211-212
211-212
บทที่ 211 : ข้าไม่ขอให้เจ้าสร้างผลงาน แต่ขอแค่เจ้าอย่าหาทำ!
หลังจากก้าวออกมาทำความเคารพ อ๋องอันซีหลี่จี๋ก็กระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น "ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล"
หลี่เฉินยกมืออนุญาตให้เขาพูดต่อ
ทั้งสองเป็นพี่น้องราชนิกุล เมื่อก่อนเจอกันบ่อย แต่ช่วงหลังห่างหายกันไปหลายปี
หลี่เฉินเป็นคนเก็บตัว ส่วนหลี่จี๋เป็นคนขี้กลัวไม่หาเรื่องใส่ตัว ทั้งคู่จึงไม่เคยมีความขัดแย้งกัน
เมื่อเห็นหลี่จี๋ปรากฏตัวในท้องพระโรง หลี่เฉินก็รู้ทันทีว่าหมอนี่ต้องมีจุดประสงค์แอบแฝง
"ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ราชวงศ์ซาสซานคอยสอดแนมชายแดนของเราอย่างต่อเนื่อง ความทะเยอทะยานของพวกมันชัดเจน หมายจะสั่นคลอนรากฐานของราชวงศ์เรา กระหม่อมในฐานะอ๋องอันซี ห่วงใยความปลอดภัยของบ้านเมืองยิ่งนัก ดังนั้น กระหม่อมจึงขอบังอาจทูลขออาสา นำทัพบุกราชวงศ์ซาสซาน เพื่อประกาศศักดาราชวงศ์เทียนเซ่อและปกป้องชายแดนให้สงบสุข!"
คำพูดของหลี่จี๋ช่างหึกเหิมและเปี่ยมด้วยอารมณ์ ทำเอาขุนนางทั้งราชสำนักจับจ้องเป็นตาเดียว
ทุกคนต่างคาดเดาว่า เจ้าหมอนี่ขายยาอะไรในน้ำเต้า?
เสนาบดีกรมกลาโหมฟังแล้วก็หงุดหงิดในใจ 'ไอ้หนุ่มนี่ แย่งบทข้าชัดๆ!'
อุตส่าห์กะว่าจะมาสร้างซีนต่อหน้าฝ่าบาทสักหน่อย โดนตัดหน้าไปเสียหมด
เมื่อหลี่จี๋เปิดประเด็น เหล่าขุนพลรวมถึงแม่ทัพใหญ่กัวพั่วอวิ๋นก็ดาหน้าออกมาขออาสาร่วมรบกันอย่างคึกคัก เสียงขอออกศึกดังเซ็งแซ่ไปทั่วท้องพระโรง
ตามปกติ การทำสงครามต้องใช้เงิน หลิ่วหมิงฮั่น เสนาบดีกรมคลังต้องเป็นคนแรกที่คัดค้าน
แต่วันนี้เขาเงียบกริบ เพราะหลังจากยึดทรัพย์ตระกูลหวัง ท้องพระคลังก็อู้ฟู่ แถมการศึกทางเหนือที่เพิ่งจบไปก็ได้ทรัพย์สินกลับมาไม่น้อย
แม้จะต้องแบ่งไปบูรณะเมืองทางเหนือ แต่ก็ยังมีเหลือพอ
หลี่เฉินประทับบนบัลลังก์มังกร สายตาลึกล้ำกวาดมองทุกคน หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตรัสช้าๆ "ความภักดีของพวกท่าน ข้ารู้ซึ้งดี แต่ครั้งนี้... ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะนำทัพไปเอง ข้าจะเป็นจอมทัพบัญชาการสามเหล่าทัพด้วยตัวเอง เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของข้า!"
สิ้นเสียงตรัส ทั่วทั้งท้องพระโรงฮือฮา ไม่มีใครคาดคิดว่าฮ่องเต้จะเสด็จนำทัพเอง
หากมองจากผลงานและพลังฝีมือของหลี่เฉินในปัจจุบัน การที่พระองค์ไปเองย่อมเป็นเรื่องดี
แต่สิ่งที่ขุนนางกังวลคือ หลี่เฉินจะไปแบบไหน? จะไปคุมทัพจริงๆ หรือจะไปโชว์เทพคนเดียวเหมือนตอนไปแดนเหนือ?
ประโยคถัดมาของหลี่เฉินช่วยคลายความกังวลของทุกคน
"แม่ทัพใหญ่กัวพั่วอวิ๋น ข้าแต่งตั้งท่านเป็นรองจอมทัพ ติดตามข้าไปออกศึก"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่าขุนนางก็โล่งใจ ดูท่าหลี่เฉินคงไม่อยากจัดการเรื่องหยุมหยิมในการเดินทัพ แค่จะไปข่มขวัญศัตรู โดยมีกัวพั่วอวิ๋นคอยคุมสถานการณ์ แบบนี้ถือว่ามั่นคงปลอดภัย
หากหลี่เฉินคิดจะฉายเดี่ยวหลังชัยชนะทางเหนือ อาจจะเกิดปัญหาเพราะขาดประสบการณ์บัญชาการรบจริงได้
สำหรับทหารที่ขออาสา หลี่เฉินอนุญาตทุกคน ยกเว้นเพียงคนเดียว... อ๋องอันซี หลี่จี๋ ที่หลี่เฉินยังไม่ตอบรับ
ทำเอาหลี่จี๋ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ หรือฮ่องเต้จะไม่อยากให้ข้าไป?
การประชุมยืดเยื้อจนดึก เพราะหลี่เฉินไม่ได้เข้าประชุมมานาน แต่ละหน่วยงานจึงแห่กันมารายงานผลงาน
หลังเลิกประชุม หัวใจของหลี่จี๋ยังเต้นไม่เป็นส่ำ
เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ไปรบ แถมไม่ได้กลับเมืองหลวงมานาน ไม่สนิทกับใคร จะไปปรึกษาใครก็ไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ขณะกำลังฟุ้งซ่าน ขันทีคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหา กระซิบด้วยเสียงแหลมเล็ก "ท่านอ๋อง ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า"
หลี่จี๋สะดุ้งเฮือก จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วรีบเดินไปทางตำหนักหลวง
ภายในห้องทรงพระอักษร หลี่จี๋คุกเข่าถวายบังคม หลี่เฉินสั่งให้ลุกขึ้น
"พี่สี่ เจ้าจะไปร่วมทัพบุกตะวันตกทำไม?" หลี่เฉินถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ
หลี่จี๋ฟังแล้วใจหายวาบ นี่ทรงลองใจข้า หรือแค่ถามเฉยๆ?
"ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเพียงต้องการรับใช้ชาติ ถวายความจงรักภักดีต่อฝ่าบาท" หลี่จี๋ตอบอย่างระมัดระวัง
หลี่เฉินมองค้อน "ถ้าจะพูดจาไร้สาระแบบนี้อีก ก็ไสหัวออกไป"
หลี่จี๋หน้าเจื่อน กัดฟันตอบตามตรง "ฝ่าบาท... ที่ดินกินเมืองของกระหม่อมมันกันดารเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ หลายปีมานี้เก็บเกี่ยวไม่ได้ผล แถมยังมีอสูรร้ายอาละวาด ที่จวนจนกรอบแทบไม่มีข้าวกิน กระหม่อมจนปัญญาจริงๆ เลยอยากจะมาขอเกาะขบวนไปปั๊มผลงาน หวังจะได้รางวัลมาจุนเจือปากท้องบ้าง"
"จนขนาดนั้นเลยรึ?" หลี่เฉินถาม มุมปากกระตุก
เขาคิดในใจ ต่อให้รัชทายาทจะแกล้งเจ้า แต่เจ้าก็เป็นลูกแท้ๆ ของอดีตฮ่องเต้ พระบิดาคงไม่ส่งเจ้าไปที่ที่กันดารขนาดนั้นหรอกมั้ง?
หลี่จี๋ถอนหายใจ เริ่มระบายความอัดอั้น "ฝ่าบาท เมื่อก่อนก็ไม่จนขนาดนี้หรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมอยากจะรวยด้วยลำแข้งตัวเอง เลยทุ่มเงินไปลงทุนปลูกสมุนไพรวิญญาณ กะว่าราคามันดี ตลาดต้องการสูง ใครจะไปนึกว่าสมุนไพรพวกนี้มันล่อพวกอสูร! ขาดทุนย่อยยับ แถมยังต้องจ้างคนมาเฝ้า ค่าปุ๋ยค่ายาก็แพง ผลผลิตก็น้อย..."
หลี่เฉินถึงบางอ้อ ที่แท้พี่สี่ก็คือ 'นักลงทุนผู้ล้มเหลว' นี่เอง ถึงต้องซมซานมาหางานทำ
เขาอดไม่ได้ที่จะพูดว่า "เจ้าก็นับว่าสู้ชีวิตนะ แต่เอาเถอะ ถือว่าซื้อประสบการณ์ ครั้งนี้ข้าอนุญาตให้เจ้าไปตะวันตกได้ เดินทางไปพร้อมกับข้านี่แหละ"
ได้ยินดังนั้น หลี่จี๋ดีใจจนแทบน้ำตาไหล
เขารีบโขกหัวขอบคุณ "ขอบพระทัยฝ่าบาท! กระหม่อมจะถวายหัวรับใช้พระองค์!"
หลี่เฉินเห็นสภาพพี่ชายแล้วก็ยิ้มออกมา "เจ้าไม่ได้กลับวังมานานแล้วใช่ไหม? ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนข้าหน่อย"
หลี่จี๋รีบลุกขึ้น เดินตามหลังหลี่เฉินออกจากห้องทรงพระอักษร
การเดินข้างฮ่องเต้กดดันแค่ไหนใครๆ ก็รู้ ยิ่งหลี่เฉินเป็นฮ่องเต้มาสักพัก รังสีราชันย์จับ แถมพลังฝีมือยังไร้เทียมทาน ยิ่งทำให้หลี่จี๋รู้สึกตัวเล็กลีบ
เขาพูดจาระวังคำสุดขีด กลัวจะไปสะกิดต่อมโกรธหลี่เฉิน อดไปรบไม่เท่าไหร่ กลัวหัวจะหลุดมากกว่า
อยู่กับเสือก็แบบนี้แหละ
ตอนรู้ข่าวที่เขตปกครองว่าหลี่เฉินได้เป็นฮ่องเต้ หลี่จี๋ตกใจแทบสิ้นสติ
ตอนนั้นยังคิดว่าหลี่เฉินคงอยู่ได้ไม่นาน แม้รัชทายาทจะตายไปแล้ว แต่พี่รองกับพี่สามไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน พรรคพวกเพียบ หลี่เฉินคงเป็นได้แค่หุ่นเชิดของไทเฮา
ที่ไหนได้ หลี่เฉินโชว์พลังระดับเซียน แก้ปัญหาทุกอย่างด้วยกำปั้นล้วนๆ
สมัยก่อนพวกเขาก็เคยคุยเล่นกันบ้างตามประสาคนบ้านเดียวกัน แค่ไม่เกร็งขนาดนี้
พูดตามตรง ถ้าไม่ใช่หลี่เฉินเป็นฮ่องเต้ หลี่จี๋คงไม่กล้าบากหน้ามาของานทำ
ความสัมพันธ์พี่น้องราชวงศ์มันจืดจางก็จริง แต่ถ้าไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน ก็คุยกันง่าย
"เจ้ารู้จักราชวงศ์ซาสซานดีแค่ไหน?" หลี่เฉินถามลอยๆ
"ทูลฝ่าบาท เขตปกครองของกระหม่อมอยู่ทางตะวันตก มีกองคาราวานจากซาสซานผ่านมาบ่อยๆ ได้คุยกับพวกขุนนางซาสซานบ้าง..."
หลี่จี๋ทำการบ้านมาดีทีเดียว เขาเล่าว่าราชวงศ์ซาสซานปกครองโดยราชตระกูลที่มีอำนาจสูงสุด ร่วมกับอีกสามตระกูลใหญ่ที่มีกำลังทหาร ช่วยกันปกครองประเทศ นี่คือธรรมเนียมของพวกมัน
หลี่จี๋เสนอความเห็นว่า การจะเอาชนะกองทัพซาสซานนั้นง่ายมาก แค่ส่งกองทัพไปปะทะให้พวกมันเจ็บหนัก แล้วติดสินบนขุนนางระดับสูงของซาสซาน ให้ไปเป่าหูจักรพรรดินีว่าสงครามนี้ได้ไม่คุ้มเสีย
เมื่อจักรพรรดินีไตร่ตรองดูแล้ว ก็จะถอยทัพไปเอง
สาเหตุที่จักรพรรดินีซาสซานกล้าบุกเทียนเซ่อ เพราะคิดว่าเรากำลังมีปัญหารุมเร้า
ทางเหนือต้องรบยืดเยื้อ ทางใต้มีเจิ้นหนานอ๋อง ทางตะวันออกมีองค์ชายสาม คอยบั่นทอนกำลัง
นางกะจะค่อยๆ ตอดกินดินแดน แต่ใครจะนึกว่าราชสำนักอินทรีหิมะจะแพ้เร็วขนาดนี้ แถมองค์ชายสามยังหันไปตีเจิ้นหนานอ๋องเสียอีก
หลี่จี๋วิเคราะห์สถานการณ์แล้วเห็นว่าเป็น 'งานหมู' เลยรีบแจ้นมาขอส่วนแบ่งความดีความชอบ
พูดจบ หลี่จี๋เห็นหลี่เฉินจ้องหน้าเขาเขม็ง ทำให้เขาเริ่มระแวงว่าพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
เนิ่นนานผ่านไป หลี่เฉินถึงเอ่ยขึ้น "ที่ข้าบอกว่าบุกตะวันตก ไม่ใช่แค่ไล่พวกมันกลับไป แต่ข้าจะขยายดินแดน ยึดราชวงศ์ซาสซานมาเป็นของเรา เจ้าคิดว่าควรทำอย่างไร?"
หลี่จี๋ตาโต อ้าปากค้าง นึกไม่ถึงว่าความทะเยอทะยานของหลี่เฉินจะกว้างไกลขนาดนี้ นี่ข้าประเมินท่านต่ำไปหรือ?
การจะบุกยึดไม่ใช่เรื่องง่าย ซาสซานไม่ใช่ประเทศเล็กๆ ที่พวกมันกล้าแหยมกับเทียนเซ่อ เพราะพวกมันมีของ
เมืองแข็งแกร่ง พื้นที่กว้างใหญ่ ทหารมหาศาล
ที่สำคัญ ชาวบ้านร้านตลาดของพวกมันยังเลี้ยงอสูรไว้ใช้งาน ยามสงครามก็กลายเป็นกำลังรบได้
"กระหม่อมละอายใจนัก ชั่วขณะนี้ยังคิดแผนไม่ออก ขอเวลาให้กระหม่อมสักไม่กี่วัน กระหม่อมจะรีบไปขบคิดมาถวาย"
หลี่จี๋เพิ่งจะคิดหัวแทบแตกยังไม่รู้จะทำไง แต่กลัวหลี่เฉินไม่พาไปด้วย เลยต้องขอผลัดไปก่อน
หลี่เฉินหัวเราะ "จริงๆ นี่ไม่ใช่เรื่องถนัดของเจ้า ถ้าข้าถามพี่สาม (หลี่อวี่) เขาต้องรู้แน่"
หลี่จี๋พยักหน้ายอมรับ "เรื่องการเดินทัพจับศึก กระหม่อมเทียบองค์ชายสามไม่ได้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ"
"แล้วเจ้ารู้ไหมว่าทำไมถึงเทียบไม่ได้?"
"คงเป็นพรสวรรค์กระมัง?"
"พรสวรรค์ก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือประสบการณ์..."
หลี่เฉินเริ่มเลคเชอร์หลี่จี๋ เรื่องการวางค่ายกลทหาร กัวพั่วอวิ๋นมีประสบการณ์หลายสิบปี ผลงานการรบการันตีความสามารถ
ดังนั้นตอนบุกเหนือ หลี่เฉินแทบไม่ยุ่งเรื่องการวางแผนรบเลย เขาจะลงมือเฉพาะตอนที่กัวพั่วอวิ๋นแก้ปัญหาไม่ได้เท่านั้น
องค์ชายสามหลี่อวี่เก่งการทหาร อันนี้ใครก็รู้
แต่เขาเก่งตั้งแต่เกิดเหรอ?
เปล่าเลย พรสวรรค์ด้านการทหารมันดูด้วยตาเปล่าไม่ได้
หลี่อวี่เรียนรู้จากแม่ทัพผู้ช่ำชองอย่าง 'อวิ๋นซวี' แห่งกองทัพที่สอง และคลุกคลีอยู่ในค่ายทหารนับสิบปี ถึงมีวันนี้ได้
พูดมาถึงตรงนี้ หลี่เฉินจ้องตาหลี่จี๋ "เจ้าเข้าใจสิ่งที่ข้าจะสื่อหรือยัง?"
!
หลี่จี๋พยักหน้าหงึกๆ "เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทต้องการจะบอกว่า พรสวรรค์ด้านการทหารดูไม่ออก ต้องไปวัดกันในสนามรบ!"
หลี่เฉินได้ยินแล้วแทบจะกระโดดถีบขาคู่ ถ้าไม่ใช่พี่น้องกันนะ ป่านนี้โดนเตะปลิวไปแล้ว
ข้าใบ้จนแทบจะบอกคำตอบอยู่แล้ว ยังตีความไม่แตกอีก!
หลี่เฉินหมดความอดทน "เข้าใจบ้าบออะไร! ข้าจะพูดตรงๆ เลยนะ ฐานะของเจ้ามันพิเศษ เจ้าเป็นอ๋อง พอไปอยู่สนามรบตะวันตก พวกทหารไม่มีใครกล้าขัดใจเจ้า"
หลี่เฉินอธิบายให้ฟังชัดๆ ว่า หลี่จี๋มีแค่ยศศักดิ์ แต่ไม่มีประสบการณ์บัญชาการ แล้วไอ้ตัวเจ้าเองก็ดันมั่นใจผิดๆ ว่าตัวเองมีของ ความคิดแบบนี้แหละอันตรายที่สุด
เจ้าอยากปั๊มผลงาน ตำแหน่งที่ไปก็ต้องไม่ต่ำ ถ้าเกิดปัญหาหน้างาน แล้วเจ้าดันทุรังจะเอาตามความคิดตัวเอง
ถ้าถูกก็รอดตัวไป แต่ถ้าผิด ไม่ใช่แค่เจ้าตาย จะพากองทัพไปตายยกรังด้วย
เหมือนที่เจ้าไปลงทุนปลูกสมุนไพรนั่นแหละ ไอเดียดี อาจจะรวย
แต่เจ้าไม่มีประสบการณ์ ไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ดุ่มๆ ทำเอง ผลก็เจ๊งอย่างที่เห็น
ที่ข้าพาเจ้าออกมาเดินเล่น ก็เพื่อจะเตือนสติ ให้รู้จักเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ โดยเฉพาะในเรื่องการทหารที่เจ้าไม่เคยสัมผัส อย่าคิดว่าตัวเองแน่ การฟังความเห็นของผู้มีประสบการณ์สำคัญมาก
หลี่เฉินพูดขนาดนี้ หลี่จี๋ถึงบางอ้อ ที่แท้เป็นห่วงกันนี่เอง
ฟังจบเขาก็รู้สึกละอายใจ เพราะตอนมาเขายังแอบคิดว่า ตัวเองอ่านตำราพิชัยสงครามมาบ้าง อย่างน้อยก็น่าจะมีลูกล่อลูกชน
ถึงจะไม่เทพเท่าหลี่เฉินหรือหลี่อวี่ แต่ก็น่าจะเก่งกว่าคนทั่วไป ไปถึงก็โชว์ฟอร์มได้เลย
หลี่เฉินคงมองทะลุปรุโปร่ง ถึงได้มาเทศนาสั่งสอน
หลี่เฉินเป็นคนรอบคอบ ศึกตะวันตกสำคัญมาก เขาจะมานั่งเฝ้าหลี่จี๋ตลอดเวลาก็ไม่ได้
เขากลัวหลี่จี๋จะเป็นประเภท 'ความรู้น้อยแต่ความมั่นใจร้อย' แล้วพาคนไปตาย
ที่หลี่เฉินให้สวี่จื่อเฟิงเป็นทัพหน้า ก็เพราะไอ้หมอนั่นมีผลงานการรบทางใต้ที่โหดจริง ไม่เคยแพ้
ไม่งั้นต่อให้แม่กับน้าของมันจะปรนนิบัติหลี่เฉินดีแค่ไหน หลี่เฉินก็ไม่กล้าให้มันคุมทัพหน้าหรอก
หลี่เฉินเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง อยากให้หลี่จี๋มีข้าวกิน เลยให้โอกาส แต่ห้ามซ่า
ไม่ใช่ไม่เชื่อใจ แต่ผลงานเจ้ามันยังไม่น่าเชื่อถือ
หลี่จี๋ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ คุกเข่าโขกหัวรับปากว่าจะตั้งใจเรียนรู้งานจากเหล่าแม่ทัพ จะไม่ทำตัวอวดฉลาดจนเสียงานใหญ่
"เข้าใจก็ดีแล้ว กลับไปทำการบ้านให้ดี ตอนกัวพั่วอวิ๋นเคลื่อนทัพ เจ้าก็ติดตามเขาไปก่อน"
"ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมจะจำใส่ใจ"
พูดจบ หลี่จี๋ก็ทูลลาออกจากวัง
ระหว่างทางกลับ เขาพร่ำบ่นในใจ มิน่าเหล่าขุนนางถึงยกย่องหลี่เฉินเป็นมหาราช แค่มองปราดเดียวก็เห็นปัญหาทะลุปรุโปร่ง
แถมตอนประชุมเช้า หลี่จี๋สัมผัสได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนไป
เมื่อก่อนทุกคนจ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้กัน บรรยากาศขุ่นมัว
แต่ตอนนี้ กษัตริย์และขุนนางรวมใจเป็นหนึ่ง บรรยากาศสงบสุข
ตอนอยู่บ้านนอก หลี่จี๋ยังเคยคิดว่า ฮ่องเต้น่ะใครก็เป็นได้ ถ้าข้าได้เป็นก็คงทำได้ไม่แพ้หลี่เฉิน
พอมาเจอตัวจริง ถึงรู้ว่าห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว ไม่ใช่แค่ดาวคนละดวง แต่เป็นคนละกาแล็กซี
มิน่าพี่รองกับพี่สามถึงสู้ไม่ได้ หลี่จี๋รู้สึกว่าต่อให้หลี่เฉินไม่ลงมือเอง แค่พวกขุนนางก็คงไม่ยอมให้ใครมาแทนที่หลี่เฉินแน่
หลี่จี๋เริ่มเก็บความมั่นใจใส่ลิ้นชัก เตรียมตัวไปฝากเนื้อฝากตัวกับพวกแม่ทัพนายกอง
สิ่งที่หลี่เฉินทำคือการใช้คนให้ถูกกับงาน ดึงศักยภาพขุนนางออกมา ประเทศถึงจะเจริญ
ส่วนที่หลี่เฉินจะไปเอง ก็เพราะทางตะวันตกต้องมีปัญหาที่กัวพั่วอวิ๋นแก้ไม่ตกแน่ เขาเลยต้องเอาชื่อตัวเองไปค้ำประกันไว้ก่อน
เมื่อกี้หลี่จี๋ฟังไม่ทันศัพท์ หลี่เฉินบอกให้เขาไปกับกัวพั่วอวิ๋นก่อน แสดงว่าหลี่เฉินจะตามไปทีหลัง ไม่ได้ไปพร้อมกองทัพใหญ่
หลังจากหลี่จี๋กลับไป หลี่เฉินก็เสด็จไปที่ ลานยุทธ์เหยียนเทียน สถานที่ฝึกวิชาของชาววัง
ที่นี่อุดมด้วยพลังปราณและอุปกรณ์ครบครัน
ฉู่รั่วเยียน, หลี่ซือหนิง, จูจู๋หยิง และคนอื่นๆ มักจะมาฝึกซ้อมที่นี่
หลี่เฉินยังไปไม่ถึง ก็ได้ยินเสียงอาวุธกระทบกันดังแว่วมา
ตอนนี้หลี่ซือหนิงกลายเป็นขวัญใจชาววัง เวลามาซ้อม ไทเฮาจะเสด็จมาเชียร์ถึงขอบสนาม แถมหิ้วขนมนมเนยมาฝาก เอาใจใส่ยิ่งกว่าแม่แท้ๆ
นอกจากนี้ แม่ของหลี่ซือหนิงคือพระสนมอี๋ รวมถึงลูกพี่ลูกน้องเจียงหรง ป้าเจียงหนิงเย่ว์ น้าสะใภ้เชี่ยหมิ่นจวิน ก็คอยดูแลไม่ห่าง
จริงๆ แล้วพระสนมอี๋ตกใจมาก ตอนแรกนึกว่าเจียงหนิงเย่ว์กับเชี่ยหมิ่นจวินแค่มาส่งเจียงหรง ที่ไหนได้ มาถวายตัวเป็นสนมด้วยซ้ำ แถมยังย้ายเข้ามาอยู่ในวังหน้าตาเฉย
ตอนแรกเจียงหนิงเย่ว์ก็เขินๆ แต่หลังๆ เริ่มยืดอกคุยโวให้พระสนมอี๋ฟังว่าหลี่เฉินเก่งกาจแค่ไหน จนพระสนมอี๋แทบจะอุดหู
นี่แหละนะ ตราบใดที่ข้าไม่เขิน คนที่เขินก็คือเจ้า
ด้วยความแข็งแกร่งของหลี่เฉิน สนมในวังก็เพิ่มจำนวนขึ้น
หลี่ซือหนิงได้รับผลประโยชน์เต็มๆ ญาติพี่น้องเพิ่มขึ้น เพื่อนเล่นก็เยอะขึ้น
โดยเฉพาะ หนิงเสี้ยวเสี้ยว จากสำนักเต๋าเฉินซา คุยกับหลี่ซือหนิงถูกคอมาก เข้าวังมาแป๊บเดียวก็กลายเป็นเพื่อนซี้ปึก
หนิงเสี้ยวเสี้ยวมีวิชาเด็ดจากสำนักคือ "ค่ายกลเจ็ดดรุณีพิฆาตมาร" หากฝึกสำเร็จจะมีพลังมหาศาลดุจเซียนกระบี่จุติ
ตอนนี้คนยังไม่ครบ นางเลยชวนหลี่ซือหนิงเข้าร่วม
หลี่ซือหนิงได้ยินแล้วหูผึ่ง รีบตกลงทันที
ขาดอีกสามคน หลี่ซือหนิงนึกถึงฉู่รั่วเยียนเป็นคนแรก ซึ่งฉู่รั่วเยียนก็ตอบตกลง เพราะฝีมือไล่เลี่ยกับพวกหนิงเสี้ยวเสี้ยว
การได้ฝึกร่วมกับสนมคนอื่นของพี่ชาย นางมองว่าเป็นโอกาสกระชับมิตร
แถมพวกหนิงเสี้ยวเสี้ยวประสบการณ์สูง ฝึกด้วยกันได้ประโยชน์เพียบ
คนที่สอง หลี่ซือหนิงเล็งไปที่ 'อาจารย์' เซี่ยฉิง แต่เซี่ยฉิงบ้าปรุงยา ไม่สนใจตั้งวงเกิร์ลกรุ๊ป หลี่ซือหนิงเลยไม่เซ้าซี้
หลี่ซือหนิงคิดถึงอู๋หนานจือเหมือนกัน แต่นางไม่เน้นบู๊ เน้นเอาใจหลี่เฉินอย่างเดียว อันนี้หลี่ซือหนิงรู้ดี
ส่วนเจียงหรงกับต่งจื่อชิง พื้นฐานวรยุทธ์ไม่มี หมดสิทธิ์ร่วมวง
ยังขาดอีกสองคน หลี่ซือหนิงเริ่มกลุ้ม นางจริงจังกับโปรเจกต์นี้มาก
ถ้านึกถึงผู้บ่มเพาะกระบี่ ก็มี เผยหว่านอวี้ องค์หญิงจากราชวงศ์เทียนอู่ แต่ตอนนี้นางไม่อยู่ในวัง
หลี่ซือหนิงถึงกับบ่นในใจ: เมียพี่ชายยังน้อยไป ข้าหาคนมาเข้าค่ายกลไม่ครบเนี่ย
หลี่เฉินคงนึกไม่ถึงว่า อุตส่าห์พยายามขนาดนี้ น้องสาวยังบ่นว่าน้อย
บทที่ 212 : ข้านึกว่าหลี่เฉินจะใจกล้าถึงขนาดเรียกข้าไปด้วย!
ขณะที่หลี่ซือหนิงกำลังเดินหาคนอยู่นั้น ก็บังเอิญไปเจอกับดรุณีน้อยนางหนึ่ง อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน รูปโฉมงดงามสะดุดตาด้วยผมและคิ้วสีขาวโพลน
เห็นแวบแรก หลี่ซือหนิงก็รู้สึกว้าวทันที
หลังจากเข้าไปคุย ถึงได้รู้ว่าสาวน้อยคนนี้ชื่อ หวังเยว่เหยา ฝีมือร้ายกาจ แถมยังมี กายศักดิ์สิทธิ์ ติดตัวมาแต่กำเนิด
นางคือคนที่หลี่เฉินช่วยออกมาจากตระกูลหวัง แม่ของนางนับว่าเป็นคนของหลี่เฉินแล้ว แต่นางยังไม่ใช่
หลี่ซือหนิงรีบบอกทันที "เรื่องเล็กน้อย เข้ามาอยู่ในวังขนาดนี้แล้ว พี่ชายข้าไม่ปล่อยเจ้าไปหรอก แค่ช่วงนี้พี่เขาคิวทอง เลยยังไม่ได้มาดูแลเจ้า"
ด้วยคำเชิญชวนของหลี่ซือหนิง หวังเยว่เหยาจึงตกลงเข้าร่วมฝึก ค่ายกลเจ็ดดรุณีพิฆาตมาร อย่างยินดี เรื่องนี้ทำให้แม่ของนาง ลั่วฉีเมิ่ง ดีใจมาก ที่ลูกสาวเข้ากับคนในวังได้ การได้เป็นสนมคงเป็นเรื่องของเวลา
หวังเยว่เหยาเป็นคนเก็บตัว แต่หลี่ซือหนิงเป็นพวกมนุษย์สัมพันธ์ระดับเทพ
ตอนหลี่เฉินมาถึงลานยุทธ์เหยียนเทียน ก็เห็นหกสาวงามกำลังซ้อมค่ายกลกันอย่างขะมักเขม้น
หลักการของค่ายกลชีพจรคือการประสาน ประตูชีพจร เข้าด้วยกัน เพื่อรวมพลังโจมตี
ต้องเข้าใจว่า ผู้ฝึกตนทั่วไปไม่สามารถเรียก ร่างจำแลงสัตว์เทพ ออกมาสู้ได้เหมือนหลี่เฉินหรือทั่วป๋าเจิน เพราะพลังไม่พอ
วิชานั้นสงวนไว้สำหรับระดับเซียนเท่านั้น
แต่ค่ายกลชีพจรทำได้ และถือเป็นไพ่ตายของผู้ฝึกตนหลายกลุ่ม
กองทัพเทียนเซ่อก็มี ค่ายกลประสานชีพจร เวลาใช้จะเกิดภาพลวงตาเป็นทหารสวรรค์ยักษ์ทรงพลัง
เห็นหลี่เฉินมา หลี่ซือหนิงก็ร้องเรียกอย่างตื่นเต้น "ท่านพี่! อยากลองชิมลางค่ายกลเจ็ดดรุณีของพวกเราไหม?"
หลี่เฉินกวาดตามอง "เอาสิ จัดมาเลย"
ว่าแล้วหลี่เฉินก็เดินไปกลางลาน ท่ามกลางสายตาประชาชี
ไทเฮา, พระสนมอี๋, เจียงหนิงเย่ว์, ลั่วฉีเมิ่ง และเหล่าแม่ๆ ป้าๆ น้าๆ อีกนับสิบคน ยืนมุงดูอยู่ข้างสนาม หลายคนยังไม่เคยเห็นหลี่เฉินลงมือ เคยได้ยินแต่กิตติศัพท์
นอกจากนี้ ยังมีนางกำนัลขันทีอีกเพียบที่มามุงดู ต่างอยากเห็นว่าฮ่องเต้ผู้เป็นตำนานจะมีฤทธิ์เดชเพียงใด
หวังเยว่เหยาที่มีฝีมือสูงสุดยืนอยู่หน้าสุด ประสานมือคารวะ "ฝ่าบาท ล่วงเกินแล้ว"
หลี่เฉินโบกมือสบายๆ เล่นกับน้องสาวขำๆ ไม่ซีเรียส
เมื่อได้รับสัญญาณ หกสาวงามก็ระเบิดพลังสูงสุดออกมา
เพราะพวกนางรู้ดีว่า ชายตรงหน้าคือบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในเทียนเซ่อ ไม่จำเป็นต้องออมมือ
พวกนางเร่งเร้าพลังชีพจรจนร่างกายเปล่งแสง
ชั่วพริบตา ลมพายุพัดกระหน่ำ พลังงานปั่นป่วนรุนแรง!
จนคนดูรอบๆ แทบลืมตาไม่ขึ้น
หลี่เฉินมองปราดเดียวก็พยักหน้าพอใจ พื้นฐานของสาวๆ พวกนี้ใช้ได้เลย
วินาทีต่อมา เหนือศีรษะของทั้งหก ปรากฏร่างเงาของ นางเซียนกระบี่ ผู้สง่างามลอยเด่น
ทำเอาทั้งหกคนดีใจจนเนื้อเต้น เพราะการประสานชีพจรต้องใช้เวลาจูนกัน ไม่นึกว่าจะทำสำเร็จในครั้งแรก
ข้อดีของค่ายกลนี้คือ ช่วยกลบจุดอ่อนเรื่องระดับพลังที่แตกต่างกันในทีม
อย่างหลี่ซือหนิงที่พลังยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่นางสามารถเติมบัฟธาตุสายฟ้าและพิษเข้าไปในร่างเงา ทำให้พลังโจมตีของนางเซียนกระบี่พุ่งสูงขึ้น สร้างความปั่นป่วนให้ศัตรูได้
ผู้ฝึกตนระดับล่างต้องคำนึงถึงปัจจัยเยอะ ค่ายกลเป็นแค่หนึ่งในนั้น ยังมีพวกอาวุธวิเศษ การแพ้ทางธาตุ ยาเสริมพลัง ฯลฯ
แม้แต่ระดับหลี่เฉินหรือทั่วป๋าเจินก็ต้องคิด เหมือนตอนสู้ที่เมืองภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ถ้าทั่วป๋าเจินฟิตเต็มร้อย หลี่เฉินโดนเนิร์ฟเพราะพื้นที่ ก็อาจจะตึงมือนิดหน่อย... ย้ำว่านิดหน่อย
ในสนาม สาวๆ เห็นนางเซียนกระบี่ก่อตัวแล้ว ก็เร่งพลังเสริมเข้าไปอีก
ถ้าหลี่เฉินอยู่ระดับเดียวกับพวกนาง ป่านนี้ต้องหาทางขัดจังหวะแล้ว ขืนปล่อยให้ชาร์จพลังจนเต็มมีหวังเละ
แต่หลี่เฉินยืนนิ่ง รอดูพวกนางร่ายรำจนจบ
สิ้นเสียงตวาดของหวังเยว่เหยา ร่างเงาเซียนกระบี่ก็เบิกเนตรส่องแสงจ้า ในมือปรากฏกระบี่สายฟ้าพันเล่ม ด้านหลังมีผ้าคลุมปลิวไสว
หลี่เฉินไม่รู้ว่าผ้าคลุมมีไว้ทำไม เปลืองมานาเปล่าๆ แต่ในสายตาผู้หญิง... มันเท่!
เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากเหล่าแม่ยกขอบสนามได้เกรียวกราว
เมื่อทุกอย่างพร้อม หกสาวก็สลับเท้าพุ่งเข้ามา
ร่างเงาเซียนกระบี่บนฟ้าก็พุ่งทะยานตามลงมาด้วยแรงกดดันมหาศาล
กระบี่สายฟ้าในมือฟาดฟันลงมายังหลี่เฉิน เสียงแหวกอากาศดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น ทำเอาเหล่าแม่ยกอกสั่นขวัญแขวน
บางคนเริ่มห่วงหลี่เฉิน กลัวว่าพวกหวังเยว่เหยาจะเล่นแรงเกินไป เกิดฝ่าบาทเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง
แถมหลี่เฉินยังยืนบื้อไม่ขยับ ไม่ปล่อยพลังป้องกันออกมาสักนิด
ขณะที่ทุกคนกำลังลุ้นตัวโก่ง หลี่เฉินก็ขยับ... เพียงแคยกนิ้วขึ้นมาทำท่าดีดมะกอก แล้วดีดใส่กระบี่ของร่างเงาเบาๆ
เปรี้ยง!
เสียงปะทะดังสนั่น ร่างเงาเซียนกระบี่พร้อมดาบในมือ แตกกระจายกลายเป็นละอองแสงหายวับไปกับตาในพริบตา
หวังเยว่เหยาและพวกอีกห้าคน ถูกแรงสะท้อนกระเด็นกลิ้งไปคนละทิศละทาง ลงไปกองกับพื้นในสภาพบอบบางน่าทะนุถนอม
แม่ยกข้างสนามอ้าปากค้าง ตาถลน... ท่าไม้ตายสุดอลังการเมื่อกี้ หลี่เฉินดีดนิ้วทีเดียวแตก?
พวกนางรู้สึกว่า หลี่เฉินยังใช้พลังไม่ถึงหนึ่งในร้อยด้วยซ้ำ
ถ้าหลี่เฉินรู้ความคิดพวกนาง คงจะบอกว่า 'หนึ่งในร้อย? กะจะให้ข้าฆ่าพวกนางรึไง?'
หลี่เฉินใช้วิธีสลายโครงสร้างพลังด้วยมือเปล่า ไม่กล้าปล่อยพลังสวนกลับ กลัวสาวๆ บาดเจ็บ
หลี่ซือหนิงลุกขึ้นมาคลำก้นป้อยๆ หน้ามุ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ "ท่านพี่! ค่ายกลเรายังไม่สมบูรณ์ ขาดไปคนนึง ท่านรีบไปหาเมียมาเพิ่มให้ข้าด่วน ถ้าครบเจ็ดคนเมื่อไหร่ รับรองท่านต้องตะลึง!"
ทุกคนได้ยินแล้วก็... เอิ่ม... หลี่ซือหนิงโทษว่าที่แพ้เพราะพี่ชายมีเมียน้อยไป
หลี่เฉินรับปากว่าจะพยายามหาเพิ่ม แต่ตอนนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน
ว่าแล้วเขาก็เดินเข้าไปอุ้มหวังเยว่เหยาที่ยังนั่งมึนอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วเดินดุ่มๆ ไปทางตำหนักใน
หวังเยว่เหยาตัวสั่นระริกเหมือนลูกนก นางรู้ว่าวันนี้ต้องมาถึง แต่ไม่นึกว่าจะปุบปับแถมต่อหน้าธารกำนัลขนาดนี้
นางถามเสียงสั่น "ฝ่าบาท... จะพาหม่อมฉันไปไหนเพคะ?"
หลี่เฉินยิ้มเจ้าเล่ห์ "ข้าอยากจะพิสูจน์หน่อย ว่าขนตรงอื่นของเจ้า... สีขาวเหมือนกันหรือเปล่า"
คำพูดนี้ทำเอาหวังเยว่เหยาหน้าแดงแปร๊ดจนควันแทบออกหู ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า
ลั่วฉีเมิ่ง แม่ของนางเห็นดังนั้น ก็รีบเดินตามไป นางรู้กิตติศัพท์ความดุดันของหลี่เฉินดี ลูกสาวคนเดียวรับมือไม่ไหวแน่ คนเป็นแม่ต้องไปช่วยหาร
ทั้งสามเดินหายลับไป
หลี่ซือหนิงกะว่าจะซ้อมต่อ ขาดคนเดียวไม่เป็นไร
แต่พอนานเข้า คนรอบตัวก็เริ่มหายไปทีละคน
เริ่มจากป้าเจียงหนิงเย่ว์ น้าเชี่ยหมิ่นจวิน ถูกนางกำนัลมาเชิญตัวไป
ไปไหน หลี่ซือหนิงรู้ดี เลยไม่ว่าอะไร
ตามมาด้วยฉู่รั่วเยียน, เจียงหรง, หนิงเสี้ยวเสี้ยว และคนอื่นๆ ก็ทยอยถูกเรียกตัวไป
สุดท้าย หลี่ซือหนิงมองไปรอบๆ เหลือแค่นาง ไทเฮา และพระสนมอี๋
เฮ้ย... ไปกันหมดเลยเหรอ? พี่ชายข้าจะดุไปไหน?
เหลือเพื่อนให้ข้าซ้อมบ้างสิ ข้าเหงานะ!
แล้วฉากสยองขวัญก็ตามมา เมื่อนางกำนัลเดินตรงมาที่ไทเฮา
หลี่ซือหนิงสังเกตเห็นไทเฮาสะดุ้งโหยง แววตาตื่นตระหนกสุดขีด
นางกำนัลยอบกายลง "กราบทูลไทเฮา ยามนี้เย็นมากแล้ว ห้องเครื่องเตรียมพระกระยาหารค่ำรสเลิศไว้พร้อม เชิญเสด็จเสวยเพคะ"
ไทเฮาถอนหายใจเฮือกใหญ่ อ๋อ... กินข้าว ตกใจหมด
ข้านึกว่าหลี่เฉินจะใจกล้าถึงขนาดเรียกข้าไปด้วย!
ช่วงนี้ไทเฮาเอ็นดูหลี่ซือหนิงมาก เลยชวนหลี่ซือหนิงกับพระสนมอี๋ไปกินข้าวด้วยกัน
เพราะคนอื่น... คาดว่าคงไป 'กิน' อย่างอื่นกับหลี่เฉินหมดแล้ว
หลี่เฉินเพิ่งรบชนะกลับมา ต้องฉลองกันหน่อย
เมื่อก่อนสนมน้อย ลูกเล่นไม่เยอะ
เดี๋ยวนี้คนเยอะ เล่นเกมหมุนวงล้อ ปิดตาจับคน สนุกสนานกันใหญ่
นี่เป็นกุศโลบายของหลี่เฉินที่ทำให้สาวๆ รักใคร่กลมเกลียว... เพราะต้องรวมพลังกันรับมือมังกรคลั่ง
อีกด้านหนึ่ง หลี่เสวี่ยอิงกำลังอบรมสาวงามร้อยกว่าคนที่ส่งมาจากแดนเหนือ สอนกฎวังและเทคนิคการปรนนิบัติหลี่เฉิน
ที่นางไม่โผล่หัวมาเมื่อกี้ เพราะเห็นไทเฮาอยู่ที่ลานยุทธ์ นางเหม็นขี้หน้า
ตอนนี้ยังกลางวันแสกๆ หลี่เสวี่ยอิงคำนวณแล้วว่า ถ้าหลี่เฉินจะจัดหนักรอบค่ำ คงต้องมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น สาวๆ กลุ่มนี้เตรียมตัวลงสนามได้เลย
หลี่เสวี่ยอิงทุ่มเทเพื่อให้หลานชายมีความสุข และเพื่อความมั่นคงของตัวเอง
นางเป็นองค์หญิงใหญ่ที่ไร้อำนาจ ไม่เหมือนไทเฮาที่มีรากฐานปึ้ก ดังนั้นเกาะขาหลี่เฉินไว้ปลอดภัยสุด
ส่วนเหล่าดาวรุ่งแห่งเมืองหลวง ก็เริ่มขยับตัว
สวี่จื่อเฟิง ตื่นมาด้วยอาการเมาค้าง พบว่าเป็นเวลาเที่ยงแล้ว
กำลังจะไปหาแม่กับน้าที่จวนตระกูลจี้ บ่าวก็มารายงานว่ามีแขกมาขอพบ
สวี่จื่อเฟิงงง ข้ามีเพื่อนในเมืองหลวงด้วยเรอะ?
ถ้าศัตรูล่ะก็เพียบ แต่ช่วงนี้ไม่ได้ไปหาเรื่องใครนี่นา
"พวกเขาอยู่ที่ไหน?" สวี่จื่อเฟิงหาวหวอด
"รอที่ห้องโถงขอรับ"
สวี่จื่อเฟิงเดินลากขาไปที่ห้องโถง เจอหลิวฮ่าวกับอ๋องอันซีหลี่จี๋นั่งรออยู่
เจอหน้าปุ๊บ ทั้งสองก็ระดมยิงคำยินดีใส่สวี่จื่อเฟิงจนตั้งตัวไม่ติด
สอบถามได้ความว่า คำสั่งแต่งตั้งแม่ทัพบุกตะวันตกบางส่วนออกแล้ว
สวี่จื่อเฟิง... ได้รับเกียรติเป็น แม่ทัพกองหน้า อีกแล้วครับท่าน! โดยมีหลิวฮ่าวเป็นรองแม่ทัพเหมือนเดิม
กองหน้าคือหน่วยกล้าตายที่โกยผลงานได้ง่ายสุด ทั้งสองเลยมาร่วมยินดี
คนอื่นได้ตำแหน่งนี้คงจุดประทัดฉลองที่บรรพบุรุษช่วยดลบันดาล
แต่สวี่จื่อเฟิงคิดในใจ: หลี่เฉินมันบ้าป่ะวะ? ส่งข้าไปอีกแล้ว?
คราวที่แล้วโดนหลอกไปเหนือก็แค้นจะแย่
คราวนี้ไปทำไม?
เห็นสวี่จื่อเฟิงทำหน้าเหมือนโดนผีหลอก หลิวฮ่าวนึกว่าเพื่อนดีใจจนช็อก
หลิวฮ่าวอิจฉาจะตาย เขาไปวิ่งเต้นแทบตายได้แค่รองแม่ทัพ ไอ้หมอนี่นอนเกาพุงอยู่บ้าน ได้เป็นแม่ทัพเฉย
ถ้าไม่ติดว่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน หลิวฮ่าวคงนึกว่าสวี่จื่อเฟิงเป็นลูกลับๆ ของหลี่เฉิน
โอ๋กันขนาดนี้
หลิวฮ่าวเลยมาทักทายล่วงหน้า 'เพื่อนรัก ถึงเวลาเอ็งก็ลุยแหลกเหมือนเดิมนะ เดี๋ยวงานบริหารข้าเหมาเอง'
ส่วนหลี่จี๋ที่ได้รับคำสั่งให้ไปหาที่ปรึกษา เขาไม่รู้จักใครในกองทัพ เลยนึกถึงสองสหายขี้เมาเมื่อคืน
พอดีทั้งสามคนต้องไปรบที่เดียวกัน หลี่จี๋เลยกะจะมาขอความรู้
แต่สวี่จื่อเฟิงอารมณ์บ่อจี๊ ไม่อยากคุย อยากรีบไปหาแม่ เลยไล่แขกทางอ้อม
ทั้งสองเห็นท่าไม่ดีเลยขอตัวกลับ
ออกจากจวนเจิ้นหนานอ๋อง หลิวฮ่าวพาหลี่จี๋ไปทัวร์แนะนำตัวกับสหายสายทหารคนอื่นๆ
หลี่จี๋ดีใจเนื้อเต้น นี่แหละคอนเนคชั่นที่เขาต้องการ
พวกที่จะไปรบต้องไปรายงานตัวที่กรมกลาโหม
หลิวฮ่าวกับหลี่จี๋ และก๊วนลูกท่านหลานเธอสิบกว่าคน ยกขบวนไปกรมกลาโหม
หลี่จี๋ทำตามที่หลี่เฉินสอน วางมาดให้ต่ำ ทำตัวให้ติดดิน เข้ากับทุกคนได้ดี
ทุกคนเห็นว่าอ๋องอันซีได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้โดยตรง แสดงว่าอนาคตไกล น่าคบหา
มีเพื่อนเพิ่มหนึ่งคน ดีกว่ามีศัตรูเพิ่มหนึ่งคน
ส่วนสวี่จื่อเฟิง... ไม่มีใครกล้าไปยุ่งด้วย พ่อมันกบฏชัดๆ
มาถึงกรมกลาโหม ถิ่นของอู๋ฉี
หลิวฮ่าวตั้งใจจะมาทักทายเพื่อน แต่ต้องตกใจตาถลนเมื่อพบว่า อู๋ฉี ได้เลื่อนขั้นเป็น หยวนไว่หลาง
ตำแหน่งนี้คือระดับกลางที่มีอำนาจจริง คุมเรื่องการโยกย้าย ตรวจสอบประวัติ เช็คผลงาน
ใครจะไปรบ ถ้าไม่ใช่ฮ่องเต้จิ้มมาเอง ต้องผ่านด่านอู๋ฉีทั้งนั้น
เพื่อนได้ดีขนาดนี้ หลิวฮ่าวกับหลี่จี๋อึ้งกิมกี่
"ไอ้เสือ! ซุ่มเงียบนี่หว่า เลื่อนขั้นไม่บอกเพื่อนฝูง จะได้ฉลองให้!"
"นั่นสิ ไม่เห็นเหมือนที่คุยกันตอนกินเหล้าเลยนะ"
อู๋ฉีกลั้นยิ้มจนแก้มเกร็ง
"คำสั่งเพิ่งลงมาเมื่อเช้า... เอาเถอะ คนกันเอง แต่ข้าก็ต้องทำตามกฎนะ"
อู๋ฉีไม่ได้บอกว่า 'อ๋อ พอดีปู่ข้าเป็นเซียน อาข้าเป็นเมียฮ่องเต้ ข้าก็เลย...'
เขาก็แค่ 'ข้าพยายามมาด้วยลำแข้ง(ปู่)ล้วนๆ'
อู๋ฉีจัดการเอกสารให้แก๊งเพื่อนวีไอพีอย่างรวดเร็ว พร้อมนัดแนะที่กงเหล้าคืนนี้
ใครบ้างไม่อยากซี้กับคนกรมกลาโหม? คนคุมเสบียง คุมกำลังคน อำนาจล้นมือ
ทำเรื่องเสร็จ อู๋ฉีถามลอยๆ "สวี่จื่อเฟิงไม่มาเหรอ?"
เพราะในลิสต์ สวี่จื่อเฟิงคือโควตาพิเศษจากฮ่องเต้ ไม่ต้องตรวจประวัติ แค่มารายงานตัวก็จบ
ถ้าไม่มา กรมกลาโหมต้องส่งคนไปตาม เพราะกัวพั่วอวิ๋นเตรียมทัพจะออกเดินทางอยู่รอมร่อ
"มันติดธุระ เดี๋ยวคงมามั้ง" หลิวฮ่าวตอบส่งๆ
ขณะเดียวกัน สวี่จื่อเฟิงไปถึงจวนตระกูลจี้
คนตระกูลจี้ต้อนรับขับสู้ดีมาก ผิดกับเมื่อก่อนลิบลับ เพราะตอนนี้ตระกูลจี้รู้แล้วว่าต้องเกาะขาใคร
สวี่จื่อเฟิงสังเกตว่าแม่กับน้าตื่นสาย แถมหน้าตาดูอิ่มเอิบมีเลือดฝาดผิดปกติ
แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อน เขาโวยวายทันที "แย่แล้วแม่! หลี่เฉินมันบ้าจี้ส่งข้าไปเป็นทัพหน้าอีกแล้ว ข้าว่ามันมีแผนชั่ว เราหนีออกจากเมืองหลวงกันเถอะ!"
แม่กับน้ามองหน้ากัน ยิ้มกรุ้มกริ่ม
พระชายาเจิ้นหนานอ๋อง: "ลูกรัก ฝ่าบาทให้ไปก็ไปเถอะ กองทัพเทียนเซ่อยิ่งใหญ่เกรียงไกร ลูกแค่ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แม่เชื่อว่าลูกทำได้"
จี้เหลียนอวี้: "โอกาสทองเลยนะหลานรัก รู้ไหม... แม่เจ้าอุตส่าห์ไป 'ขอร้อง' ไทเฮามา เพื่อให้เจ้าได้ตำแหน่งนี้เชียวนะ"
นางเกือบหลุดปากว่า 'แม่เจ้าขย่ม... เอ้ย ขยันขอร้องฝ่าบาททั้งคืน' แต่เปลี่ยนเป็นอ้างชื่อไทเฮาแทน
สวี่จื่อเฟิงงงเป็นไก่ตาแตก แต่โดนสองสาวกล่อมจนเคลิ้ม ว่าถ้าไม่กลับใต้ อยู่ที่นี่ต้องสร้างผลงานจะได้ปลอดภัย
สุดท้าย สวี่จื่อเฟิงจำใจต้องไปรบ
งานนี้ต้องหนีบ หมาเฮย สหายคู่ใจไปด้วย
หมาเฮยเพิ่งว่างงาน พอรู้ข่าวว่าต้องไปรบกับซาสซานเพื่อขยายดินแดนให้เทียนเซ่อ
หมาเฮยยืนงงในดงดาบ 'เดี๋ยวนะ... ท่านประมุขส่งข้ามาช่วยพวกเอ็งก่อกบฏไม่ใช่เรอะ? ไหงเราสองคนถึงกลายเป็นหัวหอกช่วยฮ่องเต้ขยายอาณาจักรวะ?'
นี่ถ้าพวกเอ็งไม่รีบกบฏ ข้าว่าราชวงศ์เทียนเซ่อจะครองโลกได้เพราะฝีมือพวกเรานี่แหละ!