- หน้าแรก
- ผมมีหน้าต่างสถานะ ไว้ปั่นค่าความชำนาญในโลกยุทธ์
- บทที่ 7 - สิ่งที่ข้าปรารถนา คือจิตใจที่ไร้สิ่งค้างคา
บทที่ 7 - สิ่งที่ข้าปรารถนา คือจิตใจที่ไร้สิ่งค้างคา
บทที่ 7 - สิ่งที่ข้าปรารถนา คือจิตใจที่ไร้สิ่งค้างคา
บทที่ 7 - สิ่งที่ข้าปรารถนา คือจิตใจที่ไร้สิ่งค้างคา
★★★★★
ผู้บริโภคเนื้อสัตว์ ย่อมกล้าหาญและดุดัน
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่ยังก้าวไม่พ้นธรณีประตูแห่งวิถีอย่างเป็นทางการ เนื้อสัตว์คือทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรชั้นยอด!
มีเพียงการกินเนื้อเท่านั้น ที่จะช่วยเสริมสร้างพลังเลือดลมได้รวดเร็วที่สุด
ข้อนี้เจียงซูรู้สึกได้ตั้งแต่ตอนฝึกท่านั่งม้าขั้นพื้นฐาน พอเข้าสู่ขั้นสัมผัสพลังเลือดลม เขาก็ขาดเนื้อไม่ได้ วันไหนไม่ได้กินจะหงุดหงิด ทุกเช้าต้องกินซาลาเปาไส้เนื้อลูกโตนับสิบลูก ก็เป็นแค่การรองท้องเท่านั้น
โชคดีที่เขาอยู่ที่ดาวเสวียนซิง
หากตัวเขาอาศัยอยู่ที่อำเภอผิงหลิงเพียงอย่างเดียว ด้วยทรัพยากรเนื้อสัตว์ที่หาได้ยากยิ่งในเมืองชั้นนอก ป่านนี้คงฝึกได้แค่ท่านั่งม้าขั้นพื้นฐานเท่านั้น!
ขนาดเขาที่มีแผงหน้าต่างสถานะคอยช่วยยังได้แค่นี้ แล้วคนอื่นๆ ในเมืองชั้นนอกจะขนาดไหน
อาจกล่าวได้ว่าในเมืองชั้นนอกของอำเภอผิงหลิง นอกจากหัวหน้าพรรคที่มีตระกูลใหญ่คอยหนุนหลัง หรือสามารถใช้กำลังคนทั้งพรรคหาทรัพยากรมาปรนเปรอตัวเองได้แล้ว
จอมยุทธ์คนอื่นก็มีแต่ต้องมุ่งหน้าเข้าเมืองชั้นใน ไปเป็นคนคุ้มกันให้พวกเศรษฐี เพื่อแลกกับเนื้อสัตว์ที่มากขึ้น!
ดังนั้น ในพรรคงูเขียว คนเดียวที่เขาต้องระวังตัว มีเพียงหัวหน้าพรรคคนเดียวเท่านั้น
ส่วนพวกรองหัวหน้าหรือระดับหัวหน้าตึก แม้จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นพลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกายหรือขั้นโคจรพลังเลือดลม แต่ส่วนมากก็มีแต่ชื่อ พลังเลือดลมที่เคยพลุ่งพล่าน คงถูกสุราและนารีกัดกร่อนจนร่อยหรอไปนานแล้ว
ส่วนสมาชิกระดับล่าง เผลอๆ จะอ่อนแอกว่าพวกกรรมกรแบกหามที่ท่าเรือด้วยซ้ำ
วันๆ เอาแต่อ้างชื่อพรรคทำตัวกร่างรังแกชาวบ้าน แต่รากฐานไม่มั่นคง หมัดไร้น้ำหนัก
เศษสวะพวกนี้ จะทนหมัดเขาได้สักกี่หมัดกันเชียว?
เจียงซูใช้ผ้าปิดบังใบหน้า จินตนาการว่าตนเองเป็นพยัคฆ์หิวที่เพิ่งออกจากถ้ำ ทุกย่างก้าวคือการสะสมบารมีและความดุดัน
ชาติก่อน เขาตายตอนอายุสามสิบ จึงมีความยึดติดกับการมีชีวิตยืนยาวอย่างลึกซึ้ง
แต่เขายิ่งตระหนักดีว่า การมีอายุยืนยาวเป็นเพียงเป้าหมาย หากไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บและวิธีการสังหาร ตัวเขาที่เป็นอมตะก็เป็นได้แค่ลูกแกะอ้วนพีรอวันถูกเชือด
เต่ามีอายุยืนหมื่นปี
แต่เต่าในตลาดสด มีตัวไหนบ้างที่ได้แก่ตาย?
พลังอำนาจต้องเป็นของตนเอง วิถีทางต้องไม่อิงอาศัยสิ่งนอกกาย จึงจะหวังผลถึงความเป็นอมตะที่แท้จริงได้!
ตรอกหญ้าเขียว
จุดบรรจบของสามพรรคใหญ่แห่งเมืองชั้นนอกอำเภอผิงหลิง แหล่งเริงรมย์อันเลื่องชื่อ
ยังเดินไปไม่ถึง เสียงครวญครางระเส่าที่ดังลอดออกมาจากบ้านหลังเล็กเป็นระยะ ก็บินวนเวียนเหมือนยุงลาย ชอนไชเข้าไปในหูของเจียงซู
เสียงนี้เหมือนน้ำเย็นสาดลงในน้ำมันเดือด กระตุ้นให้พลังเลือดลมของเขาปั่นป่วนขึ้นมาทันที
เจียงซูขมวดคิ้ว เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าร่างกายนี้จะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้
จะว่าไป ขั้นสัมผัสพลังเลือดลม ก็เป็นเพียงการสัมผัส
ผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นนี้ พลังเลือดลมกำลังวังชาจะพลุ่งพล่าน จึงมักหลงใหลในสุราและนารี หากจิตใจไม่มั่นคง มัวเมาอยู่ในกามโลก เบาหน่อยก็วิทยายุทธ์ไม่ก้าวหน้า หนักหน่อยก็พลังเลือดลมเสื่อมถอย ร่างกายทรุดโทรมจนกลายเป็นคนธรรมดา
ต้องไปให้ถึงขั้นโคจรพลังเลือดลม สามารถควบคุมการไหลเวียนของเลือดลมได้ดั่งใจ ถึงจะพอต้านทานไฟราคะในใจได้บ้าง
ขอเพียงไม่หมกมุ่นจนเกินไป ก็สามารถโคจรพลังเลือดลมเพื่อปรับสมดุลร่างกายได้
เขาสูดหายใจลึกสองครั้ง แล้วเงยหน้ามองไปที่ปากตรอก
ที่ปากตรอก มีผู้หญิงสวมเสื้อนวมคุณภาพต่ำ แต่งหน้าหนาเตอะ ยืนพิงประตูโบกมือเรียกแขก ผิวพรรณหยาบกร้านดูคล้ำแดด รูปร่างที่ดูเหมือนจะเว้าโค้ง แท้จริงแล้วมีความหย่อนคล้อยที่ยากจะปกปิดซ่อนอยู่
ในราชวงศ์ต้าจิ่ง ชาวบ้านแต่งงานเร็ว มีลูกเร็ว ผู้หญิงที่มายืนรับแขกในตรอกหญ้าเขียว อย่างน้อยที่สุดก็ยี่สิบกว่าปีเข้าไปแล้ว
ลูกเต้าไม่รู้มีกี่คน
ส่วนพวกแม่เล้าหรือนางโลมรุ่นป้า เผลอๆ คงมีหลานวิ่งกันเต็มบ้านแล้ว
พอมองเห็นหน้าชัดๆ ต่อให้เสียงยั่วยวนแค่ไหน ก็ทำให้อารมณ์หดหายไปได้ในพริบตา
เจียงซูผู้คลั่งไคล้คนหน้าตาดีแค่นเสียงในลำคอ ก้าวเท้าเข้าไปในตรอกหญ้าเขียว
บ้านหลังที่สามนับจากท้ายซอย เจ้าไท่นี่ช่างเลือกทำเลจริงๆ
ยามโหย่ว เป็นช่วงเวลาที่กิจการในตรอกหญ้าเขียวคึกคักที่สุด
ในตรอกไม่ค่อยมีนางโลมมายืนหน้าร้านแล้ว แต่กลับมีสมาชิกพรรคต่างๆ เดินเบียดเสียดกันมาจากตรอกอื่น หิ้วไหเหล้า เดินโซซัดโซเซ เรอเหม็นเปรี้ยวคลุ้งไปทั่ว
"พวกเอ็งว่าแม่สาวตรอกหญ้าเขียวนี่ก็เด็ดดวงขนาดนี้ ทำไมหัวหน้าตึกเจิ้งถึงยังชอบพวกรักร่วมเพศอยู่ได้นะ"
"แม่ม ใครจะไปรู้ โชคดีที่ข้าตัวดำล่ำบึ้ก ไม่งั้นถ้าหัวหน้าตึกเจิ้งเกิดถูกตาต้องใจข้าขึ้นมา ข้าจะทำยังไง"
"ถูกใจเอ็งก็ดีสิ ได้เกาะขาทองคำหัวหน้าตึกเจิ้ง แลกกับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยย่อยข้าก็ไม่ยอมแลกหรอกโว้ย!"
เจียงซูกลั้นหายใจ เดินไม่เร็วนัก พลางสังเกตสถานการณ์รอบข้างไปด้วย
การฆ่าคน ต้องใช้พละกำลัง ความกล้า และวิธีการ
ส่วนการหลบหนีอย่างลอยนวลหลังฆ่าคน ต้องดูที่การเตรียมตัวล่วงหน้า
ตรอกหญ้าเขียวส่วนลึกสุด บ้านหลังที่สามนับจากท้ายซอย
ประตูแง้มเป็นช่องเล็กๆ เสียงเล็ดลอดออกมา
เจียงซูยืนนิ่งอยู่หน้าประตู แววตาเย็นเยียบ ฟังเสียงหอบหายใจและเสียงเตียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ผ่านไปหนึ่งถึงสองนาที เสียงนั้นก็ค่อยๆ สงบลง
"นายท่าน ท่านเก่งจังเลย เจ้าค่ะ..."
เจ้าไท่หอบหายใจหนัก หัวเราะอย่างลำพองใจ "ใกล้ถึงเวลาแล้วมั้ง เดี๋ยวลูกน้องข้ามา เอ็งต้องดูแลมันให้ดีนะ มันยังซิงอยู่เลย เออใช่ ช่วงนี้ข้าเจอเรื่องน่าปวดหัว เอ็งว่าทำยังไงถึงจะให้ไอ้หนุ่มซิงคนหนึ่ง ยอมเชื่องเชื่อฟัง แล้วเดินมาหาข้าด้วยตัวเองได้บ้างวะ?"
"บ่าวไม่สนหรอกเจ้าค่ะว่าซิงไม่ซิง บ่าวชอบผู้ชายแบบนายท่านนี่แหละ"
"ฮ่าๆๆๆ เรื่องนี้สำคัญนะ ช่วยข้าคิดหน่อย ถ้าคิดออกมีรางวัลแน่ มา ขยับขึ้นมาอีกนิด คิดไปทำไป..."
เสียงครางอย่างพึงพอใจดังขึ้น
หน้าประตู เจียงซูหรี่ตาลง เตะประตูเปรี้ยงเปิดออก มือที่กำปูนขาวเตรียมไว้แน่น สาดโครมเข้าใส่ก้อนเนื้อสองก้อนที่กำลังพัวพันกันอยู่บนเตียง
"เจ้าไท่ ตายซะ!"
เจียงซูคำรามต่ำ!
"ใคร!"
เจ้าไท่ที่คิดว่าลูกน้องมาถึงแล้วไม่ได้ระวังตัว จนกระทั่งได้ยินชื่อตัวเองถูกเรียกถึงรู้ว่าท่าไม่ดี รีบพลิกตัวจะลุกขึ้น แต่มันลืมไปว่าข้างล่างยังมีร่างอวบอัดกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่
ชั่วพริบตา ความเจ็บปวดรวดร้าวจากการถูกฟันคมกริบขบกัดก็แล่นพล่านไปถึงขั้วหัวใจ
ผงปูนขาวในอากาศฟุ้งกระจายเข้าตาตอนที่มันลืมตาขึ้นพอดี เบ้าตาทั้งสองข้างแสบร้อนดั่งไฟเผา
หัวใจของเจ้าไท่เต้นระรัวถึงขีดสุด มันไม่รู้ว่าไปก่อเรื่องกับใครเข้า ถึงได้ถูกบุกมาฆ่าถึงถิ่นในตรอกหญ้าเขียวแบบนี้
ปกติเวลาอยู่รวมกลุ่มกับลูกน้อง ต่อให้ไม่มีวรยุทธ์ แต่พวกมากเข้าว่า จะรังแกชาวบ้านร้านถิ่นยังไงก็ได้
แต่ ณ เวลานี้ มันอยู่ตัวคนเดียว
โดนสาดปูนขาว แถมประกาศว่าจะฆ่า
จะไม่ให้มันกลัวจนขี้ขึ้นสมองได้ยังไง!
"กรี๊ดดด"
นางโลมร่างอวบอัดที่ก้มหน้าอยู่เลยไม่โดนปูนขาวเข้าตา ร้องกรี๊ดลั่น ปากเปรอะเปื้อนเลือด รีบเอามือปิดปากตัวเอง ตัวสั่นงันงกอยู่บนเตียง
"หนวกหู"
เจียงซูชักกระบองไฟฟ้าจากด้านหลัง ขว้างใส่หัวนางโลมเต็มแรง
"ผัวะ"
"ยอดฝีมือไว้ชีวิตด้วย! นายท่านไว้ชีวิตด้วย! ข้า... ข้าให้สามสิบตำลึงเงิน ข้า... ข้าขอซื้อชีวิตข้า!" พอได้ยินเสียงร้องโหยหวน เจ้าไท่ตัวสั่นเทิ้ม รีบเอ่ยปากขอร้อง มันมองไม่เห็นว่าเป็นใคร ขาสั่นพับๆ อยากหนีแต่ลุกไม่ขึ้น
มันไม่เคยไปเหยียบตาปลาใครที่ไหน ต่อให้เคย เงินมากขนาดนี้ ก็น่าจะพอไถ่ชีวิตสุนัขของมันได้แล้วกระมัง
ทว่า
มันคงนึกไม่ถึงว่า คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ไม่ได้แยแสเงินทองแม้แต่น้อย รัศมีพลังเข้มข้น ง้างหมัดชกเข้าแสกหน้ามันโดยไม่ลังเล
"วูบ!"
หมัดแหวกอากาศส่งเสียงคำราม
เวลานี้ เจียงซูมีพละกำลังแขนข้างเดียวถึงสามร้อยชั่ง
บวกกับแรงส่งจากการพุ่งตัว พลังทำลายล้างของหมัดนี้ยิ่งทวีคูณ
หมัดนี้ เขาเริ่มสะสมพลังมาตั้งแต่ในลานฝึกของสำนักพยัคฆ์หิว
เขาชกออกไปนับพันนับหมื่นหมัด
เพียงเพื่อจะระเบิดหมัดนี้ออกมา ด้วยจิตสังหารอันเปี่ยมล้น!
ข้า เจียงซู การฆ่าคนครั้งนี้
ไม่ได้ทำเพื่อเงิน
สิ่งที่ข้าปรารถนา มีเพียงจิตใจที่ไร้สิ่งค้างคาเท่านั้น!
ผู้ใดขัดขวางความสงบใจของข้า
ฆ่า
ฆ่า
ฆ่า!
[จบแล้ว]