- หน้าแรก
- ถอนพิษจอมนาง สู่วิถีผู้ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 97 แผนการของหลิงหยุน
ตอนที่ 97 แผนการของหลิงหยุน
ตอนที่ 97 แผนการของหลิงหยุน
ณ ตำหนักเจ้ายอดเขากระบี่สวรรค์
หลิงโฉวโกรธจนตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง
เพียงแค่สิ่งที่เหมือนมดปลวกตัวหนึ่ง กลับกล้าทำตัวสามหาวได้ถึงเพียงนี้
หากไม่มีอู่หลัวและฮั่วอันอยู่ด้วย เขาคงฉีกร่างเจ้าเดรัจฉานน้อยนั่นเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว
กู่หลิ่วเองก็มีสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจ
เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าซูหานจะทำได้ถึงขนาดนี้
“ท่านพ่อ ได้สิทธิ์มาหรือไม่ขอรับ?”
ในเวลานั้นเอง ภายในตำหนักเจ้ายอดเขากระบี่สวรรค์
ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งเดินเข้ามา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง นัยน์ตาทอประกายแสงเย็นเยียบที่ชวนให้ผู้คนหวาดหวั่น
“ข้าคิดว่าทางยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณคงไม่มีเหตุผลที่จะยึดครองสิทธิ์ทั้งหมดเหล่านั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว”
หลิงหยุน
บุตรชายของหลิงโฉว
ปีศาจอัจฉริยะแห่งสำนักกระบี่วิญญาณ
หลิงโฉวส่ายหน้า นัยน์ตาวูบไหวด้วยความอำมหิต
“ข้าไม่ได้สิทธิ์มา”
“อะไรนะ?”
หลิงหยุนตกตะลึง
“พวกเราคือยอดเขากระบี่สวรรค์เชียวนะ เหตุใดไปขอสิทธิ์สนามรบโบราณจากท่านเจ้าสำนักแค่สองที่นั่ง พวกเขาถึงไม่ให้?”
“ท่านเจ้าสำนักน่าจะตกลงไม่ใช่หรือ”
หลิงหยุนไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าสำนักถึงไม่เห็นด้วย
ยอดเขากระบี่สวรรค์คือยอดเขาที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักกระบี่วิญญาณ
ต่อให้ยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณปฏิเสธ ก็ควรจะต้องแบ่งให้พวกเขาอยู่ดี
กู่หลิ่วจนปัญญา จึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตำหนักเจ้าสำนักวันนี้ให้หลิงหยุนฟัง
เมื่อได้ฟังเรื่องราว สีหน้าของหลิงหยุนก็ดูไม่ได้ยิ่งกว่าอะไร
“เจ้าเด็กนั่นได้ที่หนึ่งในงานประลองวิถีโอสถ”
“หากเขาตกลงกับผู้อาวุโสใหญ่ไว้แล้ว ข้าคิดว่าสิ่งที่เขาพูดก็น่าจะเป็นความจริง”
“ต่อให้เราแย่งชิงมาได้ ก็คงใช้ไม่ได้อยู่ดี”
กู่หลิ่วกล่าวเสียงเรียบ
“เจ้าเด็กนั่นกล้าดีอย่างไรถึงทำเช่นนี้?”
“คุณชายอย่างข้าจะไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้”
หลิงหยุนกล่าวเสียงเย็น
หลิงโฉวกล่าวเรียบๆ ว่า
“เจ้าจะฆ่าเขานั้นง่ายดายนัก แต่ทางยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณต้องไม่ยอมแน่”
“มีทั้งอู่หลัวและเหล่าผู้อาวุโสอยู่ อีกทั้งหากเจ้าฆ่าปีศาจอัจฉริยะที่เพิ่งได้ที่หนึ่งจากงานประลองวิถีโอสถ”
“ไม่เพียงแต่จะล่วงเกินท่านเจ้าสำนัก แต่ยังเท่ากับล่วงเกินตำหนักโอสถทางอ้อมอีกด้วย”
“นั่นคือปีศาจแห่งวิถีโอสถเชียวนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหลิงหยุนก็ยิ่งมืดมน นัยน์ตาแดงฉานดุจโลหิต
“ข้าอาจจะไม่ลงมือเอง”
“แต่ให้คนอื่นลงมือได้”
“และหากเป็นการประลองฝีมือ ข้าคิดว่าท่านเจ้าสำนักคงไม่ว่าอะไร”
หลิงหยุนกล่าวเสียงเย็น
กู่หลิ่วและหลิงโฉวต่างหันมามองหลิงหยุนเป็นตาเดียว
“เจ้าจะทำอะไร?”
หลิงโฉวถาม
หลิงหยุนกล่าวอย่างเฉยชา
“ข้าลงมือเองไม่ได้ แต่ข้าจำได้ว่ามีบางคนที่มีความแค้นฝังลึกกับเจ้าเด็กนั่นมานานแล้ว”
“หากพวกเขาลงมือประลองกับซูหาน แล้วซูหานเกิดบาดเจ็บสาหัสขึ้นมา ข้าคิดว่าทั้งท่านเจ้าสำนักและตำหนักโอสถคงหาเรื่องตำหนิไม่ได้”
ดวงตาของหลิงโฉวเป็นประกาย
“ดังนั้นความหมายของเจ้าคือ...”
“หาคนไปท้าประลองกับซูหาน?”
“ขอรับ”
หลิงหยุนพยักหน้า
“อีกอย่าง เพลิงวิเศษที่เจ้าเด็กนั่นได้มามีค่าควรเมือง มดปลวกที่ไร้ฐานะภูมิหลังอย่างมัน การได้ครอบครองของสิ่งนี้ถือเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ”
“เราสามารถบีบให้มันส่งของออกมาได้เช่นกัน”
“หากมันฉลาดพอ มันจะไม่เป็นศัตรูกับเรา”
เขาหรี่ตาลง ประกายแสงเย็นเยียบพาดผ่านดวงตา
สีหน้าของหลิงโฉวเปลี่ยนไป ก่อนจะแสยะยิ้มเย็น
“หยุนเอ๋อร์ เรื่องนี้มอบให้เจ้าจัดการดีหรือไม่?”
“ได้ขอรับ ข้ารับรองว่าจะจัดการให้เรียบร้อย”
หลิงหยุนกล่าวอย่างมั่นใจ
นัยน์ตาของหลิงโฉวเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ เขากล่าวเสียงเย็นว่า
“สิทธิ์สนามรบโบราณมีความสำคัญมาก”
“เราต้องแย่งชิงมาให้ได้”
“ถึงแม้สนามรบโบราณจะเปิดเพียงสิบวัน แต่ภายในมิติสนามรบโบราณนั้นอุดมไปด้วยวาสนาที่ท้าทายสวรรค์มากมาย”
“ดังนั้นยิ่งได้มากก็ยิ่งดี”
นัยน์ตาของหลิงหยุนทอประกายเย็นเยียบ
ต้องเอามาให้ได้
ฟึ่บ
เขาหันหลังเดินจากไป
...
ซูหานกลับมาถึงยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณ เขานึกขึ้นได้ว่าในป้ายประจำตัวของเขายังมีแต้มผลงานเหลืออยู่สองแสนแต้ม
เขาเตรียมจะไปที่หอทรัพยากรเพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรบางอย่าง
แต้มผลงานพวกนี้เก็บไว้ก็เท่านั้น สู้เอามาใช้ซื้อทรัพยากรเลยดีกว่า
ตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขาอยู่ที่ระดับขอบเขตสรรพสิ่งขั้น 6
ต่อให้ทรัพยากรที่แลกมาด้วยแต้มสองแสนจะช่วยให้เขาเลื่อนระดับได้เพียงขั้นเดียว ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
“เจ้าคิดอะไรอยู่?”
อู่เย่ว์เอ๋อร์มองซูหานด้วยความสงสัย
ซูหานฉีกยิ้มกว้าง
“ข้าเตรียมจะไปหอทรัพยากรเพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรเสียหน่อย”
“จริงสิ ศิษย์พี่เย่ว์เอ๋อร์มีอะไรดีๆ แนะนำบ้างไหม?”
สีหน้าของอู่เย่ว์เอ๋อร์เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“ช่วงนี้มีทรัพยากรดีๆ เข้ามาบ้างเหมือนกัน ข้าก็ได้ยินท่านพ่อพูดถึง”
“‘น้ำนมธรณีวิญญาณและเลือดบริสุทธิ์แรดเกราะสงคราม แต่ของพวกนี้ต้องใช้แต้มผลงานราวๆ สามแสนแต้ม”
ซูหานชะงัก
เขามีแค่สองแสนแต้มผลงาน
ยังขาดอีกตั้งหนึ่งแสน
น้ำนมธรณีวิญญาณ สิ่งนี้เขาเคยได้ยินมาว่า เป็นของเหลววิญญาณที่เกิดจากการสะสมของชีพจรธรณีเป็นเวลานาน อัดแน่นไปด้วยเจตจำนงแห่งปฐพี
ส่วนเลือดบริสุทธิ์แรดเกราะสงคราม นั่นมาจากสัตว์อสูรที่น่ากลัวอย่างยิ่ง เป็นสัตว์อสูรระดับขอบเขตหลุดพ้น
มันมีเกราะที่แข็งแกร่งที่สุด เลือดบริสุทธิ์ของมันอุดมไปด้วยพลังที่สามารถเพิ่มความเหนียวของผิวหนังและพลังป้องกันได้
ซูหานหายใจถี่รัว
“ราคานี้ถือว่าสูงลิบลิ่ว ในสำนักมีน้อยคนนักที่จะซื้อไหว”
อู่เย่ว์เอ๋อร์ยิ้มขื่น
ซูหานนิ่งเงียบไป
จริงด้วย
แพงเกินไปแล้ว
จะไปหาแต้มผลงานมาจากไหน หากต้องค่อยๆ ทำภารกิจเก็บแต้ม คงไม่มีทางหาได้หนึ่งแสนแต้มในเวลาสั้นๆ แน่
“ซูหาน!”
ทันใดนั้น เสียงเย็นชาสายหนึ่งก็ดังสนั่นก้องกังวานมาจากตีนเขายอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณ
“หือ?”
ซูหานขมวดคิ้วมองไปทางต้นเสียง
เห็นเพียงร่างที่คุ้นตาผู้หนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นในสายตาของซูหาน
ซูหานหรี่ตาลง
เกาหู่
เขาก็มาด้วย
มุมปากของซูหานยกยิ้มเย็นชา แต่ไม่นานเขาก็คิดอะไรบางอย่างได้ นี่ไม่ใช่ว่าแต้มผลงานกำลังวิ่งมาหาหรอกหรือ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น สีหน้าของซูหานก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
“มีธุระ?”
เขาถามเกาหู่ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เกาหู่หรี่ตาลง นัยน์ตาทอประกายอำมหิต เขาไม่เคยฝันเลยว่าไอ้สวะนี่จะได้ที่หนึ่งในงานประลองของตำหนักโอสถ
แถมยังแย่งชิงสิทธิ์สามที่นั่งมาจากตำหนักหลิงเซียวได้อีก
เรื่องพรรค์นี้เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย
“ซูหาน ข้าขอท้าประลองกับเจ้า”
เกาหู่กล่าวเสียงเย็น
“ท้าประลองกับข้า?”
ซูหานเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
ใบหน้าสวยหวานของอู่เย่ว์เอ๋อร์ฉายแววเย็นชา กลิ่นอายพลังระเบิดออก กระแสลมปราณระดับขอบเขตหลุดพ้นอันน่าหวาดหวั่นม้วนตลบพุ่งเข้าใส่
แรงกดดันถาโถมใส่เกาหู่ จนสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที รูม่านตาหดเกร็ง
“เจ้า... เจ้าบรรลุขอบเขตหลุดพ้นแล้วรึ?”
อู่เย่ว์เอ๋อร์กล่าวเสียงเย็น
“ลองมาประมือกับข้าหน่อยเป็นไร”
สีหน้าของเกาหู่เคร่งเครียด มองอู่เย่ว์เอ๋อร์ด้วยความหวาดระแวง
ยัยนี่บรรลุขอบเขตหลุดพ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
เขาเข้าใจมาตลอดว่าฝีมือของนางแค่เหนือกว่าเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“อู่เย่ว์เอ๋อร์ วันนี้ข้าไม่ได้มาคิดบัญชีกับเจ้า ข้ามาหาซูหาน”
“และข้ามาในนามของพรรคเซียว”
เกาหู่กล่าว
ซูหานยิ้มกล่าวว่า
“ศิษย์พี่เย่ว์เอ๋อร์ เราลองฟังเขาแต่งเรื่อง... เอ้ย ฟังเขาพูดหน่อยเถอะ...”
เกาหู่ขบกรามแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เขากล่าวเสียงเย็นว่า
“เมื่อไม่นานมานี้ คนของพรรคเซียวข้าถูกฆ่าตาย แต่เรายังหาตัวคนร้ายไม่เจอ ข้าสงสัยว่าเป็นฝีมือเจ้า”
“แม้จะไม่มีหลักฐาน แต่ข้าไม่ต้องการหลักฐาน ข้าปักใจเชื่อว่าเป็นเจ้า”
ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยสีแดงฉาน
ซูหาน “...”
อู่เย่ว์เอ๋อร์ “...”
ศิษย์ยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณทุกคน “...”
พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
พูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปตามๆ กัน
“ดังนั้น...”
ซูหานเว้นจังหวะ ยิ้มอย่างมีเลศนัย
“เจ้าก็เลยจะมาท้าประลองกับข้า?”