- หน้าแรก
- หนึ่งวิญญาณ สองร่าง จิงหยวนและเฟยเสี่ยว
- บทที่ 8 อยากโตไวๆ
บทที่ 8 อยากโตไวๆ
บทที่ 8 อยากโตไวๆ
บทที่ 8 อยากโตไวๆ
เหตุผลที่จิ่งหยวนเลือกลำดับการทะลวงระดับที่แตกต่างกัน เป็นเพราะเขาวางบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันไว้ให้ทั้งสองร่างของเขา
จิ่งหยวนจะพัฒนาไปในเส้นทางของผู้บงการเบื้องหลัง ดังนั้นเขาจึงต้องเสริมสร้างพลังจิตวิญญาณเป็นอันดับแรก หลังจากเข้าสู่สถาบันมืออาชีพเขาจะลงทะเบียนในคณะผู้บัญชาการ
ส่วนกู้เซียวจะเดินตามเส้นทางของนักรบ เธอจึงต้องยกระดับสมรรถภาพทางกายก่อน หลังจากเข้าสู่สถาบันมืออาชีพเธอจะเข้าเรียนในคณะการต่อสู้
อืม—
หลังจากเสร็จสิ้นการทะลวงระดับ กู้เซียวบิดขี้เกียจเล็กน้อยแล้วลุกลงจากเตียง
แกร๊ก
ทันใดนั้นก็มีเสียงหมุนลูกบิดประตู ประตูแง้มออกช้าๆ พร้อมกับดวงตาคู่เล็กที่แอบชะโงกเข้ามาในห้องนอนของกู้เซียว
กู้เซียวเดินไปที่ประตูแล้วกระชากเปิดออก โลลิต้าตัวน้อย กู้เยว่ ที่เกาะขอบประตูแอบมองอยู่พลันเสียการทรงตัว ร่างถลาไปข้างหน้าจวนจะกระแทกพื้น
"ว้าย!"
กู้เยว่ส่งเสียงร้องอุทานพร้อมกับยกมือน้อยๆ ทั้งสองข้างขึ้นปิดตา
ครู่ต่อมา ความเจ็บปวดที่คาดไว้กลับไม่มาถึง กู้เยว่รู้สึกได้ถึงแขนข้างหนึ่งที่เข้ามาขวางการล้มของเธอไว้
นิ้วขาวนวลค่อยๆ แหวกออกเป็นช่องเพื่อแอบดูเหตุการณ์ภายนอก
กู้เยว่เห็นว่าเธอยังอยู่สูงจากพื้นอย่างน้อยหนึ่งช่วงแขน
เฮ้อ
เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ล้ม กู้เยว่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แขนของเธอทิ้งตัวลงพาดทับไปบนแขนของกู้เซียวอย่างผ่อนคลาย
กู้เซียวรู้สึกเอ็นดูกับท่าทางตลกๆ ของยัยหนูตัวน้อย เธอจึงอุ้มกู้เยว่ขึ้นมาจากทางด้านหลัง
"แอบมองอะไรอยู่ที่หน้าประตูคะ?"
กู้เซียวอุ้มกู้เยว่ไว้ในอ้อมแขนพลางหมุนตัวเดินออกจากห้องนอน
"เยว่เยว่มาตามพี่สาวไปกินข้าวค่ะ พ่อกับแม่บอกว่าพี่สาวกำลังฝึกวิชาอยู่ ห้ามเยว่เยว่เข้าไปรบกวน เยว่เยว่ก็เลยรอจนกว่าพี่สาวจะตื่นถึงค่อยมาเรียกค่ะ"
เพราะกลัวจะรบกวนกู้เซียว กู้เยว่จึงไม่ได้เดินเข้าไปในห้อง เธอเพียงแค่แง้มประตูเพื่อแอบดูเท่านั้น
"ไปกันเถอะ เราลงไปกินข้าวข้างล่างกัน"
กู้เซียวอุ้มกู้เยว่เดินลงบันไดไป
โถงบันไดชั้นสองอยู่ติดกับห้องครัวพอดี ทันทีที่กู้เซียวเดินลงไป เธอก็เห็นพ่อกับแม่กำลังวุ่นวายอยู่ข้างในนั้น
ช่วงเที่ยงคือช่วงที่ยุ่งที่สุดของวัน กู้จือสิงและร่วนชิงฮวนวิ่งวุ่นอยู่ในครัวจนแทบเท้าไม่ติดพื้น
"เสี่ยวเซียวมาแล้วเหรอ กับข้าววางอยู่บนโต๊ะแล้วนะ กินพร้อมกับน้องสาวไปก่อนเลยลูก"
ร่วนชิงฮวนเงยหน้าขึ้นทักทายเมื่อเห็นกู้เซียวอุ้มกู้เยว่เดินลงมา
ส่วนที่เรียกว่าบริเวณทานอาหาร แท้จริงแล้วคือพื้นที่เล็กๆ ระหว่างห้องครัวและโถงบันได
มันพอจะวางโต๊ะหนึ่งตัวกับเก้าอี้อีกไม่กี่ตัวได้พอดี และต้องเหลือทางเดินกว้างพอสำหรับหนึ่งคนไว้ทางด้านขวาติดกับบันได
"รับทราบค่ะ"
โต๊ะอาหารตั้งอยู่ตรงหน้าบันไดพอดี กู้เซียวเห็นข้าวสวยและกับข้าวทั้งเนื้อและผักหลายอย่างทันทีที่เดินลงมา
เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งนั่งรออยู่ที่โต๊ะแล้ว แม้จะยังดูเยาว์วัยแต่ก็พอมองออกว่าโตไปจะต้องกลายเป็นชายหนุ่มที่ดูสดใสและร่าเริงอย่างแน่นอน
เพราะทั้งกู้จือสิงและร่วนชิงฮวนต่างก็มีรูปร่างหน้าตาที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
"พี่ครับ วันนี้มีหมูสามชั้นตุ๋นของโปรดพี่ด้วย รีบมาเร็ว!"
เด็กหนุ่มคนนั้นคือ กู้จิ่งชวน น้องชายของกู้เซียว ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง
"มาแล้วจ้า"
กู้เซียววางกู้เยว่ลงบนที่นั่งแล้วนั่งลงตรงข้ามกับกู้จิ่งชวน
"กินเสร็จแล้วก็ไปนอนพักผ่อนซักหน่อยนะ บ่ายนี้จะได้ไม่นั่งสัปหงก"
"ไม่ต้องหรอกพี่ วัยอย่างผมพลังเหลือเฟือ ไม่จำเป็นต้องนอนกลางวันเลยซักนิด"
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้เซียว กู้จิ่งชวนก็ส่ายหน้าทันที
ช่วงเที่ยงร้านวุ่นวายมาก เขาต้องอยู่ช่วยงานข้างล่าง
"หมายถึงเหมือนคราวที่แล้วที่แอบหลับตอนทำการบ้าน จนเขียนยันต์เละเทะไปหมดทั้งแผ่น จนแม่ต้องถูกเรียกไปพบที่โรงเรียนน่ะเหรอ?"
กู้เซียวคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามของกู้เยว่พลางเอ่ยยิ้มๆ
"อะแฮ่ม... นั่นมันอุบัติเหตุน่ะพี่"
เมื่อถูกพี่สาวล้อเลียน กู้จิ่งชวนก็ไอแก้เก้อด้วยความเขินอาย
หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ กู้เซียวและกู้จิ่งชวนก็ช่วยกันเสิร์ฟอาหาร
กู้เยว่ตัวน้อยวิ่งตามหลังพวกเขาไปมาเพราะอยากจะช่วยบ้าง แต่เธอตัวเล็กเกินไป กู้จือสิงและร่วนชิงฮวนจึงไม่กล้าปล่อยให้เธอถือชามอาหาร
หลังจากวิ่งวุ่นไปมาแล้วพบว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้เลย กู้เยว่ก็ลากเก้าอี้ที่สูงกว่าตัวเองมาวางไว้ที่หน้าประตูร้าน
เธอปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ มือน้อยๆ เกาะขอบ ขาสั้นๆ พยายามตะเกียกตะกายจนนั่งลงได้สำเร็จ
เธอนั่งหันหน้าออกไปข้างนอก มือน้อยๆ เท้าคาง ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างที่สุด
"เป็นอะไรไปจ๊ะเยว่เยว่ตัวน้อย?"
ลูกค้าประจำคนหนึ่งที่เดินเข้าร้านมาเห็นเธอกำลังนั่งครุ่นคิดถึงปัญหาชีวิต จึงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มหัวเราะ
"เยว่เยว่อยากโตไวๆ ค่ะ" กู้เยว่ตอบ
"โตไปมันดีตรงไหนกันเล่า? ต้องทำงานงกๆ เหมือนวัวเหมือนควายทุกวัน เป็นเด็กน่ะดีที่สุดแล้ว วันๆ ไม่ต้องมีเรื่องให้กังวลเลย"
หลังจากสั่งอาหารผ่านหน้าจอโฮโลแกรมบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ลูกค้าก็รออาหารพลางชวนกู้เยว่คุยไปด้วย
"แต่ตอนนี้เยว่เยว่ตัวเล็กเกินไป ร่างกายสูงไม่ถึงสามฟุตอันน่าภาคภูมิใจนี้ไม่มีที่ให้ช่วยเหลือเลยค่ะ"
กู้เยว่ถอนหายใจแรง คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน
ฮ่าๆๆๆ...
ท่าทางตลกขบขันของเธอทำให้บรรดาเหล่านักชิมรอบข้างต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
ในขณะเดียวกัน ณ ตระกูลจิ่ง
หลังจากทะลวงระดับเสร็จสิ้น จิ่งหยวนก็ออกมารับประทานมื้อเที่ยง จากนั้นก็กลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อน
แต่พอเอนตัวลงนอนได้ไม่ทันไร ก็มีเสียงเคาะประตูเครื่องดังขึ้น
"ซานไห่ ตรวจสอบทีว่าใครอยู่ข้างนอก"
สิ้นคำสั่งของจิ่งหยวน หน้าจอเสมือนจริงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า แสดงภาพบริเวณหน้าห้องนอนของเขา
คนที่ยืนอยู่ข้างนอกคือพ่อแม่ของเขา จิ่งตงเฟิง และ เผยหลิงอี พร้อมกับพี่สาวของเขา
"มีธุระอะไรครับ?"
จิ่งหยวนสวมรองเท้าแตะ เดินไปเปิดประตูแล้วมองไปยังทั้งสามคน
"มีธุระอะไร? แกถามว่า 'มีธุระอะไร' งั้นเหรอ?"
จิ่งตงเฟิงถลึงตาใส่ ทั้งสามคนพากันเดินเข้าไปในห้องนอนของจิ่งหยวน
พวกเขานั่งลงที่โต๊ะน้ำชา จิ่งหยวนจึงหยิบแก้วออกมารินน้ำให้แต่ละคน
เขาพอจะเดาเหตุผลที่พ่อกับแม่มาหาได้คร่าวๆ
"ที่พี่สาวแกพูดมา... เป็นความจริงงั้นเหรอ?"
จิ่งตงเฟิงไม่ได้ระบุชัดเจน แต่ในช่วงเวลานี้คงมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่พวกเขาจะมาถาม
"เป็นความจริงครับ"
จิ่งหยวนนั่งลงบนโซฟาแล้วพยักหน้ายืนยัน
จิ่งตงเฟิงหมุนถ้วยน้ำชาในมือไปมา ราวกับว่ามันร้อนจนจับไม่ได้
"แล้วแกจะพิสูจน์ได้ยังไงว่าสิ่งที่แกพูดน่ะเป็นเรื่องจริง?"
ไม่ใช่ว่าจิ่งตงเฟิงไม่ไว้ใจลูกชาย เพียงแต่สิ่งที่เขาได้ยินมานั้นมันฟังดูเหลือเชื่อเกินไป
"พ่อครับ พ่อจำตอนที่ผมชอบเดินชนประตูตอนเด็กๆ ได้ไหม?"
จิ่งหยวนเตรียมคำอธิบายไว้เรียบร้อยแล้ว
"อืม"
จิ่งตงเฟิงพยักหน้า ตอนนั้นเขากลัวว่าลูกชายคนเล็กจะเกิดมาสติไม่ดี ถึงขั้นวางแผนการใช้ชีวิตที่เหลือไว้ให้เสร็จสรรพ
เขาตั้งใจจะเลี้ยงดูจิ่งหยวนไว้ข้างกายตลอดชีวิต ให้กินให้อยู่อย่างสุขสบายเป็นลูกคนรวยที่มีความสุขไปวันๆ
เพราะยังไงเสีย เหล่ามืออาชีพก็มีอายุขัยที่ยืนยาว พวกเขาจึงไม่กังวลว่าในภายหลังจะไม่มีใครคอยดูแลจิ่งหยวน