- หน้าแรก
- ผมมีหน้าต่างสถานะ ไว้ปั่นค่าความชำนาญในโลกยุทธ์
- บทที่ 100 - จอมยุทธ์ขั้นฝึกกระดูกประสาอะไร? ทำไมกระจอกแบบนี้?
บทที่ 100 - จอมยุทธ์ขั้นฝึกกระดูกประสาอะไร? ทำไมกระจอกแบบนี้?
บทที่ 100 - จอมยุทธ์ขั้นฝึกกระดูกประสาอะไร? ทำไมกระจอกแบบนี้?
บทที่ 100 - จอมยุทธ์ขั้นฝึกกระดูกประสาอะไร? ทำไมกระจอกแบบนี้?
★★★★★
"ฟู่ว..."
การต่อสู้ในถ้ำเพียงแค่สิบห้านาที แต่เป็นการระเบิดพลังถึงขีดสุดของเจียงซู
จิตใจตึงเครียด พลังเลือดลมแห้งเหือด
จนถึงตอนนี้เขาถึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาได้
ดาบหนักที่เสียบคาปากสัตว์อสูรเสือดาวถูกเขาค่อยๆ ดึงออกมา เดินลมปราณแล่เนื้อสัตว์อสูรออกเป็นชิ้นๆ ย่างกินทีละชิ้น ลงท้องไป
เลือดเนื้อช่วยฟื้นฟูพลังเลือดลมในกาย
"ของจริง เนื้อสัตว์อสูรระดับสามต่างกับระดับสองอย่างสิ้นเชิง ตอนกินเนื้องูยักษ์ก็รู้สึกว่าร่างกายภายในเปลี่ยนแปลง ส่วนเนื้อเสือดาวนี่เหมือนจะช่วยเพิ่มพละกำลัง"
ผ่านไปเพียงชั่วก้านธูป พละกำลังของเจียงซูก็ฟื้นคืนมาจนสมบูรณ์
เขาผ่าท้องแม่เสือดาว เอาลูกเสือดาวที่ตายตอนไหนก็ไม่รู้ออกมา สำหรับสัตว์อสูร เขาไม่มีความเมตตาให้หรอก
ในโลกปัจจุบัน ด้านนอกแดนลับมีกองทัพคอยคุมเข้ม สัตว์อสูรที่หลุดออกไปจะถูกอาวุธหนักถล่มทันที แต่ถึงอย่างนั้น นานๆ ทีก็ยังมีทหารเสียสละชีวิต
เมื่อนึกย้อนถึงการต่อสู้ในแดนลับ เจียงซูกระชับดาบหนัก ทุกกระบวนท่าแฝงรังสีสังหารรุนแรงขึ้น
ใช้เวลาเพียงสามห้าวัน เขาก็กินเนื้อเสือดาวระดับสามจนเกลี้ยง
ระดับพลังยกระดับขึ้นมาอีกครั้ง
กระดูกแขนขาถูกขัดเกลาจนสมบูรณ์ เริ่มขยับไปขัดเกลากระดูกสันหลังและซี่โครง
บ่อพลังซ่อนเร้นถูกเติมจนเต็มปรี่ วิชาชักนำพลังเจ็ดสิบสองท่า ร่ายรำได้อย่างช่ำชอง
น่าเสียดายที่จนถึงตอนนี้ เขายังไม่เคยเจอจอมยุทธ์ขั้นพลังผันแปรตัวเป็นๆ ไม่เคยสัมผัสพลังผันแปรจริงๆ การจะทะลวงด่านในโลกปัจจุบันคงยากเอาเรื่อง
พลังเคล็ดขัดเกลาอวัยวะภายใน จำได้ว่าปีก่อน ตอนเพิ่งระลึกชาติได้ ความฝันสูงสุดคือการเป็นจอมยุทธ์ขั้นนี้ จะได้ไร้โรคภัย อายุยืนถึงร้อยยี่สิบปี
แต่ตอนนี้ เขาห่างจากขั้นนั้นเพียงก้าวเดียว! ขนาดสัตว์อสูรระดับนั้น เขายังจับกินไปตั้งสองตัวแล้ว!
"เวลายังเหลือ ไม่ต้องรีบกลับแดนลับ ไปดูทางอำเภอผิงหลิงก่อนดีกว่า ว่าตระกูลเหยาจะเล่นลูกไม้อะไรอีก"
ช่วงครึ่งเดือนที่อยู่ในแดนลับ เขาไม่สะดวกกลับมา
ก่อนหน้านั้น อิทธิพลตระกูลเหยาขยายใหญ่โต ถึงขั้นส่งคนมาเฝ้าหน้าสำนักพยัคฆ์หิว มาเจรจาเรื่องธุรกิจผงปรุงรสกับเขา
เจียงซูใช้แผนถ่วงเวลามาตลอด
ที่เคยร่วมมือกับตระกูลโจว เพราะตระกูลโจวไม่มีเบื้องหลัง เขาคุมเกมได้ จะทำหรือไม่ทำ เขาเป็นคนกำหนด
แต่ตระกูลเหยาต่างกัน ร่วมมือกับตระกูลเหยา ในฐานะที่เขาเป็นแค่จอมยุทธ์ขั้นฝึกผิว ไม่มีทางมีอิสระ เผลอๆ อาจโดนบีบให้คายสูตรลับ
สันดานพวกเศรษฐี มีหรือจะทำธุรกิจตรงไปตรงมา กินรวบแล้วไม่จ่าย คือสิ่งที่พวกมันถนัดที่สุด!
เขาเอาผ้าห่อกระดูกเสือดาวฝังดินไว้ชั่วคราว แล้วห่อดาบหนักสะพายหลัง
เจียงซูเดินออกจากห้อง มุ่งหน้าไปบ้านพักของฉีหยวน
แต่ทว่า ฉีหยวนที่ปกติต้องตื่นมาฝึกยุทธ์แต่เช้า กลับนั่งเหม่ออยู่บนม้านั่งหินในลานบ้าน ตรงหน้ามีกาเหล้าวางอยู่
คนรับใช้เก่าแก่กระซิบรายงาน "ช่วงก่อนหน้านี้ เหมือนทางสำนักจะเกิดเรื่อง คุณชายมีปากเสียงกับศิษย์พี่หลายคน กลับมาก็ไม่ยอมฝึกวิชาเลยขอรับ"
พูดจบก็ถอยฉากออกไป
สำนักเกิดเรื่อง? อาจารย์ระดับขั้นฝึกอวัยวะนั่งหัวโด่อยู่ จะเกิดเรื่องอะไรได้ ต่อให้นายอำเภอเนี่ยลงมือเอง ก็คงไม่ได้กินนิ่มๆ
เจียงซูข้ามเรื่องสำนักไป นั่งลงตรงหน้าฉีหยวน
ตั้งแต่เขาเตือนคราวก่อน ฉีหยวนก็เลิกเหล้าเด็ดขาด ฝีมือพัฒนาฮวบฮาบ แม้จะเทียบพวกใช้สูตรโกงอย่างเขาไม่ได้ แต่ในรุ่นเดียวกันถือว่านำโด่ง ถ้าทรัพยากรถึง ป่านนี้คงแตะขั้นผิวเหล็กไปแล้ว!
แต่นี่ อัจฉริยะแห่งอำเภอผิงหลิง กลับมานั่งซึมกระทืออยู่หน้ากาเหล้าในเวลาสั้นๆ แค่ครึ่งเดือน ความอัดอั้นตันใจคงท่วมท้นน่าดู
"ศิษย์พี่ฉี"
เจียงซูเอ่ยเรียกเบาๆ เห็นสภาพฉีหยวนแบบนี้ เขาเลยยังไม่ถามเรื่องสถานการณ์ในอำเภอ
"ศิษย์น้องเล็ก ท่านว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนี้"
ฉีหยวนเงยหน้ามองเจียงซู แววตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ โกรธแค้น และเจ็บปวด
"อาจารย์แม้จะไม่ค่อยจู้จี้กับพวกเรา เนื้อสัตว์อสูรเราต้องหาซื้อเอง แต่วิชาความรู้ ท่านสอนให้ไม่กั๊ก ขอแค่ระดับถึงท่านก็สอน เราสงสัยอะไรท่านก็ตอบ"
"พวกนั้นไปซบตระกูลใหญ่ข้าก็ไม่ว่าหรอก แต่พอกล้าแกร่งแล้ว กลับมาดึงคนในสำนักไปเข้าตระกูลใหญ่นี่มันหมายความว่าไง"
"ความเคารพต่ออาจารย์ พวกมันไม่มีเหลือสักนิดเลยหรือ"
"ฝึกแทบตายได้แค่ผิวหิน ผิวเหล็ก แล้วจะมีประโยชน์อะไร ก็แค่ใช้ทรัพยากรยัดทะนานขึ้นมา! ศิษย์น้องเล็กอย่างเจ้าถึงขั้นผิวเหล็กตั้งนานแล้ว! นี่สิพรสวรรค์ของจริง"
"ตอนอยู่สำนัก ไม่เห็นพวกมันจะเก่งขึ้นเลย! พอพวกมันป่าวประกาศเข้าหน่อย ก็เป่าหูศิษย์น้องใหม่ๆ ให้หลงเชื่อ คิดว่าไปอยู่ตระกูลใหญ่แล้วจะได้เป็นจอมยุทธ์"
"คนในสำนัก จะไม่เหลือแล้ว"
ฟังฉีหยวนบ่นพึมพำ เจียงซูก็ปะติดปะต่อเรื่องราวในอำเภอผิงหลิงได้
บรรยากาศระหว่างตระกูลใหญ่ตึงเครียด ต่างฝ่ายต่างแย่งตัวจอมยุทธ์ไม่พอ ยังลามมาแย่งตัวเด็กฝึกในสำนักพยัคฆ์หิว
สำนักทั่วไปมักมีตระกูลใหญ่หนุนหลัง เด็กฝึกก็เหมือนสมบัติของตระกูลนั้น
แต่สำนักพยัคฆ์หิวต่างออกไป ผู้เฒ่าโฉวไม่ขึ้นกับใคร เด็กฝึกทุกคนเป็นอิสระ มีสิทธิ์เลือก
แค่ดึงตัวคนที่พอมีแววไปได้ โชคดีหน่อยก็ปั้นเป็นจอมยุทธ์ อย่างแย่ก็ได้คนเฝ้าบ้าน
"สักวันพวกมันจะรู้ ว่าการตัดขาดกับอาจารย์ คือการตัดสินใจที่โง่ที่สุดในชีวิต"
เห็นท่าทีของฉีหยวน เจียงซูดูออกเลยว่าศิษย์พี่คนนี้เคารพผู้เฒ่าโฉวยิ่งกว่าเขาเสียอีก เพราะฉีหยวนไม่รู้ระดับพลังที่แท้จริงของอาจารย์เหมือนเขา ในสายตาฉีหยวน อาจารย์อาจจะเป็นแค่ยอดฝีมือขั้นฝึกกระดูกที่แก่ชราและพลังถดถอย
"จะเป็นไปได้ยังไง มีตระกูลใหญ่หนุนหลัง พวกมันถึงขั้นผิวเหล็กกันหมดแล้ว ข้ายังขาดอีกนิดเดียว"
"ถ้าข้าบรรลุขั้นฝึกกระดูกได้ก็คงดี..."
ฉีหยวนส่ายหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก "ถ้าข้าอยู่ขั้นฝึกกระดูก ข้าจะไปยืนขวางหน้าประตู ดูสิใครจะกล้าแหยม อาจารย์ไม่สู้ ข้าสู้เอง"
"แต่ว่า..."
"ไม่มีแต่หรอก ศิษย์พี่ฉี ท่านใกล้จะถึงขั้นผิวเหล็กแล้ว พอถึงขั้นนั้น ขั้นฝึกกระดูกจะไกลเกินเอื้อมเชียวหรือ"
"อาจารย์มีวิชา ทรัพยากรก็หาได้ ขอแค่ใจมุ่งมั่น วิถียุทธ์ย่อมก้าวหน้า"
"การมานั่งกลุ้มใจนี่แหละตัวถ่วงเวลา คิดอะไรไม่ออกก็ฝึกยุทธ์สิ อย่างที่ท่านว่า ถ้าท่านเป็นขั้นฝึกกระดูก ท่านยังจะมานั่งกลุ้มแบบนี้ไหม"
เจียงซูลุกขึ้น ตบไหล่ฉีหยวน หันหลังเดินจากไป
ตอนนี้ฉีหยวนต้องการเวลาสงบสติอารมณ์คนเดียว ส่วนเขา จะไปเยี่ยมผู้เฒ่าโฉวสักหน่อย ถามอาจารย์จอมงกให้รู้เรื่อง ว่าตกลงคิดอ่านยังไงกันแน่
สำนักพยัคฆ์หิว
เหลือเด็กฝึกอยู่แค่ห้าหกคนจริงๆ ที่ยังปักหลักฝึกต่อ
ในมุมมองของเจียงซู ข้อเสนอของตระกูลใหญ่ก็แค่ลูกไม้ตื้นๆ ยกเว้นค่าเล่าเรียนให้ล่วงหน้า ให้ไปฝึกกับคนเฝ้าบ้าน หรือยอดฝีมือขั้นฝึกผิว พอเก่งขึ้นหน่อย ได้รางวัลบ้าง ค่อยเอามาใช้หนี้
ดูเหมือนดี แต่ใครจะรู้ว่ามีหลุมพรางอะไรบ้าง เงินรางวัล ให้เท่าไหร่ หักเท่าไหร่ หนี้สิน จะทบต้นทบดอกไหม
เหมือนเงินกู้ซื้อบ้านในโลกก่อน บ้านราคาเจ็ดแปดล้าน ดอกเบี้ยปาไปสิบกว่าล้าน
คนที่มีความสามารถอาจจะกล้าเสี่ยง แต่เด็กฝึกส่วนใหญ่ เป็นคนแบบไหนกันล่ะ พวกเขาจะโดนหนี้ก้อนโตทับจนโงหัวไม่ขึ้นไปตลอดชีวิต
ภายในสำนัก ผู้เฒ่าโฉวกำลังชี้แนะเด็กฝึกทีละคนอย่างตั้งใจ พอเห็นเจียงซูมา ก็ไพล่มือเดินหนี ทิ้งคำพูดไว้สั้นๆ "เจ้าจัดการต่อที"
เจียงซูจำใจรับบทครูฝึกจำเป็น ชี้แนะจุดบกพร่องเรื่องท่าร่างและการหายใจให้เด็กๆ
ด้วยหน้าจอสถานะ ท่าเสาพยัคฆ์หมอบถ้ำและวิชาลมหายใจพยัคฆ์หิว เขาฝึกจนทะลุขีดจำกัดไปนานแล้ว แม้แต่ผู้เฒ่าโฉวที่เป็นขั้นฝึกอวัยวะ ในเรื่องพื้นฐานสองอย่างนี้ยังสู้เขาไม่ได้
เขาเอ่ยปากชี้แนะแต่ละครั้ง ล้วนตรงจุด เด็กที่มีหัวหน่อย ฟังปุ๊บก็บรรลุปั๊บ เข้าถึงแก่นวิชาได้ทันที ผู้เฒ่าโฉวมองเจียงซูด้วยสายตาประหลาดใจ
หนึ่งก้านธูปผ่านไป เจียงซูสอนเสร็จ ก็เดินตามผู้เฒ่าโฉวไปที่ลานบ้านส่วนตัว
"ช่วงนี้ตระกูลเหยาอาจจะเล่นสกปรก ระวังตัวด้วย"
ผู้เฒ่าโฉวนอนเอนกายบนเก้าอี้โยกอย่างสบายอารมณ์ หลับตาพูดขึ้นมา
"พวกมันมาดึงตัวเด็กฝึก ฉากหน้าคือหาคน แต่ฉากหลังคือหยั่งเชิงข้า ว่ามีความอดทนแค่ไหน มีน้ำยาแค่ไหน"
"ตระกูลเหยาเล็งกิจการผงปรุงรสของเจ้า เคยมาคุยกับข้าแล้ว ข้าไม่รับปาก พวกมันเลยเล่นบทนี้"
"ถ้าข้าไม่ทำอะไรเลย พวกมันก็จะยิ่งได้ใจ รังแกเจ้าหนักขึ้น"
"ดังนั้น ข้าเลยคิดว่า ไหนๆ พวกมันก็อยากลองของ ก็สนองให้หน่อย"
"ถือโอกาสทดสอบเจ้าด้วย ว่าเจ้าหนูเจียงที่เรียนวิชาก้นหีบของข้าไปตั้งเยอะ มีน้ำยาแค่ไหน"
"มีความสามารถพอที่จะส่งจดหมายของข้าออกไปได้หรือเปล่า"
ผู้เฒ่าโฉวหยุดพูด ลืมตาข้างหนึ่งมองเจียงซูแวบหนึ่ง เห็นลูกศิษย์ยังนิ่งสงบ ก็พยักหน้า
"ถือเป็นบททดสอบย่อยๆ ถ้าเจ้าจัดการแค่มหาเศรษฐีบ้านนอกไม่ได้ ก็ถือว่าซวยไป ยอมมอบสูตรลับให้ตระกูลเหยาซะ ข้าจะช่วยคุ้มหัวให้รอดตาย ส่วนจะไปฝึกวิชามาแก้แค้นทีหลัง หรือจะหนีไปจากเมืองนี้ ก็แล้วแต่เจ้าเลือก"
"ข้าก็ไม่ได้หวังอะไรมากว่าเจ้าจะส่งจดหมายได้สำเร็จ ด้วยฝีมือแค่นี้ จะข้ามเขาได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย"
"ถ้าไม่มีนายอำเภอเนี่ยลงมือเอง ศิษย์ไม่กลัวขอรับ"
เจียงซูตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นธรรมชาติ
กำปั้น คือแหล่งกำเนิดความมั่นใจของลูกผู้ชาย
ขั้นฝึกอวัยวะไม่ออกโรง ต่อให้ตระกูลเหยาขนยอดฝีมือขั้นฝึกกระดูกมาสี่คน ก็อย่าหวังจะรั้งเขาไว้ได้!
ขั้นฝึกกระดูก ก็มีระดับชั้นของมัน แถมต่อให้พวกมันขัดเกลากระดูกสันหลังจนครบแล้วจะยังไง ไม่เคยผ่านความเป็นความตาย จอมยุทธ์สายทฤษฎี พลังรบจริงจะถึงครึ่งของสายปฏิบัติหรือเปล่าก็ไม่รู้!
ส่วนเขาเจียงซู ผ่านสมรภูมิเลือดในแดนลับมาแล้ว! เขาถือดาบ ไล่ฟันจากเหนือจรดใต้ ตาไม่กระพริบสักครั้ง!
แค่ขั้นฝึกกระดูกของตระกูลเหยา มาหนึ่งฆ่าหนึ่ง!
ใจนิ่งสนิท เจียงซูลาผู้เฒ่าโฉว ใช้ชีวิตตามปกติ กินนอน ฝึกมวย บางครั้งก็กลับไปแดนลับ ล่าสัตว์อสูรระดับสองมากิน แบ่งเนื้อให้ฉีหยวนบ้าง
ฉีหยวนได้แรงกระตุ้นจากเหตุการณ์นี้ บวกกับเนื้อสัตว์อสูร ในที่สุดก็ทะลวงขั้นผิวเหล็กสำเร็จ ปิดประตู้เก็บตัวเพื่อปรับพื้นฐานพลัง
"เล่นละครมาหลายวัน ตระกูลเหยาคงรอจนรากงอกแล้วมั้ง"
"อีกอย่าง เวลาที่อยู่ในอำเภอผิงหลิงก็นานพอสมควรแล้ว ขืนไม่กลับไป ซ่างจี้เป่ยคงร้อนใจแย่"
เจียงซูยิ้มมุมปาก เก็บข้าวของเดินออกจากเมืองชั้นใน
ในเมืองชั้นใน ตระกูลเหยาต่อให้ใหญ่แค่ไหน ก็ต้องเกรงใจกฎหมายราชวงศ์ต้าจิ่ง จะมาข่มขู่กันโต้งๆ ไม่ได้
วิธีสกปรกที่พวกมันใช้ได้ ก็คือรอให้เขาออกจากเมือง ไปในที่เปลี่ยว แล้วส่งยอดฝีมือขั้นฝึกกระดูกมาไล่ล่า ขู่ฆ่า
ไม่รู้ว่ารอบนี้ ตระกูลเหยาจะให้เกียรติเขาแค่ไหน ส่งขั้นฝึกกระดูกมาเยอะเท่าไหร่ ยิ่งเยอะ ยิ่งฆ่าสนุกมือ!
กับตระกูลเหยา เจียงซูเก็บความแค้นไว้เต็มอกนานแล้ว ตั้งแต่มาโลกนี้ พรรคกระยาจก ตระกูลเศรษฐี ที่ว่าการอำเภอ ทุกด่านคอยขัดแข้งขัดขาเขาทุกระดับ
ตอนเพิ่งหัดภาษา ยังไม่สัมผัสพลัง ก็โดนพรรคกระยาจกกดขี่ พอเข้าเมืองชั้นใน ก็โดนตระกูลเศรษฐีจำกัดทรัพยากร
ถ้าไม่ใช่เพราะข้ามภพได้ ถ้าไม่มีหน้าจอสถานะ ป่านนี้เขาคงเป็นแค่จอมยุทธ์ขั้นผิวเหล็กดาดๆ
เขาไม่อยากหาเรื่อง แต่คนมันวิ่งมาหาเรื่องเอง
สิ่งที่ทำได้ ก็คือ ฆ่า ฆ่า ฆ่า!
ฆ่าเพื่อตัวเอง! ฆ่าเพื่อจอมยุทธ์และชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด!
เพิ่งก้าวพ้นประตูเมืองชั้นใน เจียงซูก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาจับจ้องมาจากมุมมืด
เขาไม่ใส่ใจ เดินทอดน่องอย่างสบายใจ ให้เวลาตระกูลเหยาเตรียมตัวเต็มที่
ตำบลซานหลิ่ง สถานที่คุ้นเคย มาที่นี่ทีไร เหมือนได้เปิดอีเวนต์ใหม่ทุกที
เจียงซูแบกดาบหนัก เดินขึ้นเขา ด้านหลัง คนสะกดรอยก็เลิกซ่อนตัว
ป่าเขา คือหลุมฝังศพที่ดีที่สุดของจอมยุทธ์ ในที่แบบนี้ ใครจะรู้ว่าตายเพราะคน หรือเพราะสัตว์อสูร
"เจียงซู ข้าขอเตือน..."
"พล่ามอยู่ได้ รับดาบ!"
เสียงโอ้อวดดังมาจากด้านหลัง เจียงซูที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ชักดาบหนักออกมาทันที
หมุนตัวกลับ หน้าตายังไม่ทันมอง
พยัคฆ์ร้ายกระโจนห้วย!
ลงมือคือท่าสังหาร! พละกำลังเกือบหมื่นชั่ง ผนึกในดาบหนัก ผสานอานุภาพท่าร่าง
รวดเร็วดั่งสายฟ้า แหวกอากาศคำรามลั่น ฟันสะพายแล่งเข้าใส่คอหอยของจอมยุทธ์วัยกลางคน
ดาบหนักไร้คม แต่ด้วยพลังระเบิดมหาศาล
หัวที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง หลุดกระเด็นออกจากบ่า ลอยคว้างกลางอากาศ สุดท้ายกลิ้งหลุนๆ ลงพื้น
เลือดพุ่งเป็นน้ำพุ ร่างไร้วิญญาณล้มตึง
เหลือเพียงพลังเลือดลมที่ยังพลุ่งพล่าน เป็นหลักฐานว่าฝึกยุทธ์มาไม่น้อย ระดับพลังเหนือกว่าขั้นฝึกผิวแน่นอน
เจียงซูขมวดคิ้ว มองดูจอมยุทธ์วัยกลางคนที่เปราะบางเหลือเชื่อบนพื้น อดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ
"จอมยุทธ์ขั้นฝึกกระดูกบ้าอะไร?" "ทำไมกระจอกขนาดนี้?"
[จบแล้ว]