- หน้าแรก
- เส้นทางแห่งการแพทย์ที่ราบรื่นรออยู่ข้างหน้า
- บทที่ 44 นี่มันราคาตั้งสามหมื่นนะ!
บทที่ 44 นี่มันราคาตั้งสามหมื่นนะ!
บทที่ 44 นี่มันราคาตั้งสามหมื่นนะ!
บทที่ 44 นี่มันราคาตั้งสามหมื่นนะ!
ในที่สุดอุปกรณ์ของกู่หลี่ก็มาถึงโรงพยาบาล เหล่าเกาเป็นคนจัดการขั้นตอนต่าง ๆ ที่ตามมา จางฝานจึงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ หลี่ฉยงช่วยหางบประมาณสนับสนุนจากโครงการช่วยเหลือ ทำให้ค่าวัสดุของกู่หลี่ลดลงไปได้กว่าหนึ่งหมื่นหยวน เงินหนึ่งหมื่นหยวนนี้ไม่ได้ลดให้เปล่า ๆ เพราะหลังจากกู่หลี่ผ่าตัดแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องถ่ายภาพและวิดีโอเพื่อใช้ในการโฆษณา ยิ่งกู่หลี่เป็นว่าที่นักกีฬา ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก คนทั่วไปคงไม่ได้รับส่วนลดแบบนี้
ทันทีที่อุปกรณ์มาถึง จางฝานก็เตรียมตัวผ่าตัดอย่างกระตือรือร้น เขาเซ็นเอกสารยินยอมรับการผ่าตัดแล้วนำไปให้เหล่าเกาเซ็นกำกับก่อนจะวางไว้ที่เคาน์เตอร์พยาบาล หลังจากเลิกงาน พยาบาลประจำวอร์ดศัลยกรรมจะมารับเอกสารนี้ไปเพื่อเตรียมห้องผ่าตัด จัดหาพยาบาลช่วยผ่าตัดและเตรียมเครื่องมือต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้
การผ่าตัดส่องกล้องข้อเข่าในแถบชายแดนนั้นพัฒนาไปอย่างช้า ๆ กล้องเอ็นโดสโคปมีราคาแพง และไม่มีหมอคนไหนกระตือรือร้นที่จะไปเรียนต่อเฉพาะทาง โรงพยาบาลจึงยังไม่ได้นำมาใช้จริงจังนัก มีเพียงเหล่าหลี่ซึ่งสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเป็นคนรับงานนี้ไป หมอคนอื่นไม่ค่อยชอบงานนี้ แต่สำหรับเขา งานนี้เบาและตรงกับความต้องการในขณะนี้พอดี ส่วนเรื่องรายได้ที่น้อยกว่าก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับเขา ส่วนหนูกู่หลี่นั้นมีนิสัยร่าเริงตามธรรมชาติ แม้จะกำลังเข้าห้องผ่าตัดเธอก็ยังมีรอยยิ้ม ในขณะที่เด็กคนอื่นคงจะตัวสั่นด้วยความกลัวไปแล้ว
กู่หลี่ไม่ได้กินมื้อเช้าเพราะต้องดมยาสลบเพื่อผ่าตัด การกินอาหารอาจทำให้สำลักขณะหมดสติจากยาสลบได้
“พี่ชาย เมื่อไหร่หนูจะได้ออกจากโรงพยาบาลค่ะ นอนอยู่บนเตียงทุกวันมันน่าเบื่อมากเลย” หลังจากเริ่มสนิทกับจางฝาน เธอก็เริ่มเรียกเขาว่า "พี่ชาย"
จางฝานเข็นเตียงคนไข้ของเธอพลางตอบว่า “เร็ว ๆ นี้แหละ ขอแค่หนูเชื่อฟัง อีกหน่อยหนูก็จะร่าเริงได้เหมือนลูกม้าตัวน้อยแล้ว” เพราะเธอเป็นเด็ก จางฝานกังวลว่าเธอจะประหม่า เขาจึงไปส่งเธอเข้าห้องผ่าตัดด้วยตัวเอง แต่เธอกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ทำให้ความกังวลของจางฝานกลายเป็นเรื่องที่คิดไปเอง
การวางยาสลบเริ่มต้นขึ้น จางฝานและเหล่าหลี่ล้างมือทำความสะอาด ส่วนหวังหยาหนานช่วยยกขาของคนไข้ขึ้น จางฝานเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่ง เขามีเรื่องให้ต้องจัดการมากมาย ทั้งการตั้งค่าอุปกรณ์และปรับเลนส์กล้อง ขณะที่เหล่าหลี่นั้นอาวุโสกว่าและเป็นแพทย์ระดับสูง หวังหยาหนานจึงต้องเป็นคนยกขาไว้ โชคดีที่กู่หลี่เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ถ้าเป็นชายร่างใหญ่ หวังหยาหนานคงยกไม่ไหวแน่ ๆ การยกขาในระหว่างผ่าตัดมีข้อกำหนดและมาตรฐานเฉพาะ เริ่มจากการฆ่าเชื้อบริเวณที่จะผ่าตัดไล่ลงไปจนถึงนิ้วเท้า ในช่วงท้ายของการฆ่าเชื้อ ศัลยแพทย์จะต้องจับนิ้วเท้าหนึ่งหรือสองนิ้วด้วยมือข้างหนึ่งแล้วยกขาทั้งข้างขึ้นจากเตียงผ่าตัดเพื่อให้ศัลยแพทย์ฆ่าเชื้อต่อได้จนเสร็จ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้แรงมาก
การเจาะ การสอดเลนส์ การระบุจุดที่ฉีกขาด — จางฝานจดจำภาพ MRI ของกู่หลี่ได้ขึ้นใจและหาจุดนั้นพบอย่างรวดเร็ว หลังจากยืนยันอีกครั้ง เขาก็หยิบสกรูชีวภาพ ยี่ห้อ Johnson & Johnson ออกมาและเริ่มใช้มีดผ่าตัดปลายมนเล็มแต่งมัน ขณะที่เขากำลังจะลงมีดตัด เหล่าหลี่ก็หยุดเขาไว้: "เสี่ยวจาง คุณกำลังจะทำอะไรน่ะ?"
จางฝานชะงักและตอบเหล่าหลี่ว่า "สกรูตัวนี้มันใหญ่เกินไปครับ ไม่จำเป็นต้องใส่เข้าไปทั้งหมด อย่างไรเสียมันก็คือสิ่งแปลกปลอม ยิ่งมันเล็กลงเท่าไหร่ แผลก็จะยิ่งสมานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น"
"คุณคิดดีแล้วเหรอ? ของชิ้นนี้มันก็ใหญ่แค่นี้เอง ถ้าคุณตัดให้มันเล็กลงแล้วใส่เข้าไป มันจะไม่สามารถรับแรงตึงได้ แล้วมันจะหักข้างใน ซึ่งจะสร้างความเสียหายหนักกว่าเดิมนะ" เหล่าหลี่พูดด้วยความกังวล จางฝานไม่ได้พูดเรื่องการตัดแต่งสกรูก่อนการผ่าตัดเลย และเหล่าหลี่ก็กลัวที่สุดว่าเขาจะทำอะไรตามอำเภอใจโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ
“ผู้อำนวยการหลี่ไม่ต้องกังวลครับ ผมคิดเรื่องนี้มาหลายวันก่อนผ่าตัดแล้ว มันจะไม่มีปัญหาแน่นอน ผมคำนวณไว้แล้ว แค่เข้าเฝือกช่วยด้วยก็พอ เธออยากเป็นนักกีฬา ดังนั้นเราต้องลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุดครับ”
เหล่าหลี่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ตกลง ผมเห็นด้วย ถ้ามีอะไรผิดพลาดผมจะเป็นคนรับผิดชอบเอง ลงมือเถอะ”
“ขอบคุณครับ ขอบคุณมากครับอาจารย์หลี่”
จางฝานหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมา เตรียมจะลงมือตัด แต่หวังหยาหนานก็พูดขึ้นแทรกว่า: “ไอ้ของชิ้นนี้ราคาสามหมื่นหยวนเลยนะ”
จางฝานเหลือบตามองเธอเล็กน้อยก่อนจะเริ่มลงมือตัด พูดกันตามตรง เหล่าหลี่กำลังแบกรับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาก เขาไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ ในฐานะรองแพทย์อาวุโสของโรงพยาบาลระดับเทศบาลชั้นนำที่ใช้เวลาครึ่งชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล เขาย่อมรู้ดีถึงผลลัพธ์ของความผิดพลาดทางการแพทย์ แต่เขาก็ยังยอมออกหน้าแทนจางฝาน มันคือความรู้สึกรับผิดชอบและความเมตตา ระบบการแพทย์ของจีนอาจมีปัญหามากมายที่ใคร ๆ ก็วิพากษ์วิจารณ์ แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ระบบและระดับการแพทย์กลับพัฒนาขึ้นได้ขนาดนี้ หากไม่มีแพทย์รุ่นพี่ที่มีความรับผิดชอบและดูแลรุ่นน้องแบบนี้ การพัฒนาก็คงไม่มีทางรวดเร็วได้ขนาดนี้
สกรูเดิมทีก็เล็กมากอยู่แล้ว และจางฝานก็ตัดมันจนเหลือขนาดประมาณก้านไม้ขีด เขาเจาะรู ใส่สกรู ล้างทำความสะอาดแผล และเข้าเฝือกเพื่อยึดตำแหน่งไว้ เหล่าหลี่ลุ้นจนตัวโก่ง เขาแอบกลัวว่าตอนใส่สกรูที่ถูกตัดออกไปถึงสองในสามมันจะหัก จนกระทั่งเข้าเฝือกเสร็จเขาถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก "เสี่ยวจาง คุณต้องดูแลเคสนี้ให้ดีนะ จับตาดูให้ใกล้ชิด ถ้าการผ่าตัดแบบนี้ทำซ้ำได้สำเร็จ มันจะมีอนาคตที่สดใสมากในวงการเวชศาสตร์การกีฬา"
ช่วงนี้หลี่ฮุ่ยกำลังคิดถึงหวังซา ในช่วงไม่กี่เดือนแรกที่ย้ายจากอำเภอมาอยู่ในตัวเมือง หลี่ฮุ่ยสนุกสุดเหวี่ยง เขาเคยโทรหาหวังซามาก่อนแต่เธอบล็อกเบอร์เขา เขาเลยไม่ได้ใส่ใจนัก แต่หลังจากเที่ยวเล่นจนเบื่อในไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็เริ่มคิดถึงเธอ เขาโทรหาเธอไม่ได้ และพอโทรไปหาคนอื่นเพื่อให้ช่วยต่อสายให้ เธอก็จะกดวางทันที หลังจากนั้นก็ไม่มีใครยอมช่วยส่งข้อความให้หลี่ฮุ่ยอีกเลย
จางฝานเพิ่งเลิกงานและกำลังจะไปรักษาหลี่เซียวพอดีตอนที่หลี่ฮุ่ยโทรมา: "จางฝาน มาเถอะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวเอง เลิกงานหรือยัง?"
"ยัง มีธุระต้องทำ ไปกินคนเดียวเถอะ จะได้ไม่เสียเวลา"
"งานอะไรมันจะยุ่งขนาดนั้น? เราไม่เจอกันทั้งวันแล้วนะ เสร็จตอนไหนล่ะ? มาคุยกันหน่อยเถอะ ฉันหงุดหงิดจริง ๆ"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ห่อเหี่ยวของหลี่ฮุ่ย จางฝานจึงตอบว่า "โอเค เดี๋ยวเสร็จแล้วฉันโทรหา บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่ไปบาร์" ตอนที่หลี่ฮุ่ยมาถึงใหม่ ๆ เขาตื่นเต้นมากและอยากไปบาร์เพื่อหาความรักแบบชั่วคราว แต่เขาก็กลัวที่จะไปคนเดียวเลยหลอกล่อให้จางฝานไปด้วย จางฝานเข้าไปปุ๊บก็เดินออกมาทันที เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยควันบุหรี่และเสียงเพลงที่ดังหนวกหู
หลังจากรักษามาหนึ่งสัปดาห์ หลี่เซียวก็ไปทำ CT scan และ X-ray อีกครั้ง ตำแหน่งของหมอนรองกระดูกสันหลังที่เคลื่อนออกมามีการเปลี่ยนแปลง แม้จะไม่มากนักแต่ก็มีสัญญาณของการเคลื่อนกลับเข้าที่ อาการของหลี่เซียวก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทัศนคติของหลี่เซียวที่มีต่อจางฝานนั้นแตกต่างจากหวังเชี่ยนและตงฮวา หวังเชี่ยนปฏิบัติกับจางฝานเหมือนคนในครอบครัวจริง ๆ ส่วนตงฮวายังคงรักษามาดและอำนาจเหนือเขานิด ๆ แต่หลี่เซียวนั้นตรงไปตรงมามากกว่า เธอใช้เงินเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ เธอพร้อมจ่ายเท่าที่เธอรู้สึกว่าการรักษาของจางฝานนั้นคุ้มค่า เธอเชื่อว่าสิ่งที่แก้ได้ด้วยเงินคือสิ่งที่ง่ายที่สุดและวุ่นวายน้อยที่สุด หลี่เซียวเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีทรัพย์สินมากมายในเมืองนี้ บริเวณหลังโรงพยาบาลของจางฝานซึ่งเป็นทำเลทองเธอก็เป็นคนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่นั่น ด้วยรายได้ของจางฝานในตอนนี้ เขาไม่เคยคิดจะซื้อเลย เพราะมันแพงเกินไป
ห้องเพนท์เฮาส์เป็นอพาร์ตเมนต์ขนาดใหญ่ที่จางฝานประเมินว่าน่าจะเกิน 200 ตารางเมตร ตกแต่งอย่างหรูหรา มีพรมแคชเมียร์สีขาวปูอยู่ใต้โต๊ะ ข้างในมีผู้ช่วยเตรียมน้ำชาไว้ให้จางฝาน พร้อมกับบุหรี่และที่เขี่ยบุหรี่ "คุณหมอจาง พวกคุณนี่งานยุ่งจริง ๆ นะคะ ทำงานล่วงเวลาตลอดจนแทบไม่มีเวลากินข้าว" หลังจากครั้งล่าสุด หลี่เซียวตั้งใจจะเลี้ยงข้าวเขา แต่ทางโรงพยาบาลโทรตามเคสฉุกเฉิน จางฝานจึงต้องรีบวางสายและวิ่งกลับไปทันที
หลังจากรักษามากว่าหนึ่งสัปดาห์ ผลลัพธ์ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ หลี่เซียวสอบถามข้อมูลจากหลายแหล่ง ทุกคนต่างบอกว่าการนวดไม่ได้ผล แต่การรักษาของจางฝานกลับได้ผลจริง หมอคนนี้เก่งจริง ๆ หลังจากรักษาไปกว่าสี่สิบนาที จางฝานก็พูดกับหลี่เซียวว่า "พี่หลี่ครับ ช่วงนี้เป็นช่วงพักฟื้นเพื่อความคงตัว ทางที่ดีอย่าพักนั่งนาน ๆ หรือยกของหนัก พยายามนอนราบให้มากที่สุด รอให้กระดูกสันหลังที่เคลื่อนกลับเข้าที่ให้เรียบร้อย และพี่ต้องใส่สายรัดเอวเพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลังด้วยครับ"
"คุณหมอจางค่ะ ต้องใช้สายรัดแบบไหน มีข้อกำหนดอะไรบ้าง? เดี๋ยวฉันจดไว้แล้วจะไปซื้อทันทีค่ะ" ผู้ช่วยของหลี่เซียวหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาเตรียมจดบันทึกทันที
"แบบที่มีขายในโรงพยาบาลทั่วไปก็ใช้ได้ครับ หลังจากซื้อมาแล้ว เดี๋ยวผมจะปรับระดับความแน่นและใส่ให้เอง"
"งั้นรอกสักครู่นะค่ะคุณหมอ ฉันจะไปซื้อเดี๋ยวนี้เลย" พูดจบผู้ช่วยก็ชำเลืองมองหลี่เซียว
"ได้ครับ งั้นไปเถอะ ที่โรงพยาบาลเราก็มีขาย"
"คุณหมอจาง เชิญนั่งจิบน้ำชาก่อนค่ะ เสี่ยวเฉิน เปิดบุหรี่ให้คุณหมอจางด้วย" หลังจากนั้นทั้งผู้ช่วยและคนขับรถก็ออกไป คนขับรถเป็นผู้หญิงที่ดูคล่องแคล่ว มีกล้ามเนื้อแขนที่ชัดเจนเหมือนนักกีฬาที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี ในฐานะหมอ จางฝานรู้ว่ากล้ามเนื้อแบบนั้นเกิดจากการออกกำลังกายอย่างหนักทุกวัน
"ขอบคุณครับ ผมจัดการเองได้"
"คุณหมอจาง ฉันว่านอกจากหมอนวดดัดกระดูกแบบแพทย์แผนจีนโบราณแล้ว คงไม่ค่อยมีหมอแผนปัจจุบันคนไหนเก่งเทคนิคนี้หรอก" เธอทำการบ้านมาอย่างดี
"นี่เป็นการนวดแบบตะวันตกผสมผสานกับแพทย์แผนจีนนิดหน่อยครับ" จางฝานไม่ตอบตรง ๆ ไม่จำเป็นต้องบอกหมด เขาไม่ได้ไปขโมยใครมา
"ได้ยินว่าคุณมาจากทางตะวันตกเพื่อมาช่วยงานที่นี่ ปรับตัวได้หรือยังค่ะ? อากาศที่นี่ดีกว่าบ้านเกิดคุณนะ ไม่มีพายุทราย แต่มันก็อาจจะไม่คึกคักเท่าหลานโจว"
"ก็ดีครับ อยู่ทางตะวันตกเหมือนกัน ผมไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัว"
หลี่ฮุ่ยเริ่มจะหมดความอดทนตอนที่จางฝานปรากฏตัวในที่สุด "ถ้านายไม่มา ฉันคงหิวตายไปแล้ว"
"งั้นก็รีบไปเถอะ มื้อนี้นายจะเลี้ยงฉันเท่าไหร่? ถ้าไม่ถึงร้อยหยวน ฉันจะกลับหอพักแล้วนะ"
"เออ ไปเถอะ ไปร้านเสี่ยวซื่อชวน สั่งเมนูหนัก ๆ เลย ช่วงนี้ฉันอารมณ์ไม่ค่อยดี!"
(จบบทนี้)