- หน้าแรก
- ถอนพิษจอมนาง สู่วิถีผู้ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 128 ความโกรธเกรี้ยวของหลิงหยุน
ตอนที่ 128 ความโกรธเกรี้ยวของหลิงหยุน
ตอนที่ 128 ความโกรธเกรี้ยวของหลิงหยุน
ซูหานส่งสัมผัสวิญญาณเข้าไปสำรวจธงค่ายกลที่ได้มา จากนั้นมุมปากก็ค่อยๆ ยกขึ้น
"พวกเจ้าก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียวสินะ"
"อุตส่าห์เก็บรวบรวมธงค่ายกลมาได้ตั้งเยอะ"
สิ้นคำพูดนี้
สีหน้าของเหล่าคนที่ลงมือเมื่อครู่พลันย่ำแย่ลงทันตา ร่างกายสั่นเทา จ้องมองซูหานด้วยความเคียดแค้นและความเจ็บใจอย่างที่สุด
ตอนนี้พวกเขาบาดเจ็บสาหัส เป็นไปไม่ได้เลยที่จะออกค้นหาธงค่ายกลต่อ มิหนำซ้ำยังต้องรีบหลบหนีไปยังเขตปลอดภัย เพราะหากบังเอิญไปเจอสัตว์อสูรเข้า...
ด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้ พวกเขาไม่มีทางต่อกรกับสัตว์อสูรระดับนั้นได้เลย
หลินชิงเหยาเดินเข้ามาหาซูหานอย่างช้าๆ
"ศิษย์พี่หญิงชิงเหยา รวมกับธงค่ายกลของเจ้าพวกนี้ ตอนนี้ยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณของเรามีธงค่ายกลรวมเจ็ดสิบสามผืนแล้ว"
ซูหานกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"เจ็ดสิบสามผืน?"
หลินชิงเหยาอุทานด้วยความตกใจ
นี่เพิ่งผ่านไปแค่วันเดียวเองนะ
"ว่าแต่ ในการประลองสามยอดเขาครั้งก่อนๆ ยอดเขากระบี่สวรรค์ที่ได้ที่หนึ่ง รวบรวมธงค่ายกลไปได้ทั้งหมดเท่าไหร่หรือ?"
ซูหานเอ่ยถาม
หลินชิงเหยาครุ่นคิดครู่หนึ่ง
"ข้าเคยได้ยินศิษย์พี่หญิงเย่ว์เอ๋อร์เล่าว่า ในการประลองครั้งก่อนๆ ยอดเขากระบี่สวรรค์รวบรวมได้ประมาณหกร้อยกว่าผืน"
"หกร้อยกว่า? หนทางยังอีกยาวไกลสินะ"
ซูหานหัวเราะ
หลินชิงเหยาป้องปากหัวเราะเบาๆ
"ซูหาน วันนี้ยังไม่หมดวันเลยนะ"
"เราก็ได้มาเจ็ดสิบสามผืนแล้ว ยังไม่รวมส่วนของศิษย์พี่หญิงเย่ว์เอ๋อร์อีก"
"ครั้งนี้ยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณจะต้องพลิกสถานการณ์กลับมาชนะได้อย่างงดงามแน่นอน"
"ให้พวกคนทรยศที่ทิ้งยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณไปต้องเสียใจ"
ซูหานยิ้มบางๆ
"นั่นสินะ"
"ตอนนี้ข้าชักอยากให้คนของยอดเขากระบี่สวรรค์และยอดเขาร้อยหลอมมาหาเรื่องข้าเสียแล้วสิ"
"จะได้รวบรวมธงค่ายกลมาอยู่ในมือข้า เหมือนอย่างที่ศิษย์พี่ซีเล่ยผู้ยิ่งใหญ่ของเราทำ"
ซีเล่ยหน้าดำคร่ำเครียด ร่างกายสั่นระริก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว จ้องมองซูหานตาขวางด้วยความอาฆาตมาดร้าย
ต้องรู้ก่อนว่าธงค่ายกลครึ่งหนึ่งในตัวซูหาน ล้วนเป็นของที่แย่งชิงไปจากพวกเขา
นี่ไม่เท่ากับว่าพวกเขากำลังช่วยยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณทางอ้อมหรอกหรือ?
ชั่วพริบตา สีหน้าของซีเล่ยก็เขียวคล้ำยิ่งกว่าเดิม
"ศิษย์พี่ซีเล่ย ไม่รบกวนพวกท่านแล้ว"
ซูหานปรายตามองซีเล่ยอย่างดูแคลน ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับหลินชิงเหยา สิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่ ย่อมจงใจพูดให้ซีเล่ยได้ยิน
เพราะถ้าหากซีเล่ยไปเจอคนของยอดเขาร้อยหลอมหรือยอดเขากระบี่สวรรค์ จะต้องคาบข่าวไปบอกแน่
เมื่อถึงตอนนั้น ก็จะมีคนดาหน้ามาหาเรื่องเขามากขึ้น
แล้วธงค่ายกลจะไม่ไหลมาเทมาหรอกหรือ?
แถมยังจะได้ทรัพยากรติดไม้ติดมือมาอีกไม่น้อย
"บัดซบ"
"ไอ้สารเลว มันช่างกำแหงนัก"
ดวงตาของซีเล่ยแดงก่ำดุจโลหิต เสียงคำรามกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน แฝงไว้ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
ตลอดมา ยอดเขาร้อยหลอมและยอดเขากระบี่สวรรค์มักจะเห็นศิษย์ยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณเป็นของเล่น ไว้กลั่นแกล้งเพื่อความบันเทิง
ไม่เคยมีครั้งไหนที่เหตุการณ์จะกลับตาลปัตรเช่นนี้
การกระทำของซูหานในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการตอกตรึงยอดเขาร้อยหลอมไว้บนเสาประจานแห่งความอัปยศ
"ไม่ได้การ ต้องไปตามหาพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องในทำเนียบนภา มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่จะหยุดซูหานได้"
ซีเล่ยกัดฟันกรอด พูดด้วยน้ำเสียงอำมหิต
จากนั้นเขาก็หันไปมองกลุ่มคนที่บาดเจ็บสาหัสข้างกายด้วยสายตาเย็นชา ตวาดว่า
"พวกเศษสวะอย่างพวกเจ้ายืนบื้อทำอะไรอยู่ รีบลุกขึ้นไปตามหาศิษย์พี่ศิษย์น้องของยอดเขากระบี่สวรรค์และยอดเขาร้อยหลอมเดี๋ยวนี้"
"ศิษย์พี่ซีเล่ย พวกเราก็บาดเจ็บเหมือนกันนะขอรับ"
"บาดเจ็บ? ตราบใดที่ยังไม่ตาย ก็ลุกขึ้นขยับตัวซะ ไม่งั้นถ้าออกจากถ้ำกระบี่วิญญาณเมื่อไหร่ ข้าจะเล่นงานพวกเจ้าให้ตาย"
"พวกเจ้าอยากเห็นยอดเขาร้อยหลอมต้องตกเป็นที่โหล่อย่างนั้นรึ?"
"ถึงตอนนั้น ยอดเขาร้อยหลอมคงไม่มีทรัพยากรมาเลี้ยงดูพวกคนไร้ค่าหรอกนะ"
ดวงตาของซีเล่ยแดงฉานและเย็นยะเยือก
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเหล่าศิษย์ก็เปลี่ยนไปทันที หากเป็นอย่างที่ศิษย์พี่ซีเล่ยพูด ก็คงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
พวกเขากัดฟันแน่น ค่อยๆ พยุงร่างลุกขึ้น "พวกเราเข้าใจแล้ว"
หากยอดเขาร้อยหลอมไม่ได้รับทรัพยากรสนับสนุนอีกต่อไป
แล้วพวกเขาจะเอาอะไรมาพัฒนาฝีมือ
จะให้ไปนั่งตบยุงหรือไง?
แววตาของซีเล่ยฉายแววอำมหิตและชั่วร้ายยิ่งขึ้น
...
ซูหานและหลินชิงเหยาเดินทางลึกเข้าไปในถ้ำกระบี่วิญญาณ กวาดเก็บธงค่ายกลไปเรื่อยๆ ทว่าทุกครั้งที่พบธงค่ายกล ก็มักจะมีสัตว์อสูรปรากฏตัวขึ้นเสมอ
และในที่ที่มีสัตว์อสูร ก็ย่อมมีโอกาสวาสนาซ่อนอยู่
เรื่องนี้ทำให้ซูหานรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
"ศิษย์พี่หญิงชิงเหยา ท่านพอจะรู้ไหมว่าถ้ำกระบี่วิญญาณนี้กว้างใหญ่แค่ไหน?"
ซูหานหันไปถามหลินชิงเหยาด้วยความสงสัย
ถ้ำกระบี่วิญญาณแห่งนี้ดูเหมือนจะกว้างใหญ่ไพศาลมาก แม้ระหว่างทางที่ค้นหาธงค่ายกล พวกเขาจะได้พบเจอศิษย์จากยอดเขาอื่นอยู่บ้าง
แต่กลับยังไม่เจอกลุ่มของศิษย์พี่หญิงเย่ว์เอ๋อร์เลย
หลินชิงเหยาเผยอปากเล็กน้อย ตอบว่า
"เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่ถ้ำกระบี่วิญญาณถือเป็นพื้นที่ทดสอบที่ใหญ่ที่สุดของสำนักกระบี่วิญญาณ"
"ส่วนจะใหญ่แค่ไหนนั้น ไม่มีใครทราบแน่ชัด เพราะภายในยังมีพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรอีกจำนวนมาก ย่อมต้องไม่เล็กแน่นอน"
"อีกอย่าง..."
"ที่นี่เคยเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก ย่อมไม่มีทางเล็กแคบอยู่แล้ว"
"ที่ท่านพูดมาก็มีเหตุผล"
ซูหานยิ้ม
ทั้งสองยังคงออกค้นหาธงค่ายกลต่อไป
หนึ่งวันผ่านไป
จำนวนธงค่ายกลที่ได้มาพุ่งสูงถึงหนึ่งร้อยผืนแล้ว
"ไม่มีใครรู้ว่าในถ้ำกระบี่วิญญาณมีธงค่ายกลซ่อนอยู่ทั้งหมดกี่ผืน"
หลินชิงเหยาขมวดคิ้วครุ่นคิด
ซูหานฉีกยิ้มกว้าง
"เรื่องนั้นง่ายมากศิษย์พี่หญิง"
"ตราบใดที่เราแย่งชิงมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"
"นั่นไม่ใช่วิธีที่ง่ายที่สุดหรอกหรือ?"
"จริงด้วย"
หลินชิงเหยาหัวเราะ
...
"ศิษย์พี่เฟิงเหอ ตรงนี้มีธงค่ายกลตั้งสามสิบผืนแน่ะ! อยู่รวมกันเป็นกระจุกเลย"
"แถมยังสังหารสัตว์อสูรระดับขอบเขตหลุดพ้นขั้น 9 ไปได้อีกหลายตัว นี่มันลาภก้อนโตชัดๆ"
ทันใดนั้น เสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ดังมาจากที่ไกลๆ
ซูหานหรี่ตาลง
"ธงค่ายกลสามสิบผืน?"
"เสียงนี้คุ้นหูจังแฮะ..."
"นั่นหลิงหยุน"
สีหน้าของหลินชิงเหยาเปลี่ยนไป นางเอ่ยขึ้น
"แล้วเฟิงเหอคนนี้คือ?"
"อัจฉริยะระดับปีศาจของยอดเขากระบี่สวรรค์ ขอบเขตเป็นตายขั้น 1 สูงสุด เชี่ยวชาญวิถีกระบี่!"
หลินชิงเหยากล่าวเสียงเครียด
ซูหานหรี่ตาลงเล็กน้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อเฟิงเหอผู้นี้
"เราไปดูกันเถอะ อุตส่าห์เจอธงค่ายกลตั้งเยอะขนาดนั้น จะทำเป็นไม่ได้ยินก็คงไม่ได้!"
มุมปากของซูหานค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"ตกลง"
หลินชิงเหยาพยักหน้า แล้วทั้งสองก็มุ่งหน้าไปพร้อมกัน
ณ บริเวณหนึ่งในถ้ำกระบี่วิญญาณ ที่เต็มไปด้วยกองหินระเกะระกะ ธงค่ายกลสามสิบผืนปักอยู่บนพื้น หลิงหยุนมีสีหน้าปีติยินดีอย่างยิ่ง
ข้างกายเขามีชายหนุ่มร่างกำยำยืนอยู่
ชายหนุ่มผู้นั้นมีรัศมีเทพห่อหุ้มกาย ปราณกระบี่แผ่ซ่าน ดวงตาคู่คมกริบเปล่งประกาย
เฟิงเหอ อัจฉริยะระดับปีศาจแห่งยอดเขากระบี่สวรรค์
เฟิงเหอยิ้มอย่างพึงพอใจ
"ไม่เลวเลย"
ดวงตาของหลิงหยุนฉายแววเย็นยะเยือก
"ครั้งนี้ยอดเขากระบี่สวรรค์ของเราต้องได้ที่หนึ่งแน่นอน"
"พวกศิษย์ยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณที่คิดว่าแค่ช่วยเราหาธงค่ายกลไม่กี่ผืน แล้วจะได้ย้ายมาอยู่ยอดเขากระบี่สวรรค์ ช่างเพ้อเจ้อสิ้นดี"
"ยอดเขากระบี่สวรรค์จะรับขยะพรรค์นั้นไปทำไม"
เฟิงเหอยิ้มบางๆ แววตาคมกริบ
"รวมกับธงค่ายกลเหล่านี้ ตอนนี้เรามีทั้งหมดสี่สิบหกผืนแล้ว"
หลินหยุนตื่นเต้นดีใจอย่างที่สุด เขาจินตนาการเห็นภาพยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณถูกยุบ เห็นภาพซูหานสิ้นหวังและเสียใจที่กล้ามาตอแยเขา แค่คิดก็สะใจแล้ว
หวังว่าจะจบเรื่องเร็วๆ นี้เสียที
"ธงค่ายกลสี่สิบหกผืน? ส่งมาให้พวกเราดีกว่าไหม?"
เสียงราบเรียบแต่แฝงแววหยอกเย้าดังขึ้น
เฟิงเหอขมวดคิ้ว
ศิษย์ที่อยู่ข้างกายสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ใครกัน? ช่างกล้านัก บังอาจมาแย่งชิงธงค่ายกลของพวกเขา?
หลิงหยุนที่ได้ยินเสียงนี้ถึงกับโกรธจัด ตวาดลั่นด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
"สารเลวหน้าไหนกล้ามายุ่งกับธงค่ายกลของยอดเขากระบี่สวรรค์? ไสหัวออกมาตายซะ"
เขาหันขวับไปมอง ก็เห็นซูหานเดินลงมาอย่างช้าๆ เมื่อเห็นว่าเป็นซูหาน ดวงตาของหลิงหยุนก็ฉายแววอำมหิต แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
"นึกว่าใคร ที่แท้ก็เจ้าสวะนี่เอง!"
"เจ้ามาหาที่ตายหรือไง?"