพริบแก้สถานการณ์ “ซ่างซือประกอบพิธีเสร็จสิ้นแล้ว ลุกขึ้นได้!”
หลี่เฉิงเฟิงรีบเก็บความโกรธลงท้องทันควัน กลับมาวางมาดเป็นยอดคนผู้หลุดพ้นทางโลก ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าและคนอื่นๆ เห็นหลี่เฉิงเฟิงแม้ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่ด้านหลังมีควันสีฟ้าลอยอ้อยอิ่ง ดูราวกับเซียนวิเศษผู้บรรลุธรรม ในใจยิ่งทวีความเลื่อมใสศรัทธา
เขาข้ามภพมาอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคยใบนี้เป็นเวลาสิบเก้าปีแล้ว จากความสับสนวุ่นวายในคราแรก จนค่อยๆ ปรับตัวได้ ก็กินเวลาไปเกือบสิบปี และกว่าจะกลมกลืนจนกลายเป็นคนของโลกนี้อย่างสมบูรณ์ เขาก็ใช้เวลาไปอีกเก้าปี
สภาพแวดล้อมอาจเปลี่ยนแปลงผู้คนได้ ทว่าตลอดสิบเก้าปีที่ผ่านมา หลี่เฉิงเฟิงยังคงรักษานิสัยอัน ‘ดีงาม’ จากชาติก่อนไว้อย่างเหนียวแน่น นั่นคือ การทำตัวเหลวไหลเสเพล ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ใดๆ
สรุปความได้ว่า คุณธรรมอันดีงามของตระกูลหลี่ที่พร่ำสอนกันว่า ‘สำรวมระวังตน อดทนอดกลั้น’ นั้น เขาไม่ได้สืบทอดมาเลยแม้แต่น้อย เพียงสิบปีที่มาอยู่เมืองเฉิงอัน เขาก็สร้างชื่อกระฉ่อนกลายเป็น ‘ปีศาจร้ายผู้ครองเมือง’ จนผู้คนต่างพากันหน้าถอดสีเมื่อได้ยินนาม
กอปรกับมารดาของเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาหน้าตาและเกียรติยศเก่าก่อนของตระกูลหลี่เอาไว้ ทำให้สถานะทางการเงินของครอบครัวขัดสนอย่างหนัก หลี่เฉิงเฟิงจึงจำต้องออกไปหาเลี้ยงชีพตั้งแต่ยังเด็ก ไม่ว่าจะต้มตุ๋นหลอกลวง ข่มขู่รีดไถ สารพัดวิธีสกปรกเขาลล้วนทำมาหมดสิ้น
ช่วงนี้เขาจำเป็นต้องใช้เงินมากเป็นพิเศษ ทว่าเงินในกระเป๋ากลับกลวงเปล่า หลี่เฉิงเฟิงผู้ก่อเรื่องวุ่นวายไปทั่วสารทิศพบว่า เหยื่อที่เคยติดต่อค้าขายด้วยต่างเริ่มรู้ทันเล่ห์เหลี่ยม พากันหลบหน้าหนีหาย ไม่ยอมเสวนาด้วยแม้แต่ครึ่งคำ
ด้วยความจนปัญญา เขาจึงจำต้องเบนเข็มไปยังสิ่งที่เขาไม่ควรจะแตะต้อง พร้อมกับสรรหาข้ออ้างที่ฟังดูดีให้กับตนเอง
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่ามองหลี่เฉิงเฟิงด้วยสีหน้าเลื่อมใสระคนคาดหวัง “ท่านซ่างซือ ฮวงจุ้ยของหมู่บ้านตระกูลเฉิงพวกเรามีปัญหาอันใดหรือขอรับ?”
หลี่เฉิงเฟิงแสร้งวางมาดผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน ยกมือขึ้นขยับนิ้วทำท่าคำนวณ ก่อนจะยิ้มพราย “หมู่บ้านของพวกเจ้า ไม่มีเด็กผู้ชายถือกำเนิดมานานยี่สิบปีแล้วใช่หรือไม่?”
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าและเหล่าผู้อาวุโสต่างตื่นตระหนกตกใจ ร้องอุทานเสียงหลง “ซ่างซือหยั่งรู้ดั่งเทพ!”
จ้าวเสี่ยวเป่ายืนยืดอกวางก้ามอยู่ข้างๆ ในใจนึกค่อนขอด ‘เรื่องปาหี่พรรค์นี้ สืบข่าวมาจนทะลุปรุโปร่งแล้ว จะไม่ให้หยั่งรู้ดั่งเทพได้อย่างไร?’
หลี่เฉิงเฟิงหัวเราะในลำคอแผ่วเบา กล่าวว่า “เวลานี้พวกเจ้าจงนำเหรียญทองแดงสองเหรียญร้อยด้วยเชือก แล้วลองไปวัดที่สุสานบรรพชนตรงปากทางเข้าหมู่บ้านดูทีว่า เนินสุสานเคลื่อนที่ไปหนึ่งชุ่นหรือไม่?”
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณทางสายตากับผู้อาวุโสคนหนึ่ง อีกฝ่ายรีบลุกพรวดพราด วิ่งแจ้นออกจากศาลบรรพชน โบกไม้โบกมือเรียกชายหนุ่มฉกรรจ์สองสามคนแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังภูเขาด้านหลังทันที
หลี่เฉิงเฟิงยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ยกมือขึ้นกอดอกด้วยท่วงท่ามั่นใจเปี่ยมล้น
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่ารีบเชื้อเชิญ “เชิญท่านซ่างซือนั่งพักที่เก้าอี้ประธานก่อนขอรับ!”
หลี่เฉิงเฟิงเองก็ไม่นึกเกรงใจ เดินอาดๆ ตรงเข้าไปทันที จ้าวเสี่ยวเป่าเห็นว่าเสื้อคลุมด้านหลังของเจ้านายถูกไฟไหม้เป็นรูโหว่ใหญ่ ดูอัปลักษณ์ราวกับถูกหมากัดแมวข่วน จึงรีบถลันกายเข้าไปใช้ตัวบังสายตาของผู้ใหญ่บ้านเฒ่าและคนอื่นๆ ไว้ แล้วกุลีกุจอปรนนิบัติหลี่เฉิงเฟิงให้นั่งลงบนเก้าอี้ประธานอย่างเอาอกเอาใจ
อย่างไรเสียหลี่เฉิงเฟิงก็มีเชื้อสายขุนนาง แม้จะเป็นตระกูลที่ตกอับ แต่การอบรมเลี้ยงดูที่ได้รับมาตั้งแต่เล็กทำให้เขามีบุคลิกแตกต่างจากชาวบ้านร้านตลาด ยามนี้เมื่อแสร้งสวมบทบาทเทพเซียน คนอื่นจึงมองไม่เห็นพิรุธแม้แต่น้อย
ทันทีที่หลี่เฉิงเฟิงนั่งลง ก็มีคนยกน้ำชาเข้ามาถวายด้วยท่าทีนอบน้อมยำเกรง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา
มีเพียงจ้าวเสี่ยวเป่าที่ยังคงกระสับกระส่าย คอยชำเลืองมองออกไปนอกศาลบรรพชนเป็นระยะ
เพียงครู่ต่อมา ผู้อาวุโสคนเดิมก็วิ่งกลับมาอย่างตื่นตระหนก เสียงตะโกนดังลั่นมาก่อนที่ตัวจะมาถึง “ซ่างซือหยั่งรู้ดั่งเทพ! ซ่างซือหยั่งรู้ดั่งเทพจริงๆ!”
ผู้อาวุโสผู้นั้นมีสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด ทันทีที่วิ่งเข้ามาในศาลบรรพชนก็โขกศีรษะคำนับไม่หยุด
ครานี้ ทุกคนในศาลบรรพชนต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลง กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ขอซ่างซือโปรดเมตตาช่วยเหลือพวกเราด้วยเถิด!”
หลี่เฉิงเฟิงยังคงสงบนิ่งไม่เอ่ยปาก แต่จ้าวเสี่ยวเป่าที่ยืนขนาบข้างรีบสวนขึ้นทันควัน “อาจารย์อาของข้าอุตส่าห์ชี้แนะปัญหาฮวงจุ้ยให้พวกเจ้า ก็ถือว่าได้สร้างกุศลแล้ว พวกเจ้ายังจะคิดได้คืบจะเอาศอกอีกรึ? รู้หรือไม่ว่าการคำนวณลิขิตสวรรค์แต่ละครั้ง ท่านอาจารย์อาของข้าต้องสูญเสียพลังบำเพ็ญไปมากเพียงใด?”
ผู้ใหญ่บ้านเฒ่ากล่าวอย่างตื่นเต้นระคนยินดี “หมู่บ้านตระกูลเฉิงของพวกเราไร้ซึ่งทารกชายถือกำเนิดมานานถึงยี่สิบปีแล้ว บัดนี้ตกต่ำลงทุกวัน หากท่านซ่างซือมีหนทางแก้ไข พวกเราชาวตระกูลเฉิงยินดีทุ่มเททรัพย์สินเงินทองทั้งหมดที่มีให้ขอรับ!”
ยามนี้หลี่เฉิงเฟิงกลับเผยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา “มิได้ๆ การที่ข้ามาในครานี้ หนึ่งคือเพื่อสร้างบุญกุศล สองคือเพื่อมารับค่าเครื่องบวงสรวงแทนสำนักหลิงซาน ส่วนเงินค่าแก้ฮวงจุ้ยนั้น ก็ให้นับรวมอยู่ในค่าเครื่องบวงสรวงไปเลยแล้วกัน”
ผู้ใหญ่บ้านชะงักงัน “ต... แต่ว่า... หลายปีที่ผ่านมา ผู้ที่มาเก็บค่าเครื่องบวงสรวงล้วนเป็น...”
หลี่เฉิงเฟิงปรายตามองด้วยแววตาคมกริบ “หืม?”
ผู้ใหญ่บ้านรีบโขกศีรษะคำนับเป็นพัลวัน “ขอรับ! สุดแท้แต่ท่านซ่างซือจะบัญชา! เร็วเข้า! รีบไปขนเงินค่าเครื่องบวงสรวงออกมา!”
หลี่เฉิงเฟิงหัวเราะร่า “พวกเจ้าอย่าลืมรีบไปย้ายเนินสุสานกลับที่เดิมเสียเล่า อีกไม่นานก็จะมีทารกชายถือกำเนิดขึ้นมาเอง!”
ผู้ใหญ่บ้านและคนอื่นๆ แทบนั่งไม่ติด รีบเร่งเร้าสั่งการ “เร็วเข้า! เร็วเข้า! สะใภ้บ้านเฉิงกุ้ยกำลังเจ็บท้องจะคลอด รีบไปดูกันเร็ว!”
จ้าวเสี่ยวเป่าถึงกับตื่นตะลึง “มีเด็กจะเกิดตอนนี้เลยรึ? ช่างประจวบเหมาะอะไรปานนี้?”
หางตาของหลี่เฉิงเฟิงกระตุกวูบ แต่ยังคงหัวเราะร่าพลางกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่ง! เดี๋ยวก็ได้เห็นผลทันตา!”
ทันใดนั้น ชาวบ้านก็แบ่งกำลังออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งกุลีกุจอขนเงินค่าเครื่องบวงสรวง อีกกลุ่มหนึ่งแบกจอบเสียมวิ่งตะบึงไปยังภูเขาด้านหลัง
เมื่อเงินค่าเครื่องบวงสรวงถูกขนขึ้นจนเต็มรถม้าของหลี่เฉิงเฟิง ก็มีเสียงตะโกนกึกก้องมาจากภูเขาหลังหมู่บ้าน “ย้ายเนินสุสานกลับที่เดิมแล้ว!”
ราวกับจะช่วยยืนยันคำพูดนั้น พลันมีเสียงทารกร้องจ้าดังขึ้นกลางหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยความปิติยินดีถึงขีดสุด “เป็นเด็กผู้ชาย! ได้ลูกชายแล้ว!”
ชั่วพริบตานั้น ชาวตระกูลเฉิงนับร้อยชีวิตต่างโห่ร้องยินดีทั้งน้ำตา ไม่ว่าชายหญิงลูกเด็กเล็กแดงต่างวิ่งกรูกันออกมาจากบ้าน เพียงครู่เดียว ด้านนอกศาลบรรพชนก็คลาคล่ำไปด้วยเหล่าหญิงชราและหญิงสาวที่พากันคุกเข่าลงโขกศีรษะ พวกนางหลั่งน้ำตาพลางสรรเสริญ “ขอบคุณท่านซ่างซือที่เมตตาประทานบุตรชาย!”
จ้าวเสี่ยวเป่าเบิกตาโพลงแทบถลนออกมานอกเบ้า จ้องมองหลี่เฉิงเฟิงอย่างตกตะลึงพรึงเพลิด
หลี่เฉิงเฟิงลูบเครายาวพลางหัวเราะร่า “ประเสริฐ! ประเสริฐแท้! พวกเราไปกันเถอะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างหมอบกราบราบกับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา กล่าวสรรเสริญโดยพร้อมเพรียงกัน “น้อมส่งซ่างซือ!”
หลี่เฉิงเฟิงและจ้าวเสี่ยวเป่าก้าวขึ้นรถม้า จ้าวเสี่ยวเป่ากุมบังเหียนพลางกระซิบถามเสียงเบา “คุณชาย นี่... ตกลงว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกขอรับ?”
หลี่เฉิงเฟิงยกนิ้วโป้งขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ทำท่าทางประกอบพลางกล่าวโอ้อวด “จะว่าไปแล้ว ตระกูลหลี่แห่งสำนักล้างจันทร์ของพวกเราเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้! ไม่ว่าจะเป็นศาสตราวุธหรือคาถาอาคม ล้วนแตกฉานเชี่ยวชาญ ไม่มีสิ่งใดที่ไม่รู้แจ้ง นี่เป็นเพียงวิชาเล็กน้อยเท่านั้น!”
จ้าวเสี่ยวเป่ายิ้มแหยๆ แต่แล้วสีหน้าก็พลันฉายแววกังวล “แต่ว่า... สำนักหลิงซานเป็นถึงสำนักบำเพ็ญเพียรที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสาม พวกเราไปฉกฉวยเงินค่าเครื่องบวงสรวงของพวกเขามาเช่นนี้... จะไม่เป็นการหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวหรือขอรับ?”
หลี่เฉิงเฟิงหัวเราะร่า เอื้อมมือไปกระชากหนวดเคราปลอมบนใบหน้าออก เผยโฉมหน้าหล่อเหลาเหนือสามัญ ทว่าแฝงแววเจ้าเล่ห์เพทุบายไว้สามส่วนยามแย้มยิ้ม เขาฉีกยิ้มกว้างกล่าวว่า “ที่นี่ห่างจากเมืองเฉิงอันกว่าสองร้อยลี้ พวกเราปลอมตัวมา หนึ่งไม่เผยรูปร่าง สองไม่เผยสำเนียง สามไม่เผยหน้าตา ต่อให้เป็นเทพเซียนก็คงเดาไม่ออกว่าเป็นใครที่มาปล้นค่าเครื่องบวงสรวง! อีกอย่าง ไอ้พวกปลิงดูดเลือดพวกนี้รู้อยู่แค่เรื่องขูดรีดชาวบ้าน คุณชายอย่างข้าช่วยหมู่บ้านตระกูลเฉิงแก้ปัญหาไร้ทายาทสืบสกุลมานานยี่สิบปี เจ้าลองว่ามาสิ เงินค่าเครื่องบวงสรวงนี้ไม่ควรตกเป็นของข้าหรอกหรือ? อีกประการ คราวก่อนที่ทำการค้ากัน หมู่บ้านตระกูลเฉิงบังอาจโกงเงินคุณชายอย่างข้า ช่างเหมือนคนแก่กินยาพิษ รนหาที่ตายแท้ๆ!”
จ้าวเสี่ยวเป่าเอียงคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “ก็จริงขอรับ ถือว่าเก็บหนี้คืนทั้งต้นทั้งดอก” ว่าจบ เขาก็ดึงหนวดเคราปลอมบนใบหน้าออก เผยให้เห็นดวงหน้าหมดจด ริมฝีปากแดงฟันขาว ผิวพรรณขาวผ่องดุจมันแพะ งดงามหมดจดยิ่งนัก
หลี่เฉิงเฟิงยื่นเท้าไปสะกิดบั้นท้ายม้า ม้าส่งเสียงร้องก่อนจะเร่งฝีเท้าลากรถม้าให้วิ่งเร็วขึ้นอีกเล็กน้อย
จ้าวเสี่ยวเป่าบังคับรถม้าไปพลางเอ่ยถาม “แต่ว่าคุณชาย หากสำนักหลิงซานส่งคนมาเก็บค่าเครื่องบวงสรวงอีกจริงๆ จะทำอย่างไรขอรับ?”
หลี่เฉิงเฟิงยิ้มร่า “จะบังเอิญขนาดนั้นได้อย่างไร? ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า!”
จ้าวเสี่ยวเป่าหัวเราะร่า “ก็จริงขอรับ! จริงสิคุณชาย เงินคราวนี้ของพวกเราน่าจะพอแล้วใช่ไหมขอรับ?”
หลี่เฉิงเฟิงลูบปลายคางคำนวณอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “หักเงินที่ต้องใช้คืนหนี้ กับเงินที่ต้องให้ท่านแม่แล้ว พวกเราน่าจะยังเหลืออีกสักสามร้อยก้วน”
ดวงตาของจ้าวเสี่ยวเป่าเป็นประกายวาววับ “เช่นนั้นพวกเราหาที่... แบ่งสมบัติกันดีไหมขอรับ?”
หลี่เฉิงเฟิงปั้นหน้าขรึม “รู้จักรึไงแต่เรื่องเงิน เจ้าคนเห็นแก่เงินนี่!”
จ้าวเสี่ยวเป่าทำหน้าทะเล้นยิ้มแฉ่ง “เงินทองเข้ากระเป๋าไว้อุ่นใจกว่า คุณชายเป็นคนสอนข้าเองนะขอรับ!”
หลี่เฉิงเฟิงจ้องมองจ้าวเสี่ยวเป่าอยู่ครู่ใหญ่ จนจ้าวเสี่ยวเป่าได้แต่หัวเราะแห้งๆ เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “ก็จริง กองทัพต้องเดินด้วยท้อง! หาที่เหมาะๆ แบ่งของโจรกันเถอะ!”
จ้าวเสี่ยวเป่าดีใจจนเนื้อเต้น สะบัดแส้ม้าดังขวับพร้อมร้อง “ย่าห์!” รถม้าก็ควบตะบึงจากไป
หนึ่งชั่วยามต่อมา...
“เอ้า ถุงนี้ของเจ้า เจ้าติดตามข้ามานานหลายปี ต่อให้ไม่มีความดีความชอบ ก็ยังมีความดีความเหนื่อยยาก! เอ๊ะ เจ้ามองข้าแบบนั้นทำไม?”
ณ มุมอับสายตาในหุบเขาซึ่งห่างจากหมู่บ้านตระกูลเฉิงยี่สิบลี้ จ้าวเสี่ยวเป่ามองหลี่เฉิงเฟิงและกองถุงเงินมหึมาที่อยู่ด้านหลังเขาด้วยสีหน้าตัดพ้อ สลับกับมองถุงเงินใบจิ๋วน่าสงสารที่วางอยู่ตรงหน้าตน
จ้าวเสี่ยวเป่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “คุณชาย ตอนมาไม่ได้พูดแบบนี้นี่ขอรับ! ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วหรือว่าจะแบ่งกันสามเจ็ด?”
หลี่เฉิงเฟิงถลึงตาใส่ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่เจ้าเกือบจะเผาคุณชายของเจ้าทั้งเป็น?”
จ้าวเสี่ยวเป่าทำหน้าเจื่อน “ก็คุณชายอยากจะประหยัดงบซื้อของเองไม่ใช่หรือขอรับ?”
หลี่เฉิงเฟิงตวาดแว้ด “ประหยัดงบแล้วเจ้าก็เลยไปซื้อผงหลินเฟิ่นที่ห่วยที่สุดมางั้นรึ? ประหยัดขนาดนี้ ทำไมเจ้าไม่อดข้าวอดน้ำไปเลยเล่า?”
จ้าวเสี่ยวเป่ามองหลี่เฉิงเฟิงด้วยแววตาน้อยใจ “แล้วครั้งที่แล้วล่ะขอรับ? คราวก่อนท่านยังติดเงินข้าอยู่สิบตำลึงเงินเลยนะขอรับ! เมื่อไหร่จะคืนให้?”
สีหน้าของหลี่เฉิงเฟิงพลันแปรเปลี่ยน เขามองจ้าวเสี่ยวเป่าด้วยแววตาปวดร้าวระทมใจ ก่อนจะเอ่ยสั่งสอนด้วยน้ำเสียงขึงขังจริงจัง “เสี่ยวเป่าเอ๋ยเสี่ยวเป่า เจ้าลองดูสารรูปตัวเองตอนนี้สิ ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่กลิ่นสาบสางของเงินตรา หยาบกระด้างจนทนดูไม่ได้ ทำเอาตระกูลหลี่ของพวกเราขายขี้หน้าจริงๆ! เงินพวกนี้ข้าบอกแล้วว่าจะช่วยเจ้าเก็บรักษาไว้ก่อน เจ้าดูสิ เจ้ายังไม่ทันจะสิ้นกลิ่นน้ำนมด้วยซ้ำ หนึ่งไม่กินดื่มเที่ยวเล่นพนัน สองไม่มีอนุภรรยาหรือหญิงงามเมืองไว้คอยปรนนิบัติ เจ้าจะมีเรื่องอันใดให้ต้องใช้เงินกัน! ผิดกับคุณชายอย่างข้า ข้าทั้งกินดื่มเที่ยวเล่นพนันครบสูตร สาวงามข้างกายก็มีเป็นโขยง ทุกย่างก้าวล้วนต้องใช้เงินเบิกทางทั้งสิ้น!”
จ้าวเสี่ยวเป่าน้ำตาคลอเบ้า “คุณชาย ปีนี้เสี่ยวเป่าอายุสิบแปดแล้วนะขอรับ!”
หลี่เฉิงเฟิงกระทืบเท้าปัง “นั่นปะไร! เจ้าอายุสิบแปดแล้ว อีกสองปีก็ต้องแต่งเมีย เงินสินสอดนี่...”
“ถุย!” แก้มของจ้าวเสี่ยวเป่าแดงซ่าน ใบหน้าฉายแววขุ่นเคืองสุดขีด
หลี่เฉิงเฟิงคุ้นเคยกับการหยอกล้อบ่าวรับใช้เพื่อนเล่นผู้นี้ดี เขาปั้นหน้าทะเล้นกล่าวว่า “เอาเถอะน่าๆ เงินค่าสินสอดนี่ คุณชายอย่างข้าจะไม่ช่วยเจ้าเก็บรักษาไว้ได้อย่างไร?”
จ้าวเสี่ยวเป่าฮึดฮัดทำท่าจะเถียงต่อ แต่สีหน้าของหลี่เฉิงเฟิงกลับเปลี่ยนเป็นดุดันทันควัน เขาถลึงตาขู่ “หากยังมากความอีก แม้แต่ถุงนี้ข้าก็จะไม่ให้!”
จ้าวเสี่ยวเป่ารีบกอดถุงเงินแนบอกไว้แน่น ส่ายหน้าพัลวันดุจกลองป๋องแป๋ง
หลี่เฉิงเฟิงชี้หน้าจ้าวเสี่ยวเป่าด้วยสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์ “ดูท่าทางงกเงินของเจ้าสิ! นิสัยเสียจริง! ติดตามข้ามาตั้งหลายปี ไม่เห็นจะพัฒนาขึ้นบ้างเลย หัดเรียนรู้ท่าทีที่มองเห็นเงินทองดุจก้อนกรวดก้อนดินของข้าเสียบ้าง!”
ระหว่างที่กำลังพร่ำสอน พลันมีเหรียญทองแดงเหรียญหนึ่งร่วงหล่นออกมาจากรูรั่วของถุงเงินที่จ้าวเสี่ยวเป่ากอดอยู่ เหรียญนั้นตกลงพื้นแล้วกลิ้งหลุนๆ ตรงมาทางหลี่เฉิงเฟิง
สายตาของทั้งจ้าวเสี่ยวเป่าและหลี่เฉิงเฟิงต่างจับจ้องไปยังเหรียญทองแดงที่กำลังกลิ้งอยู่นั้นเป็นตาเดียว ก่อนจะเห็นเหรียญกลิ้งมาชนเข้ากับปลายรองเท้าของหลี่เฉิงเฟิง แล้วหมุนคว้างล้มลงแน่นิ่ง
หลี่เฉิงเฟิงทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อน ใช้เท้าเหยียบเหรียญไว้อย่างแนบเนียน จ้าวเสี่ยวเป่าที่อยู่ข้างๆ มองเจ้านายด้วยสายตาคับแค้นพรรณนา เขาเอ่ยเสียงอ่อย “คุณชาย... อย่าเหยียบเลยขอรับ นั่นของที่ข้าทำตก”
หลี่เฉิงเฟิงทั้งอับอายทั้งโมโห เขาก้มลงเก็บเหรียญขึ้นมา “ของเจ้าทำตก? ก็แค่เหรียญทองแดงเหรียญเดียวไม่ใช่รึไง! ขี้เหนียวไปได้! ตอนนี้มันเป็นของข้าแล้ว!” กล่าวจบเขาก็ยัดเหรียญใส่เข้าอกเสื้อตัวเองหน้าตาเฉย
จ้าวเสี่ยวเป่ารับใช้หลี่เฉิงเฟิงมานานหลายปี แต่ก็ยังอดตะลึงกับความหน้าหนาไร้ยางอายของคุณชายใหญ่ของตนไม่ได้ เขายืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าหันหลังกลับไปพึมพำ “งกชะมัด! คอยดูเถอะ หากเจอตัวจริงจากสำนักหลิงซานเข้า ท่านจะทำอย่างไร!”
วาจายังไม่ทันขาดคำ พลันมีแสงสีฟ้าสายหนึ่งพาดผ่านไปบนเส้นทางภูเขาที่ไม่ไกลนัก
หลี่เฉิงเฟิงและจ้าวเสี่ยวเป่าชะงักกึก ทั้งสองสบตากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะค่อยๆ มุดเข้าไปแอบหลังพุ่มไม้เพื่อลอบสังเกตการณ์
ภาพที่เห็นคือผู้บำเพ็ญคนหนึ่งสวมชุดคลุมยาวสีดำ ขอบแขนเสื้อปักลายสีเหลืองสามแถบ กำลังเรียกหยุดรถม้าคันหนึ่งเพื่อถามทางอยู่ริมถนน “นี่ พ่อหนุ่ม เจ้ารู้หรือไม่ว่าหมู่บ้านตระกูลเฉิงไปทางไหน?”
คนขับรถม้าเมื่อเห็นอาภรณ์ของผู้บำเพ็ญก็แสดงสีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง รีบชี้บอกทิศทางทันที
ผู้บำเพ็ญผู้นั้นเพียงพยักหน้าโดยไม่ได้กล่าวขอบคุณ เขากำลังจะผละจากไป แต่ฉับพลันราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงหันขวับมามองยังทิศที่หลี่เฉิงเฟิงและจ้าวเสี่ยวเป่าซ่อนตัวอยู่
หลี่เฉิงเฟิงและจ้าวเสี่ยวเป่ารีบหดหัวกลับทันควัน ทั้งสองซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ หัวใจเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ หันมองหน้ากันด้วยสีหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม!
จ้าวเสี่ยวเป่าได้แต่กรีดร้องในใจ ‘วาจาข้าจะศักดิ์สิทธิ์เกินไปแล้วกระมัง!!’
หลี่เฉิงเฟิงถลึงตาใส่จ้าวเสี่ยวเป่าแทบถลน พลางก่นด่าทางสายตา ‘เจ้าปากอัปมงคล! ซวยบัดซบจริงๆ!’