217-218
217-218
บทที่ 217 : หากเจ้าเชิญข้ามาได้ ศีรษะเจ้าได้หลุดจากบ่าแน่!
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมเช้า จักรพรรดินีเผยหว่านอวี้ แห่งราชวงศ์เทียนอู่ กลับมีสีหน้ากลัดกลุ้มอย่างเห็นได้ชัด
สถานการณ์บ้านเมืองในยามนี้ ช่างเหมือนคลื่นลูกใหม่ที่โถมซัดเข้ามาไม่หยุดหย่อน
แม้วิกฤตการณ์กบฏขุนนางในเมืองหลวงและการก่อการของอ๋องหัวเมืองจะผ่านพ้นไปได้อย่างยากลำบาก แต่ทว่า... เผ่าสมุทร กลับเริ่มเปิดฉากบุกโจมตีพื้นที่ชายฝั่งอีกครั้ง สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้นางยิ่งนัก
ต้องรู้ว่าเผ่าสมุทรนั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ขนาดอดีตจักรพรรดิราชวงศ์เทียนอู่ยังต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของยอดฝีมือจากเผ่านี้
มิหนำซ้ำ กองทัพที่เก่งกาจที่สุดของราชวงศ์เทียนอู่ ก็ยังต้องมาสูญเสียไปอย่างย่อยยับในสมรภูมิทางตะวันออก
เมื่อเผ่าสมุทรหวนกลับมาบุกอีกครา เผยหว่านอวี้ถึงกับมืดแปดด้าน ไม่รู้จะรับมืออย่างไร
นางมีกองกำลังในมือเพียงหยิบมือ จะให้กองทัพของราชวงศ์เทียนเซ่อรั้งอยู่ช่วยเฝ้าบ้านเมืองตลอดไปก็คงไม่ได้
ถึงแม้จะอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ หลี่เฉิน เพื่อขอยืมกองทัพมาช่วยได้ แต่ค่าใช้จ่ายทางการทหารทั้งหมด ราชวงศ์เทียนอู่ต้องเป็นฝ่ายแบกรับ แถมต้องจ่ายทบต้นทบดอกหลายเท่าตัวอีกด้วย
นี่คือกฎเหล็กที่ไม่อาจละเมิด
ที่สำคัญ กองทัพราชวงศ์เทียนเซ่อชุดนี้ มีหน้าที่เพียงปราบปรามกองทัพพันธมิตรอ๋องกบฏเท่านั้น หาได้อยู่ภายใต้การบัญชาของเผยหว่านอวี้ไม่
หากนางโยกกองทัพไปป้องกันชายฝั่งตะวันออก ความปลอดภัยของเมืองหลวงก็จะตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะต้องพึ่งพากองทัพต่างถิ่นเพียงอย่างเดียว
ขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ประชาชนและขุนนางจะมองนางเช่นไร
จักรพรรดิคือเสาหลักของปวงชน หากนางแสดงความอ่อนแอ ไร้หนทางแก้ไข ความศรัทธาของราษฎรย่อมสั่นคลอน
ช่วงเวลานี้เองที่เผยหว่านอวี้ได้ตระหนักซึ้งว่า การเป็นจักรพรรดินั้น ยากเข็ญเพียงใด
"หากจนปัญญาจริงๆ ลองไปขอคำชี้แนะจากฝ่าบาทหลี่เฉินดูสิ"
ไทเฮาถังเมิ่งโยว มารดาของเผยหว่านอวี้ ผู้ซึ่งรับรู้เรื่องราวในราชสำนักมาโดยตลอด จึงเอ่ยปากแนะนำ
ในช่วงแรกเริ่มของการครองราชย์ มารดาของนางยังคงต้องว่าราชการหลังม่าน
มิใช่เพราะต้องการยึดอำนาจบุตรสาว แต่หากไม่มีนางคอยคุมเชิง เหล่าขุนนางเฒ่าเขี้ยวลากดินพวกนั้น แทบจะไม่เห็นหัวจักรพรรดินีมือใหม่อย่างเผยหว่านอวี้เลย
แม้เผยหว่านอวี้จะมีพรสวรรค์สูงส่ง แต่พลังฝีมือยังธรรมดา ไร้พรรคพวกหนุนหลังในราชสำนัก วาจาจึงไร้น้ำหนัก
มารดาจึงต้องออกหน้า ข่มขวัญเหล่าขุนนางด้วยบารมีของตนเองทุกเช้า
สาเหตุที่ช่วงไม่กี่วันมานี้ นางไม่ได้ออกว่าราชการหลังม่าน นอกจากเพราะบุตรสาวเริ่มมีบารมีจนขุนนางยอมสยบแล้ว
เหตุผลสำคัญที่สุดคือ นางมีภารกิจยิ่งใหญ่ที่ต้องทำ... นั่นคือการไปปรนนิบัติหลี่เฉิน!
จากการได้ "สื่อสารอย่างลึกซึ้ง" กับหลี่เฉินตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทำให้นางประจักษ์ชัดถึงความ "แข็งแกร่ง" ของหลี่เฉินในทุกๆ ด้าน
อันที่จริง แรกเริ่มเดิมที ไทเฮาผู้นี้กังวลที่สุดว่าหลี่เฉินจะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของราชวงศ์เทียนอู่
ด้วยสถานะและพลังอำนาจระดับนั้น หากเขาคิดจะทำ บุตรสาวของนางคงกลายเป็นเพียงจักรพรรดินีหุ่นเชิดอย่างสมบูรณ์
ด้วยเหตุบังเอิญ นางจึงสบโอกาสได้ใกล้ชิดกับหลี่เฉิน
ทุกครั้งที่แนบชิด นางจึงพยายามหยั่งเชิงความคิดของเขาผ่านการเอาอกเอาใจ เพื่อล้วงข้อมูลสำคัญ นี่คือภารกิจลับสุดยอด!
แน่นอนว่า... นางเองก็เพลิดเพลินไปกับภารกิจนี้ไม่น้อย จนแม้แต่ มู่ชิงโหรว ยังแอบสงสัยว่า นางมีความต้องการสูงขนาดนี้เชียวหรือ?
ทว่าไม่กี่วันมานี้ ถังเมิ่งโยวกลับพบว่า หลี่เฉินมิได้ใส่ใจราชกิจของราชวงศ์เทียนอู่เลยแม้แต่น้อย ไม่เคยซักถาม ไม่เคยสอดส่อง
นางจึงมั่นใจแล้วว่า การมาเยือนของหลี่เฉินในครานี้ คือความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือเผยหว่านอวี้ โดยปราศจากเจตนาแอบแฝง
บุรุษผู้ประเสริฐเช่นนี้ ช่างน่าพึ่งพาฝากผีฝากไข้ยิ่งนัก!
(หารู้ไม่ว่านางคิดมากไปเอง หลี่เฉินขนาดประเทศตัวเองยังขี้เกียจบริหาร จะเอาเวลาที่ไหนไปสนใจเรื่องชาวบ้าน สำหรับเขา เรื่องพวกนี้มันน่ารำคาญจะตายชัก)
"แต่ว่า... ฝ่าบาทหลี่เฉินทรงงานยุ่งมาก ตอนนี้ราชวงศ์เทียนเซ่อกำลังทำสงครามกับราชวงศ์ซาสซาน พระองค์ยังต้องเสด็จไปบัญชาการรบที่แนวหน้าตะวันตกอีก"
เผยหว่านอวี้ลังเล ก่อนที่นางจะกลับมารับตำแหน่งจักรพรรดินี สงครามระหว่างสองราชวงศ์ใหญ่ก็ได้ปะทุขึ้นแล้ว
การที่หลี่เฉินมาที่นี่ ส่วนหนึ่งก็เพื่อมารับตัวมู่ชิงโหรวกลับไปช่วยราชการทางฝั่งตะวันตก
"วางใจเถอะ ราชวงศ์เทียนเซ่อเป็นถึงมหาอำนาจ ขนาดสองขุนพลใหญ่ตีกันเองในประเทศ ฝ่าบาทหลี่เฉินยังสามารถส่งกองทัพไปปราบเหนือสยบตะวันตกได้พร้อมกัน เรื่องแค่นี้ไม่ทำให้เสียการใหญ่หรอก"
ถังเมิ่งโยวผู้เป็นคนของราชวงศ์เทียนเซ่อเดิม ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องนี้ดี
เมื่อได้ยินมารดายืนยันเช่นนั้น เผยหว่านอวี้จึงรีบรุดไปเข้าเฝ้าหลี่เฉินทันที
เวลานั้น หลี่เฉินกับมู่ชิงโหรวกำลังเตรียมตัวจะออกเดินทาง
มู่ชิงโหรวในฐานะเจ้าสำนักวังเซียนเมฆม่วง ย่อมไม่อาจทิ้งสำนักมาช่วยงานเผยหว่านอวี้ได้ตลอดไป
ที่นางยอมมาช่วยในคราวนี้ ก็เพราะเห็นแก่หน้าของถังเมิ่งโยวและหลี่เฉินเท่านั้น
วิถีคิดของยอดฝีมือ ระดับเซียน นั้นแตกต่างจากปุถุชน พวกเขาจะยึดผลประโยชน์ของสำนักตนเองเป็นที่ตั้งเสมอ
เผยหว่านอวี้ที่เมื่อครู่ยังวางมาดนางพญาบนบัลลังก์ ทันทีที่อยู่ต่อหน้าหลี่เฉิน นางก็กลายร่างเป็นลูกแมวน้อยขี้อ้อน เริ่มระบายความอัดอั้นตันใจด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร
"เรื่องเผ่าสมุทรนี่มันยังไงกันแน่? ทางกองทัพเรือของราชวงศ์เทียนเซ่อก็เคยรายงานเรื่องนี้มาเหมือนกัน"
หลี่เฉินไม่ค่อยรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเผ่าสมุทรมากนัก เคยแค่ผ่านตาจากฎีกา
ผิดกับเผยหว่านอวี้ ที่บิดาต้องมาจบชีวิตเพราะสงครามกับเผ่าสมุทร นางจึงศึกษาเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี
โลกใบนี้มีผืนน้ำกว้างใหญ่ไพศาล และในห้วงลึกนั้นก็มีเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญาที่เรียกว่า เผ่าสมุทร อาศัยอยู่
เผ่าสมุทรไม่ใช่สัตว์อสูรทะเล
ความสัมพันธ์ของพวกเขากับสัตว์อสูรทะเล ก็เหมือนกับมนุษย์กับสัตว์อสูรบนบก
เผ่าสมุทรเป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งบกครึ่งน้ำ คล้ายกับมนุษย์ที่ดำน้ำได้ แต่เมื่อลงน้ำพลังต่อสู้จะลดลง
กลับกัน เผ่าสมุทรเมื่อขึ้นบก พลังต่อสู้ก็จะลดทอนลงเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งสองเผ่าพันธุ์จึงต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการปะทะรุนแรง
ความขัดแย้งในอดีตเคยบานปลายจนเกิดสงครามใหญ่ แต่บทสรุปก็คือ...
ยอดฝีมือฝ่ายมนุษย์ตะโกนท้าทาย: "แน่จริงก็ขึ้นมาสู้กันบนบกสิโว้ย อย่ามัวแต่หดหัวอยู่ในน้ำ!"
ส่วนยอดฝีมือเผ่าสมุทรก็ตะโกนสวนกลับ: "พวกเจ้าสิแน่จริงก็ลงมาในน้ำ รับรองศพไม่สวยแน่!"
สุดท้ายต่างฝ่ายต่างไม่อยากไปตายในถิ่นศัตรู จึงได้แต่แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน
แม้จะมีการกระทบกระทั่งกันบ้างประปราย แต่ก็ไม่เคยลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จนกระทั่งครั้งนี้
การบุกโจมตีราชวงศ์เทียนอู่ครานี้ นับเป็นศึกใหญ่ในรอบหลายร้อยปี
เผ่าสมุทรมีเกล็ดหนา พลังป้องกันเป็นเลิศ แถมยังต้านทานพลังปราณได้ในระดับหนึ่ง
เปรียบเสมือนกองทัพเกราะหนักเดินได้ ที่อันตรายสุดขีด
ยิ่งไปกว่านั้น กองหน้าของพวกมันยังมี ระดับเซียน นำทัพมาด้วย!
อดีตจักรพรรดิราชวงศ์เทียนอู่ไม่ได้สุขุมรอบคอบเหมือน กัวพั่วอวิ๋น มักจะบ้าบิ่นนำทัพหน้าเสมอ จึงพลาดท่าได้รับบาดเจ็บสาหัสจนสวรรคต
ถือว่าประมาทคู่ต่อสู้เกินไป เพราะต่างฝ่ายต่างไม่รู้ข้อมูลเชิงลึกของกันและกัน
อดีตจักรพรรดิคงคิดว่าเป็นแค่การปล้นชิงทั่วไปของเผ่าสมุทร กะจะเอาทหารราบยอดฝีมือไปกวาดล้างเล่นๆ
ฟังเผยหว่านอวี้เล่าจบ หลี่เฉินก็เข้าใจสถานการณ์ทันที
ราชวงศ์เทียนเซ่อเองก็มีพื้นที่ติดทะเลมหาศาล
แต่โชคดีที่มีสำนักบ่มเพาะมากมายตั้งอยู่แถบนั้น ทางตะวันออกก็มี พันธมิตรเซียนพิสุทธิ์ คอยคุมเชิง
ด้วยทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีสำนักน้อยใหญ่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด
บางเกาะถึงขนาดมีขุมกำลังลึกลับซ่อนตัวอยู่
บวกกับกองทัพเรือและกองกำลังรักษาการณ์ที่เข้มแข็ง แม้ องค์ชายสาม หลี่อวี่ จะดึงกำลังพลไปส่วนหนึ่ง แต่หลี่เฉินก็ได้สั่งโยกย้ายกำลังเสริมไปทดแทนแล้ว
จากฎีกาที่ผ่านตา กองทัพเรือเทียนเซ่อคงปะทะกับเผ่าสมุทรไปบ้างแล้ว แต่พวกมันเจาะไม่เข้า หลี่เฉินเลยไม่ได้สนใจ
ประเทศใหญ่โตขนาดนี้ คนเก่งเดินชนกันให้วุ่น ไม่จำเป็นต้องถึงมือจักรพรรดิไปจัดการเองทุกเรื่อง
แต่สำหรับราชวงศ์เทียนอู่ สถานการณ์กลับตึงเครียดกว่ามาก
เป็นที่รู้กันว่า ยอดฝีมือระดับเซียนส่วนใหญ่มักสังกัดสำนักบ่มเพาะ ซึ่งมีสถานะเหนือโลกียวิสัย ราชสำนักไม่อาจสั่งการได้
แม้ในราชวงศ์เทียนอู่จะมีระดับเซียนแฝงตัวอยู่บ้าง แต่เผยหว่านอวี้ก็ไม่มีปัญญาไปเชิญพวกเขาออกมา
แค่เชิญมู่ชิงโหรวมาได้ ก็นับเป็นวาสนาสูงสุดแล้ว
ที่มู่ชิงโหรยอมฟังคำสั่งหลี่เฉิน ก็เพราะนางไม่กล้าขัดใจต่างหาก
ก่อนที่หลี่เฉินจะผงาดขึ้นมา สภาพภายในราชวงศ์เทียนเซ่อก็เละเทะไม่ต่างกัน
พวกระดับเซียนอย่าง มู่ชิงโหรว ติ่งเทียนซ่างเหริน หรือ นักพรตชื่อหยวน ต่างก็หยิ่งยโส ถือดี
ก่อนจะโดนตบเกรียน ทุกคนต่างคิดว่าตัวเองคือที่หนึ่งในใต้หล้า
พอโดนตบคว่ำ ก็มักจะหาข้ออ้างข้างๆ คูๆ... "วันนี้ฟอร์มตก" บ้าง "ไม่คุ้นสถานที่" บ้าง "ลืมเอาของขลังมา" บ้าง "แน่จริงนัดเจอกันใหม่สิ รับรองเจ้าชนะข้าไม่ได้แน่!"
ทุกคนต่างก็อยู่ระดับเซียนเหมือนกัน ข้าจะด้อยกว่าเจ้าตรงไหน แค่กลับไปฝึกวิชาสักสองสามปี เดี๋ยวก็รู้!
จนกระทั่งโดนหลี่เฉินไล่ทุบเรียงตัว พวกนี้ถึงได้เริ่มรู้จักคำว่า "ถ่อมตัว" และหันมาตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง
ใครที่คิดว่า นักพรตสายลมยามเย็น เป็นคนอารมณ์ดี ขอบอกเลยว่าคิดผิดมหันต์
เขาแค่อารมณ์ดีต่อหน้าหลี่เฉินเท่านั้นแหละ ลองคนอื่นไปคุยด้วยสิ เขาแทบจะไม่ชายตามองด้วยซ้ำ หรือถ้าพูดด้วย ก็จะใช้น้ำเสียงเหยียดหยามราวกับคุยกับมดปลวก
อย่างไรเสีย เผยหว่านอวี้ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงของหลี่เฉิน นางย่อมมีสิทธิ์ขอความช่วยเหลือ
"เรื่องราวข้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปดูลาดเลาที่ชายฝั่งตะวันออกสักหน่อย อยากเห็นเหมือนกันว่าระดับเซียนของเผ่าสมุทรจะแน่สักแค่ไหน"
เป้าหมายของหลี่เฉินคือการรวบรวมทุกดินแดนเป็นหนึ่งเดียว แน่นอนว่าเผ่าสมุทรก็อยู่ในแผนการนั้น แค่ไม่นึกว่าจะโผล่มาเร็วขนาดนี้
หากแม่ทัพเรือของราชวงศ์เทียนเซ่อได้ยินหลี่เฉินพูดแบบนี้ คงได้แต่น้อยใจ: "เยี่ยมไปเลยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ทะเลบ้านตัวเองไม่เคยเหลียวแล ดันไปช่วยบ้านคนอื่นซะงั้น!"
ซึ่งหลี่เฉินก็คงตอบกลับไปว่า: "เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ ถ้าถึงขนาดต้องให้ข้าออกโรง หัวของพวกเจ้าคงไม่ได้ตั้งอยู่บนบ่าแล้วล่ะ!"
คำตอบของหลี่เฉินทำให้เผยหว่านอวี้ดีใจจนเนื้อเต้น กระโจนเข้ากอดเขาแน่น
ลึกๆ แล้วนางรู้สึกผิด ที่หลี่เฉินอุตส่าห์เดินทางไกลมาหา แต่นางกลับยุ่งอยู่กับงานราชการจนไม่มีเวลาดูแลเขาให้ดี
หลี่เฉินบอกปัดอย่างไม่ถือสา ให้ตั้งใจทำงานไปเถอะ
...
ในเมื่อตัดสินใจจะไปชายฝั่งตะวันออก หลี่เฉินจึงเรียกกองทัพที่ประจำการอยู่ในราชวงศ์เทียนอู่มาสมทบ
เผยหว่านอวี้ไม่มีสิทธิ์สั่งการ แต่สำหรับหลี่เฉิน แค่กระดิกนิ้วสั่งคำเดียวก็จบ
กองทัพนี้สังกัด กองพลที่ 4 ของราชวงศ์เทียนเซ่อ อยู่ในเครือข่ายเดียวกับกองทัพขององค์ชายสาม
หลังจากองค์ชายสาม หลี่อวี่ แยกตัวจากกองพลที่ 2 เขาก็มาสร้างฐานอำนาจที่กองพลที่ 4 นี้
เป้าหมายคือการยึดครองกองพลนี้ให้เบ็ดเสร็จ จึงเร่งสร้างผลงานและแทรกซึมคนของตัวเองเข้าไป
ผ่านไปสักพัก ทหารส่วนใหญ่ในกองพลที่ 4 ก็เริ่มโอนอ่อนตามหลี่อวี่
กรมกลาโหมสามารถสั่งการได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น
แต่ถึงจะเป็นแค่ส่วนน้อย ก็ยังเปี่ยมด้วยอานุภาพที่น่าเกรงขามเมื่ออยู่นอกประเทศ!
แม่ทัพผู้นำทัพนี้คือ หานอู่ รองแม่ทัพใหญ่แห่งกองพลที่ 4
สถานะของหานอู่นั้นพิเศษยิ่ง เขาคือคนสนิทของอดีตจักรพรรดิ และน้องสาวของเขาก็เป็นถึงพระสนม
แม้แต่องค์ชายสามยังต้องเกรงใจเขาหลายส่วน
หานอู่คือผู้มีสิทธิ์ถวายรายงานตรงต่ออดีตจักรพรรดิ เขาเป็นพวก "ภักดีต่อบัลลังก์" ใครเป็นจักรพรรดิ เขาก็ฟังคนนั้น
นับเป็นจุดยืนที่ชาญฉลาด หากองค์ชายสามแน่จริงก็ไปชิงบัลลังก์มาให้ได้สิ แล้วข้าจะฟังท่าน
แต่ตราบใดที่ท่านยังไม่ใช่จักรพรรดิ ข้าก็จะฟังคำสั่งจากราชสำนักเท่านั้น แบบนี้ข้าก็ได้ชื่อว่าเป็นขุนนางตงฉิน ปลอดภัยและไร้มลทิน
ช่วงนี้หานอู่นำทัพชนะศึกในราชวงศ์เทียนอู่อย่างต่อเนื่อง แต่เขาก็ไม่ได้ลำพองใจ
สำหรับเขา กองทัพพันธมิตรอ๋องพวกนี้ก็แค่กลุ่มชาวบ้านจับอาวุธ พอทัพหน้าแตกพ่ายก็วิ่งหนีหางจุกตูด
หานอู่เป็นคนสุขุม เขาปักหลักรอคำสั่งจากกรมกลาโหมอย่างใจเย็น
ทันทีที่ได้รับคำสั่งจากหลี่เฉิน เขาก็เคลื่อนทัพมายังชานเมืองหลวงของราชวงศ์เทียนอู่ทันที
และที่นี่เอง เขาได้พบกับ หลี่เฉิน จักรพรรดิแห่งราชวงศ์เทียนเซ่อเป็นครั้งแรก
หลี่เฉินนั้นโดดเด่นสะดุดตา หานอู่ที่เคยรับใช้อดีตจักรพรรดิ ย่อมมองออกถึงราศีจับและบารมีแห่งโอรสสวรรค์
ยิ่งเมื่อหลี่เฉินปลดปล่อยแรงกดดันออกมาเพียงเล็กน้อย เงาร่างมังกรม่วงก็ปรากฏขึ้นเลือนราง สำแดงอำนาจราชศักดิ์อย่างเต็มเปี่ยม
แค่แวบแรก หานอู่ก็รู้ทันที... องค์ชายรองไม่มีทางชนะ และองค์ชายสามก็สู้ไม่ได้
คิดถูกแล้วที่เลือกภักดีต่อจักรพรรดิ
เพราะมีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น จึงจะคู่ควรกับบัลลังก์มังกร
"กระหม่อม หานอู่ ถวายบังคมฝ่าบาท!"
หานอู่คุกเข่าลงเบื้องหน้าหลี่เฉินอย่างนอบน้อม เหล่าทหารหาญด้านหลังก็คุกเข่าลงพร้อมเพรียงกัน เสียงกึกก้องกัมปนาท!
ภาพนี้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ทหารและขุนนางราชวงศ์เทียนอู่ที่อยู่รายรอบยิ่งนัก
ตอนกองทัพของหานอู่ผ่านมาครั้งก่อน จักรพรรดินีเผยหว่านอวี้และเหล่าขุนนางต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง
แต่หานอู่กลับทำเพียงปั้นหน้ายักษ์ใส่ ทักทายพอเป็นพิธีแล้วก็สะบัดก้นจากไป อย่าหวังว่าจะคุกเข่าให้
เผยหว่านอวี้ในฐานะจักรพรรดินีต่างแดน ไม่มีบารมีพอจะทำให้กองทัพเทียนเซ่อสยบได้
นี่คือความไร้เดียงสาของนาง หากนางใช้ฐานะ "พระสนมของจักรพรรดิเทียนเซ่อ" แทนที่จะเป็น "จักรพรรดินีเทียนอู่" รับรองว่าหานอู่ต้องรีบคุกเข่าหัวโขกพื้นแน่
ขืนไม่คุกเข่า ก็เท่ากับลบหลู่หลี่เฉิน มีหวังโดนฟ้องจนหัวหลุด
"แม่ทัพหานลำบากแล้ว ตามเจิ้นไปเที่ยวชายฝั่งตะวันออกหน่อยสิ"
หลี่เฉินประคองหานอู่ขึ้นอย่างเป็นกันเอง ทำให้หานอู่รู้สึกปลาบปลื้มจนทำตัวไม่ถูก
เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของจักรพรรดิผู้นี้ ว่าฆ่าขุนนางเป็นผักปลา สังหารศัตรูทางเหนือเลือดนองแผ่นดิน
แต่วันนี้ที่ได้เห็น... ฝ่าบาทก็ดูไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาเล่าลือนี่นา
"กระหม่อมยินดีถวายหัวพ่ะย่ะค่ะ!"
ได้ยินว่าจะไปชายฝั่งตะวันออก หานอู่ก็เดาได้ทันทีว่าไปจัดการพวกเผ่าสมุทร
ในฐานะรองแม่ทัพกองพลที่ 4 ซึ่งประจำการชายฝั่งตะวันออกของเทียนเซ่อมานาน
การรับมือเผ่าสมุทรคืองานถนัดของเขา
เผยหว่านอวี้ตั้งใจจะติดตามไปด้วย แต่ติดพันราชกิจ ขุนนางต่างทัดทานให้นางดูเยี่ยงอย่างความผิดพลาดของอดีตจักรพรรดิ นางจึงต้องจำใจรอฟังข่าวดีอยู่ที่เมืองหลวง
อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์เทียนอู่ได้ส่งกองทัพที่เคยปะทะกับเผ่าสมุทรติดตามไปด้วย
แม่ทัพผู้นำทัพนี้ชื่อ ซุนเฉิง ขุนพลชื่อดังแห่งราชวงศ์เทียนอู่ ฝีมือเทียบเท่ากัวพั่วอวิ๋นของเทียนเซ่อ
เขาคือคนสนิทของอดีตจักรพรรดิ และเป็นผู้สนับสนุนเผยหว่านอวี้
ในราชวงศ์เทียนอู่ ซุนเฉิงมีบารมีไม่น้อย แม้แต่เผยหว่านอวี้ยังต้องเกรงใจ
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่เฉิน ซุนเฉิงกลับสงบเสงี่ยมเจียมตัว นอบน้อมถ่อมตนถึงที่สุด
"ฝ่าบาท เผ่าสมุทรกลุ่มนี้ประหลาดนักพ่ะย่ะค่ะ ทัพหน้ามีเกล็ดแข็งดุจเหล็กไหล ทัพหลังพ่นพิษได้ หากทหารหรือม้าศึกโดนเข้าไป จะบวมเป่ง อ่อนแรง และติดเชื้อโรคร้ายแรงทันที"
ซุนเฉิงรายงานว่า กองทัพหัวกะทิของอดีตจักรพรรดิไม่ได้อ่อนแอ แต่เสียท่าเพราะพิษร้ายที่ไม่ทันตั้งตัว จนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
แต่ราชวงศ์เทียนอู่ก็ไม่ใช่ขนมหวาน พวกเขามีหน่วยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องพิษ
แม้จะไม่ก้าวหน้าเท่าราชวงศ์เทียนเซ่อ แต่ก็สามารถคิดค้นยาต้านพิษออกมาได้สำเร็จ
ซุนเฉิงเตรียมยามาเพียบ เพื่อความไม่ประมาท
ยาตัวนี้ไม่อาจแก้พิษได้หายขาด แต่ช่วยบรรเทาอาการไม่ให้ถึงแก่ชีวิตได้ชะงัด
เขายังสาธยายถึงลักษณะพิเศษของเผ่าสมุทร
เผ่าสมุทรนั้นร้อยพ่อพันแม่ มีสารพัดรูปแบบ ที่แข็งแกร่งที่สุดคือ เผ่ามังกรวารี
พวกนี้มีเขาเหมือนมังกร ยอดฝีมือในเผ่าสามารถเรียกลมเรียกฝน ควบคุมสายฟ้าได้ ไม่ควรดูแคลน
เห็นหลี่เฉินดูสนใจ ซุนเฉิงจึงร่ายยาวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด: "ฝ่าบาท เผ่าสมุทรนั้นหลากหลายนัก นอกจากเผ่ามังกรวารีแล้ว ช่วงนี้ที่พบเห็นบ่อยยังมี เผ่าฉลาม เผ่าวัวทะเล และ เผ่างูทะเล แต่ละเผ่าล้วนมีจุดเด่นและพลังรบที่น่าสะพรึงกลัวพ่ะย่ะค่ะ"
"เผ่าฉลาม รูปร่างสูงใหญ่ ผิวหนังแข็งแกร่งราวเหล็กกล้า ฟันคมกริบดุจมีดโกน ถนัดการต่อสู้ระยะประชิด มักถือดาบกระดูกยักษ์ เวลาพุ่งชนรุนแรงเหมือนสัตว์ร้ายคลั่ง นักรบระดับสูงยังสามารถควบคุมกระแสน้ำสร้างเป็นคมมีดวารีสังหารศัตรูในวงกว้างได้"
"เผ่าวัวทะเล ร่างกายมหึมา พละกำลังมหาศาล หนังหนาเตอะ อาวุธธรรมดาฟันแทบไม่เข้า การโจมตีเน้นใช้แรงบดขยี้ เวลาวิ่งเข้าใส่เหมือนภูเขาถล่ม ทลายค่ายกลได้สบายๆ ระดับหัวกะทิยังเรียกคลื่นยักษ์มาถล่มศัตรูได้อีกด้วย"
"ส่วนเผ่างูทะเล คล่องแคล่วว่องไว ถนัดลอบสังหารและใช้พิษ อาวุธคู่กายคือหอกพิษหรือธนูอาบยาพิษ แค่เฉี่ยวก็ทำให้คู่ต่อสู้อ่อนแรงได้ทันที ระดับยอดฝีมือสามารถสร้างหมอกพิษปกคลุมพื้นที่ สังหารศัตรูโดยไม่รู้ตัว"
หลี่เฉินฟังจบก็พยักหน้าเบาๆ แววตาฉายแววชื่นชม "แม่ทัพซุนช่างเป็นยอดคน รู้เขารู้เราอย่างทะลุปรุโปร่ง มิน่าถึงสร้างผลงานให้ราชวงศ์เทียนอู่ได้มากมาย"
คำชมจากปากหลี่เฉินทำเอาซุนเฉิงหัวใจพองโตจนแทบระเบิด
เขาเป็นแค่แม่ทัพบ้านนอก ได้รับคำชมจากจักรพรรดิมหาอำนาจอย่างราชวงศ์เทียนเซ่อ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดในชีวิต
ความรู้สึกนี้... แม้แต่ตอนอดีตจักรพรรดิชม เขายังไม่รู้สึกฟินขนาดนี้เลย
เขารีบโค้งคำนับจนตัวงอ เสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตัน "ฝ่าบาทตรัสชมเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแค่ทำตามหน้าที่ มิบังอาจรับคำชมอันสูงส่งนี้"
หานอู่ที่ยืนมองอยู่ข้างๆ เริ่มรู้สึกอิจฉาตาร้อน
เขาเองก็เป็นแม่ทัพเทียนเซ่อแท้ๆ แต่เพิ่งได้เจอกับหลี่เฉิน ยังไม่เคยได้รับคำชมสักแอะ
ไอ้เรื่องที่ซุนเฉิงพูดมา เขาก็รู้หมดแหละ แค่ยังไม่มีโอกาสได้รายงาน ดันโดนไอ้หมอนี่ชิงตัดหน้าไปซะก่อน
เขาแอบหมายมั่นปั้นมือว่า ศึกครั้งนี้ต้องโชว์ฟอร์มให้สุด เพื่อให้ฝ่าบาทเห็นความสามารถให้จงได้
ไม่กี่วันต่อมา หลี่เฉินก็นำทัพมาถึงชายฝั่งตะวันออก
ภาพเบื้องหน้าช่างน่าสลดหดหู่ ซากศพเกลื่อนกลาดตลอดแนวชายฝั่ง น้ำทะเลถูกย้อมเป็นสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว
นักรบเผ่าสมุทรกำลังอาละวาดทำลายหมู่บ้าน ไล่ฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างบ้าคลั่ง แนวป้องกันของราชวงศ์เทียนอู่กำลังจะแตกพ่ายอยู่รอมร่อ
บทที่ 218 : แผ่นดินใหญ่... ใช่ที่ที่เจ้าจะมาก็มา จะไปก็ไปได้อย่างนั้นรึ!
"ฆ่าพวกมันให้หมด! จำไว้ อย่าปะทะด้วยกำลัง ให้หาจุดอ่อนแล้วลงมือสังหารในดาบเดียว!"
หลี่เฉินไม่ใช่คนพูดมาก สั่งการสั้นๆ แล้วสะบัดมือให้สัญญาณ
ซุนเฉิงและหานอู่รับคำสั่ง นำทัพพุ่งทะยานเข้าใส่เผ่าสมุทรทันที
ทหารม้าสองแสนนายเคลื่อนพลประดุจกำแพงเหล็ก เสียงกีบม้าสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วฟ้า
นักรบเผ่าสมุทรแม้จะแข็งแกร่ง แต่เมื่ออยู่บนบกนานเข้า พลังก็ถดถอย
เกล็ดที่ว่าแข็ง เมื่อเจอกับทหารม้าชั้นยอดของราชวงศ์เทียนเซ่อ ก็ถูกฉีกกระชากออกอย่างง่ายดาย
เสียงอาวุธปะทะกันดังระงม เลือดของเผ่าสมุทรสาดกระเซ็นดั่งน้ำพุ
พวกตัวเล็กๆ ถูกม้าเหยียบจนเละเป็นโจ๊ก
ส่วนพวกตัวใหญ่ยักษ์สูงสี่ห้าเมตร ถูกรุมสับจนเป็นแผลเหวอะหวะ ก่อนจะโดนยอดฝีมือกระโดดฟันคอขาดกระเด็น ร่างยักษ์ล้มตึงเสียงดังสนั่น
เผ่าสมุทรเมื่อจนตรอกก็สู้ยิบตา พ่นพิษใส่ไม่ยั้ง แต่ทหารมนุษย์คราวนี้เตรียมตัวมาดี มียาแก้พิษพร้อมสรรพ
ทหารใจเด็ดบางคนโดนพิษเข้าไป ก็คว้ายากรอกปากแล้วลุยต่อหน้าตาเฉย!
ยิ่งไปกว่านั้น คู่ต่อสู้คราวนี้คือ กองทัพหลวงแห่งราชวงศ์เทียนเซ่อ!
ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาล เผ่าสมุทรเริ่มถอยร่น
ร่างยักษ์ล้มลงทีละตัวสองตัว ซากศพทับถมกันเป็นภูเขาเลากา
ทว่า... ในขณะที่ชัยชนะกำลังจะตกเป็นของมนุษย์ ท้องฟ้าก็พลันมืดครึ้ม เมฆดำก่อตัว พายุลมแรงพัดกระหน่ำ
ทันใดนั้น ร่างเงาขนาดมหึมาก็ดิ่งลงมาจากฟากฟ้า พร้อมเสียงคำรามกึกก้องจนแผ่นดินสะเทือน
ยอดฝีมือระดับเซียนแห่งเผ่าฉลามขาว ปรากฏตัว!
ร่างสูงใหญ่ ผิวสีน้ำเงินเข้ม แผงหลังเต็มไปด้วยครีบแหลมคม ในมือถือดาบกระดูกยักษ์
กลิ่นอายคาวเลือดอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลม ดวงตาเย็นชาไร้ความรู้สึกดุจหุบเหวลึก
ทันทีที่มันปรากฏตัว ฝนก็เทลงมาอย่างบ้าคลั่ง
สายฝนช่วยฟื้นฟูพลังให้เหล่านักรบเผ่าสมุทร เกล็ดของพวกมันแข็งขึ้น การเคลื่อนไหวว่องไวขึ้นผิดหูผิดตา
กลับกัน ฝนทำให้ทหารมนุษย์มองไม่เห็นทาง ชุดเกราะและอาวุธหนักอึ้ง สถานการณ์พลิกผันในพริบตา
ซุนเฉิงหน้าถอดสี เขาจำเจ้านี่ได้แม่น! มันคือตัวการที่ทำร้ายอดีตจักรพรรดิเจียนตาย
ครั้งนั้นเขาต้องนำทหารนับหมื่นเข้าแลกชีวิต เพื่อพาอดีตจักรพรรดิหนีตายออกมา
เขาหันไปมองหลี่เฉิน เห็นพระองค์ยืนสงบนิ่งอยู่แนวหลัง ก็อดชื่นชมในใจไม่ได้
จักรพรรดิที่ฉลาดต้องแบบนี้สิ! รู้จักบัญชาการอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่บ้าเลือดวิ่งไปให้เขาเชือดเล่นจนเสียขวัญกำลังใจทั้งกองทัพ
นี่แหละคือสาเหตุที่กองทัพหัวกะทิของเทียนอู่ละลายไปเกือบหมดในคราวก่อน
ซุนเฉิงกำลังจะหันไปปรึกษาหานอู่เรื่องถอยทัพ
แต่เสี้ยววินาทีนั้น... ลำแสงสีทอง สายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้าดุจอัสนีบาต ผ่าลงกลางกบาลเจ้าฉลามขาวยักษ์นั่นเต็มๆ!
ตูม!!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินยุบตัวเป็นหลุมลึก มิติสั่นสะเทือน!
เจ้าฉลามขาวยักษ์ระดับเซียน ถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นไปไกลหลายสิบเมตร ร่างกระแทกพื้นอย่างแรง
มันเงยหน้ามองหลี่เฉินด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
เมื่อครู่... ถ้ามันหลบไม่ทัน คงได้ไปคุยกับรากมะม่วงแล้ว!
มันตกตะลึง มนุษย์มีตัวตนระดับนี้อยู่ด้วยหรือ? ราชวงศ์เทียนอู่ไปขุดยอดฝีมือแบบนี้มาจากไหน?
ไกลออกไป หลี่เฉินค่อยๆ ลดมือลง พยักหน้าเบาๆ "โห... หลบได้ด้วยแฮะ ฝีมือไม่เลวนี่"
สถานการณ์พลิกกลับอีกครั้ง ซุนเฉิงถึงกับไปไม่เป็น จะบุกต่อหรือจะถอยดี
แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจคือ... จักรพรรดิแห่งเทียนเซ่อผู้นี้ แข็งแกร่งเกินจินตนาการ!
"นี่สินะ... พลังระดับเซียน ของจริงมันต้องแบบนี้!"
ในสายตาของซุนเฉิง หลี่เฉินช่างสมบูรณ์แบบ มีพลังมหาศาลแต่ยังสุขุมเยือกเย็น ยืนคุมเชิงบัญชาการอย่างชาญฉลาด
ถ้าเป็นจักรพรรดิองค์อื่นมีพลังขนาดนี้ คงวิ่งไปโชว์พาวหน้ากองทัพแล้ว
แต่หลี่เฉินกลับมีวุฒิภาวะและความลึกล้ำที่จักรพรรดิองค์อื่นเทียบไม่ติด
จากนั้น หลี่เฉินชี้นิ้วขึ้นฟ้า ปล่อยลำแสงสีทองพุ่งทะลุเมฆ
เกิดเสียงระเบิดก้องฟ้า ระเบิดพลังงานรูปปลาดาว ขนาดมหึมาปรากฏขึ้น ส่องแสงเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ดวงที่สอง!
คลื่นพลังมหาศาลแผ่ขยายออกไป ลมพายุพัดกระโชก กวาดฝุ่นหินดินทรายปลิวว่อน แม้แต่คลื่นทะเลยังถูกแรงอัดจนสูงเสียดฟ้า
นักรบเผ่าสมุทรแหงนมองฟ้าด้วยความสิ้นหวัง ตัวสั่นงันงก
พวกขี้ขลาดทิ้งอาวุธวิ่งหนีลงทะเลไปก่อนเพื่อน
แม้แต่พวกเผ่าฉลามที่ว่าแน่ ยังหน้าถอดสี ไม่เคยเจอพลังอำนาจที่เหมือนจะถล่มฟ้าทลายดินได้ขนาดนี้มาก่อน
ทหารฝ่ายมนุษย์เองก็ยืนอ้าปากค้าง ตะลึงในความเทพของจักรพรรดิ
ซุนเฉิงพึมพำเสียงหลง "นี่คืออานุภาพของจักรพรรดิระดับเซียนงั้นรึ? นี่มันเทพเจ้าชัดๆ!"
หานอู่เองก็หน้าซีดด้วยความเลื่อมใส ดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้ติดตามนายเหนือหัวผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้
พลังแสงสีทองขับไล่ความมืดมิด เมฆฝนถูกพัดกระเจิง ท้องฟ้ากลับมาแจ่มใสในพริบตา
หลี่เฉินไม่ได้มีวิชาเรียกฝนห้ามฝนอะไรหรอก แต่เขามี "พลังดิบ" ที่ทำลายล้างได้ทุกสรรพสิ่ง
นี่แหละที่เขาเรียกว่า... หนึ่งพลังสยบหมื่นวิชา!
เจ้าฉลามขาวเห็นท่าไม่ดี ฝนหยุดตก พลังหดหาย ขืนสู้ต่อมีหวังโดนรุมกินโต๊ะตายคาที่
มันกัดฟันตะโกนลั่น "ถอย! ถอยลงทะเลให้หมด!"
แต่มันประเมินตัวเองสูงไป... และประเมินหลี่เฉินต่ำไป
ทันทีที่สิ้นเสียงสั่งถอย มุมปากของหลี่เฉินก็ยกยิ้มเย็นยะเยือก
"แผ่นดินใหญ่... ใช่ที่ที่เจ้าจะมาก็มา จะไปก็ไปได้อย่างนั้นรึ! ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ซะ!"
สิ้นคำ หลี่เฉินคว่ำฝ่ามือลง กดอากาศเบาๆ
แสงทองอร่ามพุ่งปรี๊ด พลังระดับเซียนขั้นสุดยอดระเบิดออกมาเต็มพิกัด
บนฟากฟ้า มิติสั่นไหวราวกับจะปริแตก
ฝ่ามือทองคำขนาดยักษ์ รูปทรงเหมือนภูเขาห้านิ้ว ร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์!
กดทับลงมายังตำแหน่งของเจ้าฉลามขาวด้วยแรงกดดันที่บดขยี้ได้ทุกสรรพสิ่ง
เจ้าฉลามขาวตาเหลือก รู้ชะตากรรมทันทีว่าโดนเข้าไปมีแต่เละกับเละ
มันเร่งพลังเฮือกสุดท้าย ขยายร่างจากสองเมตร เป็นยักษ์ใหญ่สิบเมตร!
กล้ามเนื้อปูดโป่ง พยายามจะต้านทานฝ่ามือมรณะนี้
แต่มันวิ่งหนีไปได้แค่สิบก้าว...
ตูมมมม!!!
ฝ่ามือยูไล... เอ้ย ฝ่ามือทองคำกระแทกพื้น! แผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่น
นักรบเผ่าสมุทรแถวนั้นปลิวว่อน กระอักเลือดตายเกลื่อน
กองทัพเทียนเซ่อเองก็เกือบปลิว โชคดีที่ตั้งค่ายกลประสานชีพจรไว้ เลยพอยืนหยัดอยู่ได้
เจ้าฉลามขาวหายวับไปใต้ฝ่ามือยักษ์ พื้นที่ตรงนั้นยุบลงกลายเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดมหึมา รอยแตกร้าวแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง
ซุนเฉิงกับหานอู่เห็นโอกาสทอง สั่งเป่าแตรบุกทันที!
กองทัพพันธมิตรมนุษย์โห่ร้องกึกก้อง พุ่งเข้าใส่ดุจเสือร้ายลงจากเขา
เผ่าสมุทรที่ขวัญเสียไปแล้ว ทิ้งเกราะทิ้งดาบ หนีตายลงทะเลกันจ้าละหวั่น
"ฆ่ามัน! ล้างแค้นให้พี่น้องเรา!"
ทหารมนุษย์ไล่ฟันพวกที่หนีไม่ทันอย่างเมามัน เลือดเผ่าสมุทรย้อมชายหาดจนแดงฉาน
หลี่เฉินแทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม แค่โชว์ "อภินิหาร" เมื่อครู่ ขวัญกำลังใจทหารก็พุ่งทะลุหลอดแล้ว
การกวาดล้างดำเนินไปพักใหญ่ พวกที่คิดจะไปช่วยลูกพี่ฉลามขาวก็โดนเก็บเรียบ
สุดท้าย พวกปลาซิวปลาสร้อยก็หนีลงน้ำไปได้ เหลือไว้เพียงเสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะ
"ฝ่าบาททรงพระเจริญ! ราชวงศ์เทียนเซ่อจงเจริญ!"
เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญดังกึกก้องไปทั่วสารทิศ
ซุนเฉิงมองหลี่เฉินตาเยิ้ม... ด้วยความเคารพเทิดทูนสุดหัวใจ
ส่วนหานอู่ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ นี่แหละจักรพรรดิของข้า!
ช่วงเก็บกวาดสนามรบ พวกเกล็ดพวกเกราะของเผ่าสมุทรนี่ของดีทั้งนั้น
แถมจับเป็นพวกเผ่างูทะเลได้อีก เอาไปให้หน่วยวิจัยทดลองยาได้สบาย
ซุนเฉิงรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาหลี่เฉิน โค้งแล้วโค้งอีก ก่อนจะถามเสียงสั่น "ฝ่าบาท... ไอ้จ้าวสมุทรนั่น... ตายหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?"
หลี่เฉินยิ้มมุมปาก ตอบแบบชิลๆ "ยังไม่ตาย ข้าแค่ตบสั่งสอนให้มันสาหัส ข้ายั้งมือไว้กะจะรีดข้อมูลมันหน่อย"
ซุนเฉิงได้ยินถึงกับหน้าเหวอ ในใจกรีดร้อง: หา!? เจอระดับเซียนโหดขนาดนั้น พระองค์ยัง "ยั้งมือ" อีกเหรอ?!
คุณพระช่วย! พลังที่แท้จริงของฝ่าบาทจะไปสุดที่ตรงไหนกันเนี่ย!
เขากลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ตัวหดลีบลงกว่าเดิมด้วยความเกรงกลัว
หลี่เฉินไม่พูดพร่ำทำเพลง สะบัดมือเบาๆ
ฝ่ามือทองคำยักษ์สลายกลายเป็นละอองแสง เผยให้เห็นร่างเจ้าฉลามขาวที่นอนแอ้งแม้ง สภาพดูไม่จืด
ซุนเฉิงรีบสั่งลูกน้องไปมัดตราสัง... เอ้ย มัดตัวมันไว้ แล้วลงอาคมผนึกพลังจนขยับไม่ได้
ทหารเทียนอู่เห็นศัตรูคู่อาฆาตที่ฆ่าอดีตจักรพรรดิมีสภาพเหมือนหมาข้างถนน ก็สะใจกันถ้วนหน้า
อยากจะรุมยำตีนให้สาสม แต่ต้องเก็บไว้สอบสวนก่อน
เสร็จภารกิจ หลี่เฉินสั่งยกทัพกลับเมืองหลวง
ระหว่างทาง ซุนเฉิงกับหานอู่ขี่ม้าตามหลังหลี่เฉิน เริ่มซุบซิบกัน
ซุนเฉิงกระซิบถาม "ท่านแม่ทัพหาน ฝีมือฝ่าบาทช่างไร้เทียมทาน ท่านพอจะรู้ไหมว่าจริงๆ แล้วฝ่าบาทอยู่ระดับไหนกันแน่?"
หานอู่อึ้งไปนิด... กูจะไปรู้ได้ไง กูเพิ่งเจอท่านวันนี้วันแรก!
แต่จะบอกว่าไม่รู้ก็เสียฟอร์มคนสนิท
หานอู่เลยทำหน้าเคร่งขรึม ตอบเสียงเข้ม "พระราชอำนาจยากหยั่งถึง ว่ากันว่า... คนที่ได้เห็นพลังที่แท้จริงของฝ่าบาท ล้วนกลายเป็นปุ๋ยไปหมดแล้ว!"
ซุนเฉิงฟังแล้วขนลุกซู่ ยิ่งเลื่อมใสเข้าไปใหญ่
เหล่าทหารเทียนอู่ต่างก็ซุบซิบชื่นชม "ถ้าจักรพรรดิของเราเก่งและใจถึงแบบนี้บ้าง เผ่าสมุทรคงไม่กล้าซ่านานแล้ว"
เห็นได้ชัดว่าบารมีของเผยหว่านอวี้ยังไม่เข้าตาพวกทหารนัก พวกเขาแค่ทำตามหน้าที่
แต่กับหลี่เฉิน... พวกเขาศรัทธาหมดใจ แค่มีหลี่เฉินยืนอยู่ ก็เหมือนมีเสาหลักค้ำฟ้า จะบุกน้ำลุยไฟที่ไหนก็พร้อม!
...
ไม่กี่วันต่อมา กองทัพผู้พิชิตก็กลับถึงเมืองหลวง
จักรพรรดินีเผยหว่านอวี้พาขุนนางมารอรับที่หน้าประตูเมือง
พอนางเห็นสภาพเจ้าฉลามขาวที่ถูกลากมาเหมือนหมา แววตาซับซ้อนก็ฉายวูบ
นางเดินตรงเข้าไปหาหลี่เฉิน ย่อกายคารวะอย่างงดงาม "ขอบพระทัยฝ่าบาท ที่ช่วยขจัดภัยร้ายให้ราชวงศ์เทียนอู่เพคะ"
ต่อหน้าธารกำนัล ต้องรักษาธรรมเนียมไว้ก่อน
หลี่เฉินยิ้มบางๆ ตอบเสียงเรียบ "เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องมากพิธี"
จับระดับเซียนมาเป็นเชลย บอกเป็นเรื่องเล็กน้อย? ขุนนางเทียนอู่ได้ยินถึงกับเหงื่อตก
แต่ทหารที่ไปรบด้วยต่างพยักหน้ายืนยัน... สำหรับฝ่าบาท มันเรื่องขี้ปะติ๋วจริงๆ ครับท่าน!
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ... พระองค์พูดเรื่องจริง!
หลังจากนั้น หลี่เฉินเตรียมจะสอบสวนเจ้าฉลามขาวด้วยตัวเอง หานอู่และซุนเฉิงได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม
ในวังหลวง ความแค้นของบิดาได้รับการชำระ เผยหว่านอวี้ควรจะดีใจ
แต่... นางกลับมีสีหน้าไม่สู้ดี
แม่นางถังเมิ่งโยวเห็นลูกสาวหน้ามุ่ย จึงเข้าไปถามไถ่ "เป็นอะไรไปลูกแม่ มีเรื่องทุกข์ใจอันใด?"
เผยหว่านอวี้ถอนหายใจ "ฝ่าบาทหลี่เฉินคงจะกลับพรุ่งนี้แล้ว... ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก"
ตอนนี้นางเป็นจักรพรรดินี งานรัดตัว จะให้ตามติดผู้ชายต้อยๆ เหมือนสาวน้อยวัยใสก็ไม่ได้
นางกำลังอยู่ในวัยมีความรัก ย่อมโหยหาความอบอุ่น
แต่ต่อหน้าหลี่เฉิน นางต้องวางมาดเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ถึงจะสมศักดิ์ศรี
ยิ่งคิดว่าหลี่เฉินต้องกลับไปบัญชาการรบที่แดนไกล นางก็ยิ่งอาลัยอาวรณ์
ถังเมิ่งโยวอมยิ้ม "ลูกอยากรั้งฝ่าบาทให้อยู่ต่ออีกสักหน่อยใช่ไหม?"
เผยหว่านอวี้พยักหน้าหงึกๆ "ใช่ค่ะ... แต่ว่า..."
"แม่มีวิธี..." ถังเมิ่งโยวแทรกขึ้นทันที
นางเริ่มวิเคราะห์ให้ลูกสาวฟัง บุรุษอย่างหลี่เฉิน อำนาจล้นฟ้า พลังเหนือโลก สิ่งเดียวที่ยังขาดคือ... อิสตรี!
วิธีเดียวที่จะรั้งเขาไว้ได้คือ มารยาหญิงและรสสวาท!
ถังเมิ่งโยวชี้จุดอ่อน... ลูกสาวแม่สวยก็จริง แต่เพิ่งจะ "เริ่มงาน" ประสบการณ์ยังน้อย ลีลายังไม่เด็ด
เผยหว่านอวี้หน้าแดงระเรื่อ... จริงของแม่ ปกติท่านพี่เป็นฝ่ายรุกตลอด ข้าทำอะไรไม่ค่อยเป็นเลย
แต่ของแบบนี้มันต้องใช้เวลาฝึกฝน จะให้เก่งชั่วข้ามคืนได้ไง?
แถมกลางวันนางก็ยุ่งหัวหมุน
เห็นลูกสาวยังบื้ออยู่ ถังเมิ่งโยวเลยกระซิบเสียงเบาลงอีก
"เจ้าลีลาไม่เด็ด แต่แม่... แต่คนอื่นเขาเด็ดนี่! ในวังมีสนมตั้งเยอะแยะ แต่ละคนวิทยายุทธแพรวพราวทั้งนั้น"
"กลางวันเราก็ส่งพวกนางไปปรนนิบัติฝ่าบาท พอตกดึกเจ้าว่างเว้นจากราชกิจ ค่อยไปรับช่วงต่อ แบบนี้ฝ่าบาทต้องติดใจยอมอยู่ต่อแน่"
เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับราชาผู้ยิ่งใหญ่
ขนาด เจิ้นหนานอ๋อง แค่อ๋องชายแดน ยังฟาดเรียบราชินีเมืองใต้มานับไม่ถ้วน
นับประสาอะไรกับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลี่เฉิน
ขนาดวันก่อน แม่ยังต้องไปช่วย "ดูแล" ฝ่าบาทร่วมกับมู่ชิงโหรวเลย...
แหม... นึกถึงแล้วมันซาบซ่านจริงๆ
เผยหว่านอวี้จับมือแม่แน่น "ท่านแม่... แบบนี้จะลำบากท่านแม่แย่น่ะสิ?"
ถังเมิ่งโยวส่งยิ้มพิมพ์ใจ "เพื่อลูก... แม่ยอมลำบากจ้ะ"
เมื่อตกลงกันได้ เผยหว่านอวี้ก็ไฟเขียว จัดไปอย่าให้เสีย!
หลี่เฉินกลับจากคุกใต้ดิน เตรียมจะมาบอกลาเผยหว่านอวี้
แต่เห็นนางยุ่งอยู่ เลยกะว่าจะกินข้าวเย็นด้วยกันมื้อสุดท้ายแล้วค่อยไป
ทันใดนั้น... ประตูก็เปิดออก
ไทเฮาถังเมิ่งโยว เดินนวยนาดเข้ามา พร้อมขบวนสาวงามนับสิบชีวิต!
แต่ละนาง... คัดมาแล้วว่าระดับท็อปคลาส! หน้าตาสวยหยาดเยิ้ม หุ่นแซ่บสะท้านทรวง อกเป็นอก เอวเป็นเอว
แค่เห็นก็ทำเอาเลือดลมสูบฉีด
ถังเมิ่งโยวแนะนำเสียงหวานจ๋อย ว่านี่คือสนมเอกที่คัดสรรมาจากทั่วสารทิศของราชวงศ์เทียนอู่
หลี่เฉินพยักหน้าทำท่าเคร่งขรึม "อืม... เข้าใจเจตนา แต่ทำแบบนี้จะดีเหรอ?"
ถังเมิ่งโยวเบียดตัวเข้ามาแนบชิด กระซิบข้างหู "ฝ่าบาท... นี่เป็นความตั้งใจของลูกหว่านอวี้ นางกลัวพระองค์จะเหงา เลยให้พวกเรามา... 'ดูแล' เพคะ"
หลี่เฉินคิดในใจ... เมียข้าช่างรู้ใจจริงๆ!
เมื่อเขาเสนอมา เราก็ต้องสนอง จะปฏิเสธน้ำใจได้เยี่ยงไร
เอ้า... ก็ได้! ฝืนใจรับไว้ก็ได้!
และแล้ว... 7 วันนรกแตก แต่เป็นสวรรค์ชั้นเจ็ด ก็เริ่มขึ้น
สาวงามผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาปรนเปรอไม่ขาดสาย
สถานะของหลี่เฉินในวังตอนนี้ ยิ่งใหญ่กว่าบรรพชนราชวงศ์เทียนอู่ทุกคนรวมกันเสียอีก
แม้แต่ มู่ชิงโหรว ยังแอบคิด... นี่ตกลงมาช่วยรบ หรือมาเปิดปาร์ตี้ฮาเร็มกันแน่?
แต่นางก็ฉลาดพอที่จะเงียบไว้ หลี่เฉินแฮปปี้ นางก็แฮปปี้
หลังจากผ่านศึกหนัก ไปสองรอบใหญ่ๆ หลี่เฉินก็อิ่มเอมใจ เตรียมตัวกลับจริงๆ สักที
ถังเมิ่งโยวส่งสายตาหวานหยาดเยิ้ม ทิ้งท้ายว่า... "หม่อมฉันจะไปฝึกวิทยายุทธเพิ่มนะเพคะ คราวหน้าฝ่าบาทมา รับรองเด็ดกว่านี้!"
ลีลาอันเร่าร้อนและความเอาใจใส่ของนาง เล่นเอาหลี่เฉินแทบไม่อยากก้าวขาออกจากวัง
ซือหยิงหยิง ที่มองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ถึงกับบรรลุธรรม...
อ๋อ... ที่แท้จะรั้งผู้ชายอย่างหลี่เฉิน ต้องใช้วิธีนี้นี่เอง
ถ้าแข่งเรื่องจำนวนสาวงามล่ะก็... วังเซียนเมฆม่วงของข้า ก็ไม่แพ้ใครเหมือนกันนะยะ!