- หน้าแรก
- หนึ่งวิญญาณ สองร่าง จิงหยวนและเฟยเสี่ยว
- บทที่ 16 หมากรุก
บทที่ 16 หมากรุก
บทที่ 16 หมากรุก
บทที่ 16 หมากรุก
บรรยากาศบริเวณระเบียงอาคารเรียนในวันนี้เหล่านักเรียนดูผ่อนคลายเป็นพิเศษ ต่างเดินคุยกันไปมา บางกลุ่มก็วิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนาน แตกต่างจากภาพลักษณ์ปกติอย่างสิ้นเชิง
"ฮ่าฮ่า ท่านขุนพล แกแพ้อีกแล้วนะ"
"ไม่สิ เมื่อกี้ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเดินตัวนั้นนะ"
"อ๊ะ วางแล้วห้ามคืนสิ แพ้แล้วก็รีบเปลี่ยนคนเลย"
"ตาฉันแล้ว ตาฉันแล้ว"
"สามพ่วงหนึ่ง"
"นั่นแกเก็บระเบิดไว้เหรอ?"
"ระเบิดราชัน! ใครจะสู้ต่อไหม?"
"หมอบจ้า"
...
เมื่อทั้งสองคนมาถึงหน้าห้องเรียน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากข้างใน นักเรียนจับกลุ่มคุยกันสัพเพเหระ โดยไม่มีบรรยากาศเคร่งเครียดของการท่องจำตำราเหมือนอย่างที่เคย
"กู๋เซียว ลู่ลี่ พวกเธอมาแล้วเหรอ"
เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา เพื่อนๆ ในห้องต่างพากันยกมือทักทาย
ทั้งสองคนต่างก็มีหน้าตาที่โดดเด่นและนิสัยร่าเริง จึงเป็นที่นิยมในห้องเรียนเป็นธรรมดา
"เล่นอะไรกันอยู่เหรอ ขอฉันแจมด้วยคนสิ"
เห็นเพื่อนๆ กำลังล้อมวงเล่นหมากรุกจีนกันอยู่ กู๋เซียวก็รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะลงไปประลองฝีมือดูสักสองสามกระดาน
"กระดานนี้ยังไม่เริ่มเลย กู๋เซียว มานั่งตรงนี้สิ"
จางลี่ นักเรียนชายที่เพิ่งจะหย่อนก้นลงนั่งรีบดีดตัวลุกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินว่ากู๋เซียวอยากเล่น
"ตกลง งั้นฉันไม่เกรงใจนะ"
กู๋เซียวไม่ได้ปฏิเสธและทรุดตัวลงนั่งแทนที่
"ไม่เป็นไรๆ เรื่องเล็กน้อย จะเกรงใจไปทำไมล่ะ?"
จางลี่โบกมือพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเนียนลงไปนั่งที่ที่นั่งข้างๆ กู๋เซียวแทน
เขาเงยหน้าขึ้นไปสบตาเข้ากับสายตาค้อนขวับของเพื่อนนักเรียนชายคนอื่นๆ "ไอ้หมอนี่ แผนสูงชะมัด!"
ส่วนลู่ลี่ก็นั่งลงอีกข้างของกู๋เซียว คอยเฝ้าดูเธอเล่นหมากรุกอย่างเงียบเชียบ
"นายเดินก่อนเลย"
หลังจากลู่ลี่นั่งลงแล้ว กู๋เซียวก็หันไปบอกนักเรียนชายฝั่งตรงข้าม
"เอ่อ... อ้อ ตกลงครับ"
การถูกจ้องมองโดยสองสาวงามประจำโรงเรียนพร้อมกันทำให้เจียงฮุ่ยรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
แม้จะอยู่ห้องเดียวกัน แต่ปกติแล้วพวกเขาก็ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันบ่อยนัก
โดยทั่วไปในห้องเรียนหนึ่งๆ นอกจากกลุ่มเพื่อนสนิทแล้ว ขอบเขตการสื่อสารของแต่ละคนมักจะจำกัดอยู่แค่เพื่อนที่นั่งใกล้ๆ กันเท่านั้น
สำหรับเพื่อนคนอื่น อย่างมากก็แค่เรียกชื่อถูกเวลาเจอหน้า
คนที่มีปัญหาเรื่องการจำหน้าคนอาจจะต้องนึกอยู่นานกว่าจะเรียกชื่อออก หรือบางทีก็จำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
และเจียงฮุ่ยบังเอิญนั่งอยู่ไกลจากที่นั่งของกู๋เซียวและลู่ลี่พอสมควร ตลอดทั้งเทอมแทบจะไม่ได้คุยกันเกินสองประโยคเลยด้วยซ้ำ
ทว่าความประหม่านั้นก็เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ หากไม่ใช่คนที่มีอาการประหม่าสังคมอย่างรุนแรง การที่จะแข็งทื่อหรือทำตัวเปิ่นๆ ต่อหน้าคนสวยคงมีแค่ในอนิเมะเท่านั้น
ในความเป็นจริง เมื่อเจอคนหล่อหรือคนสวย ผู้คนก็มักจะลอบมองมากกว่าปกติเป็นธรรมดา ใครๆ ก็ชื่นชอบความสวยงาม มันคือสัญชาตญาณ แต่ถ้าถึงขั้นน้ำลายไหลล่ะก็ คนๆ นั้นต้องมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เจียงฮุ่ยก็ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเหล่านั้นนานนัก เพราะเขาพบว่าทักษะหมากรุกของกู๋เซียวนั้นสูงส่งจนน่าตกใจ
เริ่มเกมไปได้ไม่ถึงสามนาที เจียงฮุ่ยก็พบว่าเบี้ยที่เหลือข้ามแม่น้ำมาได้มีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น
กระดานฝั่งของกู๋เซียวราวกับค่ายกลแปดทิศ ตัวหมากตัวไหนที่หลุดข้ามฝั่งมาเป็นอันต้องม้วยมรณา เหมือนไม่ว่าเขาจะขยับไปทางไหนก็จะถูกดักกินไปเสียหมด
เขามั่นใจว่าพิจารณากระดานอย่างรอบคอบแล้ว แต่พบว่าทันทีที่ตัวหมากข้ามเส้นแบ่งเขตชู-ฮั่นมา พวกมันกลับควบคุมไม่ได้ขึ้นมาเสียดื้อๆ
เพียงไม่กี่ตา ตัวหมากของเขาก็ถูกบีบให้เดินไปยังจุดที่คู่ต่อสู้ต้องการทีละน้อย แล้วถูกจับกินในที่สุด
ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ กู๋เซียวมักจะหาจังหวะบีบให้เขาต้องเลือกเสมอ
จะรักษาเรือหรือปืนใหญ่ดี? จะรักษาทางม้าหรือเรือดี? หรือจะรักษาปืนใหญ่หรือทางม้าดี?
หลังจากพยายามดิ้นรนอย่างหนักนานห้านาที เจียงฮุ่ยก็ยอมจำนนสภาพสมองล้าไปหมด
ประเด็นสำคัญคือ เจียงฮุ่ยประมาทเกินไปในช่วงต้นเกม ไม่อย่างนั้นถ้าเขาเอาแต่เดินวนไปมาอยู่ในเขตตัวเอง กู๋เซียวคงไม่สามารถเผด็จศึกได้ภายในห้านาทีหรอก
"เจียงฮุ่ย นายนี่ไม่ได้เรื่องเลย ฉันดูเวลาแล้ว นายยืนระยะได้แค่ห้านาทีเองนะ"
เมื่อเห็นความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของเจียงฮุ่ย เพื่อนๆ ที่ล้อมวงอยู่ก็พากันถล่มถากถางอย่างไม่ปราศจากความเมตตา
"ถ้าพวกนายคิดว่าแน่กว่า ก็มาลองเองสิ"
เจียงฮุ่ยลุกขึ้นยืนอย่างสงบนิ่งเพื่อรับคำถากถาง
"งั้นฉันลองเอง" เฟิงข่ายที่ยืนอยู่ข้างเจียงฮุ่ยรีบนั่งลงแทนที่ทันที "เสี่ยวเจียง วันนี้ฉันจะแสดงให้เห็นเองว่า ปรมาจารย์หมากรุกที่แท้จริงน่ะเป็นยังไง"
สิบนาทีต่อมา
"บะ... บ้าไปแล้ว"
เฟิงข่ายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับปากสั่น มองดูหน้ากระดานที่เหลือเพียงท่านขุนพลอยู่อย่างโดดเดี่ยว
"ขี้โม้ต่อไปสิ ไหนดูลซิว่าแน่แค่ไหน?" เจียงฮุ่ยที่รอจังหวะอยู่แล้วรีบถากถางสวนกลับทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสะใจที่ได้ล้างแค้น "ไหนดูซิว่าเหลือกี่ตัว? อ้อ ที่แท้ก็ยังเหลือขุนพลแก่อยู่ตัวนึงนี่นา"
"ก็ยังนานกว่านายแล้วกัน นายอยู่ได้แค่ห้านาทีเอง"
เฟิงข่ายไม่ยอมแพ้ อย่างน้อยฉันก็อึดกว่านายล่ะวะ
"ถ้าเอาแต่ขดตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมออกไปข้างนอก มันก็ต้องนานกว่าอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?"
ทำอย่างกับเขาตั้งป้อมอยู่ในเขตตัวเองไม่ได้อย่างนั้นแหละ ทั้งเกมเฟิงข่ายกินเบี้ยของกู๋เซียวได้แค่ไม่กี่ตัว ยังกล้าพูดออกมาได้อีกนะ
"เร็วๆ เลย เปลี่ยนที่" เพื่อนที่อยู่ข้างหลังเร่งให้เฟิงข่ายลุกขึ้น
หลังจากนั้น นักเรียนคนแล้วคนเล่าก็เข้ามาประลองกับกู๋เซียว แต่ไม่มีใครสามารถยืนระยะได้เกินสิบนาทีภายใต้เงื้อมมือของเธอเลย
และเมื่อมีคนแพ้มากขึ้นเรื่อยๆ นักเรียนคนอื่นๆ ก็ถูกดึงดูดด้วยความครึกครื้นนี้จนมามุงกันหนาตา
เมื่ออาจารย์ประจำชั้นเดินเข้ามาในห้อง เขาพบว่านักเรียนกว่าสี่สิบคนในห้องต่างรวมตัวล้อมกันเป็นวงกลม คนที่อยู่รอบนอกถึงกับต้องชะเง้อคอข้ามไหล่เพื่อนข้างหน้าเพื่อมองเข้าไปข้างใน
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่น่ะ?"
เห็นนักเรียนรวมกลุ่มกันขนาดนี้ อาจารย์ประจำชั้นจึงเดินเข้าไปถามด้วยความสงสัย
"พี่โห่ว พวกเขากำลังประลองหมากรุกกับกู๋เซียวอยู่ครับ"
อาจารย์ประจำชั้นมีนามสกุลว่า โห่ว และมีชื่อว่า โห่วยง เนื่องจากเขาอายุมากกว่านักเรียนไม่กี่ปีและเข้ากับเด็กๆ ได้ดี จึงมักจะถูกเรียกว่าอย่างนั้น
อืม... เรื่อง "ไซอิ๋ว" และเรื่องทำนองนั้นก็มีอยู่ในโลกนี้เช่นกัน จิ่งหยวนสงสัยอย่างหนักว่าดาวสีครามดวงนี้อาจจะเป็นโลกก่อนเข้าสู่ยุคดวงดาว หรือไม่ก็อาจจะเป็นโลกคู่ขนานของโลกเรา
"หมากรุกงั้นเหรอ? ใครชนะล่ะ?"
โห่วยงมองเข้าไปข้างในด้วยความสนใจ
"กู๋เซียวครับ เธอเก่งสุดๆ ไปเลย ตอนนี้พวกเขารวมหัวกันวางแผนสู้กับกู๋เซียวแล้ว แต่ก็ยังโดนอัดจนเละเทะอยู่ดี"
นักเรียนคนหนึ่งรีบบอก "ผลงานอันยิ่งใหญ่" ของกู๋เซียวให้อาจารย์ทราบอย่างกระตือรือร้น
"รุกฆาต!"
ทันใดนั้น เสียงใสๆ ของกู๋เซียวก็ดังขึ้นมาจากท่ามกลางฝูงชน
"ยอมแพ้ครับ ยอมแพ้อย่างราบคาบเลย"
เฉียนอี้ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกู๋เซียวเอนหลังพิงเก้าอี้พลางถอนหายใจยาว พวกเขารวมหัวกันตั้งหลายคนยังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะไปพูดอะไรได้อีกล่ะ?
ในตอนนั้นเอง เฉียนอี้เหลือบไปเห็นโห่วยงยืนอยู่ด้านหลังพวกเพื่อนๆ
"พี่โห่ว มาลองสักกระดานไหมครับ"
เฉียนอี้ลุกขึ้นยืนแล้วกวักมือเรียกโห่วยงที่ยืนอยู่นอกวง
"พี่โห่ว"
"พี่โห่วครับ"
นักเรียนหลายคนที่จดจ่ออยู่กับเกมเพิ่งจะสังเกตเห็นโห่วยงยืนอยู่ข้างหลัง