เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 71 ข่มขู่ข้า? เจ้าคู่ควรด้วยรึ?

ตอนที่ 71 ข่มขู่ข้า? เจ้าคู่ควรด้วยรึ?

ตอนที่ 71 ข่มขู่ข้า? เจ้าคู่ควรด้วยรึ?


เสียงอัสนีคำรามกึกก้องเป็นระลอก ร่างกายของซูหานสั่นสะเทือน พลังบ้าคลั่งระเบิดออก กลิ่นอายอันทรงพลังเริ่มไหลเวียนไปทั่วบริเวณ

ซูหานจมดิ่งอยู่ภายในมิติของหม้อเทพโกลาหล คลื่นพลังอันบ้าคลั่งผันผวน ราวกับก่อให้เกิดท่วงทำนองแห่งการทำลายล้าง

หนึ่งวัน

สองวัน

ชั่วพริบตาเดียว

เวลาผ่านไปสิบวัน

ฉับพลัน กลิ่นอายของซูหานก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง ขุมพลังอันเกรียงไกรพุ่งทะลวงผ่านความว่างเปล่าราวกับคมกระบี่

ระดับพลังของซูหานก้าวเข้าสู่ขอบเขตทะลวงชีพจรขั้นสูงสุด แต่ทว่า การจะอาศัยสิ่งนี้เพื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตสรรพสิ่งนั้น ยังคงไม่เพียงพอ

"ทรัพยากรมากมายเพียงนี้ กลับยังมิอาจก้าวเข้าสู่ขอบเขตสรรพสิ่งได้หรอ?"

ซูหานขมวดคิ้วพึมพำกับตนเอง สีหน้าดูย่ำแย่เล็กน้อย

"ตัวข้าครอบครองกายาโกลาหล ซ้ำยังมีสายเลือดแห่งความโกลาหล เป็นสายเลือดระดับสูงสุด พรสวรรค์ไร้ผู้ต่อต้าน หากต้องการก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น ทรัพยากรธรรมดาย่อมมิอาจตอบสนองได้"

"ดูท่าข้าคงต้องใช้ทรัพยากรมากกว่านี้ มีเพียงทรัพยากรที่มากพอเท่านั้น ข้าจึงจะสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตสรรพสิ่งได้"

เขากล่าว

ความจริงเมื่อครู่เขาพยายามจะลองเสี่ยงทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสรรพสิ่งดูแล้ว

แต่สุดท้ายก็พบว่าแรงส่งนั้นยังขาดแคลน ช่วงแรกยังพอไปได้ แต่ช่วงหลังกลับแผ่วปลาย การจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตสรรพสิ่งจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างชัดเจน

โอสถวชิระสามสิบเม็ด เลือดบริสุทธิ์วานรมาร และทรัพยากรอื่นๆ อีกมากมาย หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น คงเพียงพอที่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตสรรพสิ่งไปแล้ว

แต่ทรัพยากรที่เขาต้องการนั้นมีมากกว่ามหาศาล

"ดูท่าข้าคงต้องออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ภายนอกเสียแล้ว"

ซูหานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

แม้สำนักกระบี่วิญญาณจะมีหอทรัพยากร แต่ทรัพยากรของสำนักกระบี่วิญญาณก็มิได้น่าสะพรึงกลัวเท่ากับทรัพยากรที่หาได้จากโลกภายนอก

ดังนั้นต่อให้ไปแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่หอทรัพยากร การจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตสรรพสิ่งในเวลาอันสั้นก็ย่อมเป็นไปไม่ได้

"มิทราบว่ายามนี้สวีเอ้าเทียนและหลิวรูเยียนมีระดับพลังถึงขั้นใดแล้ว?"

ดวงตาของซูหานทอประกายเย็นเยียบ น้ำเสียงที่กล่าวออกมานั้นหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ

ยังมีอันตรายจากตระกูลเฉาและตระกูลสวีอีก

ซูหานตระหนักดีว่า รอบกายของเขาในยามนี้รายล้อมไปด้วยอันตรายนานัปการ

จำเป็นต้องเร่งความเร็วในการแข็งแกร่งขึ้น

จากนั้นซูหานก็เดินออกมาจากภายในหม้อเทพโกลาหล

และออกจากที่พัก

"จะไปฝึกฝนที่ใดดีนะ?"

ซูหานขมวดคิ้ว พลางครุ่นคิดพึมพำ

ฟุ่บ

ทันใดนั้นเอง เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว

สวมชุดสีขาว

สีหน้าเรียบเฉย

ซูหานสะดุ้งตกใจ ทว่าเมื่อพิจารณาชายวัยกลางคนเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง เขาก็พบว่าอีกฝ่ายมีเค้าโครงหน้าตาคล้ายคลึงกับอู่เย่ว์เอ๋อร์ถึงหกเจ็ดส่วน เขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า

"ท่านผู้อาวุโส หรือท่านคือเจ้าของยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณ?"

"ถูกต้อง ข้าเอง"

"ข้าชื่ออู่หลัว เป็นบิดาของเย่ว์เอ๋อร์"

อู่หลัวกล่าวเรียบๆ

"คารวะท่านเจ้ายอดเขา"

เมื่อมองชายวัยกลางคนตรงหน้า ซูหานก็ประสานมือคารวะด้วยความเคารพ

เจ้าของยอดเขาผู้นี้มีระดับพลังลึกล้ำสุดหยั่งคาด หากมองไปทั่วดินแดนตงฮวง ย่อมต้องเป็นหนึ่งในยอดฝีมือระดับแนวหน้าอย่างแน่นอน

อู่หลัวยิ้มพลางพยักหน้า

"เจ้ากำลังมองหาสถานที่ฝึกฝนใช่หรือไม่?"

"ขอรับท่านเจ้ายอดเขา"

ฉับพลัน ดวงตาของซูหานก็เป็นประกาย เขาจมองอู่หลัวด้วยความคาดหวัง

"มิทราบว่าท่านเจ้ายอดเขามีคำชี้แนะอันใดหรือไม่?"

นี่คือเจ้าของยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณเชียวนะ ย่อมต้องมีสถานที่แนะนำเป็นแน่

อู่หลัวยิ้มกล่าว

"เช้าวันนี้ ที่เทือกเขาเทียนหมานทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจู่ๆ ก็เกิดนิมิตขึ้น คาดว่าน่าจะมีขุมทรัพย์ลับปรากฏ"

"พวกเย่ว์เอ๋อร์ออกเดินทางไปกันแต่เช้าแล้ว"

"ความจริงเย่ว์เอ๋อร์ตั้งใจจะชวนเจ้าไปด้วย แต่เห็นว่าเจ้าเพิ่งแลกเปลี่ยนทรัพยากรจากหอทรัพยากรมาเมื่อไม่นานนี้ คิดว่าคงกำลังเก็บตัวฝึกฝนอยู่"

"ข้าจึงไม่ให้พวกเย่ว์เอ๋อร์ไปรบกวนเจ้า"

ขุมทรัพย์ลับ!

ดวงตาของซูหานฉายแววตื่นตะลึง

ขุมทรัพย์ลับถือเป็นวาสนาของผู้ฝึกตน ในขุมทรัพย์ลับแต่ละแห่งอาจมีสมบัติวิเศษจากฟ้าดิน หรือมรดกตกทอดต่างๆ สรุปสั้นๆ คือล้วนเป็นวาสนาใหญ่หลวง เป็นโชคลาภมหาศาล

ในเมื่อมีขุมทรัพย์ลับปรากฏขึ้นที่เทือกเขาเทียนหมาน เช่นนั้นข้าก็จะมุ่งหน้าไปยังที่แห่งนั้น

ซูหานคิดในใจ

"ออกไปข้างนอกก็ระวังตัวหน่อย ภัยคุกคามที่จ้องเล่นงานเจ้ามีไม่น้อยเลย"

อู่หลัวเอ่ยเตือน แววตาฉายแววเคร่งขรึม

ซูหานเข้าใจถึงอันตรายที่อู่หลัวกล่าวถึง จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ข้าน้อยทราบแล้วขอรับ"

ต่อให้ไม่มีตำหนักหลิงเซียว หรือภัยคุกคามจากตระกูลสวี

ภายในสำนักกระบี่วิญญาณเองก็ยังมีภัยคุกคามจากพวกผู้อาวุโสอย่างเกาฉยง ซูหานรู้ซึ้งถึงสถานการณ์ของตนในยามนี้ดี

"เอาล่ะ ในเมื่อรู้แล้วก็ออกเดินทางเถอะ"

อู่หลัวกล่าว

"ขอรับ"

ซูหานพยักหน้า กล่าวจบเขาก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเทือกเขาเทียนหมานทันที เขารู้สึกคาดหวังกับขุมทรัพย์ลับแห่งเทือกเขาเทียนหมานไม่น้อย

พริบตาเดียวเขาก็หายไปจากครรลองสายตาของอู่หลัว

อู่หลัวมองแผ่นหลังของซูหานพลางพึมพำ

"ขอบเขตทะลวงชีพจรขั้นสูงสุด แต่กลิ่นอายนี้เกรงว่าแม้แต่ขอบเขตสรรพสิ่งขั้น 1 หรือขั้น 2 ก็ยังกดเขาไม่ลง"

"เผลอๆ อาจสูสีกับขอบเขตสรรพสิ่งขั้น 4 ด้วยซ้ำ"

"ธิดาศักดิ์สิทธิ์ช่างส่งปีศาจระดับสุดยอดมาให้ยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณของเราจริงๆ"

"การประลองสามยอดเขาในอีกสามเดือนข้างหน้าคงน่าสนใจพิลึก"

"..."

หนึ่งวันต่อมา

ตามทิศทางที่อู่หลัวบอก ไม่นานซูหานก็มาปรากฏตัวที่เทือกเขาเทียนหมาน นัยน์ตาสาดส่องประกายสีทอง มองดูเทือกเขาขนาดมหึมาที่ทอดตัวหมอบคลานอยู่บนพื้นดิน ราวกับสัตว์ยักษ์สวมเกราะที่ฟุบตัวอยู่บนพสุธา

ภายในเทือกเขาเทียนหมานมีสัตว์อสูรนานาชนิดอาศัยอยู่ และสัตว์อสูรเหล่านี้ก็แข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรในแดนลับเพลิงแดงเสียอีก

ซูหานหรี่ตาลง ร่างกายพลันเปลี่ยนเป็นลำแสงพุ่งทะยานเข้าสู่เทือกเขาเทียนหมาน

ทว่าเพิ่งจะมาถึงเทือกเขาเทียนหมาน ก็เจอกับคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาขวางทาง

"เจ้าหนู มาคนเดียวรึ?"

ชายชุดขาวผู้หนึ่งมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วเอ่ยถาม

ซูหานตีหน้าตาย

"ใช่"

"หากเจ้าจะเข้าเทือกเขาเทียนหมานเพียงลำพัง จำเป็นต้องมีแผนที่ที่พวกข้าเขียนขึ้น"

ชายชุดขาวหันไปมองคนข้างกาย ในมือของคนผู้นั้นประคองม้วนแผนที่อยู่ม้วนหนึ่ง แต่ไม่อาจมองเห็นเนื้อหาภายในได้

ซูหานถาม

"หมายความว่าอย่างไร?"

"เจ้าเองก็คงมาหาขุมทรัพย์ลับที่เทือกเขาเทียนหมานเหมือนกันสินะ ขอเพียงมีแผนที่ในมือพวกข้า การตามหาขุมทรัพย์ลับก็ง่ายดายดุจพยัคฆ์ติดปีก"

ชายชุดขาวแนะนำ

"ราคาเท่าไหร่?"

ซูหานถามเสียงเรียบ

ชายชุดขาวกล่าว

"ไม่แพง แค่หินวิญญาณระดับกลางสามหมื่นก้อน"

ซูหานได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเยาะ

"แผนที่ของพวกเจ้าเลี่ยมทองมาหรืออย่างไร แผนที่ใบเดียวขายตั้งสามหมื่นหินวิญญาณระดับกลาง ทำไมไม่ไปปล้นเลยเล่า?"

ชายชุดขาวส่ายหน้า

"ปล้นมันโจ่งแจ้งเกินไป เป็นที่สะดุดตาเกินไป ดังนั้นพวกเราจึงขายแผนที่แทน"

ซูหานถาม

"แล้วถ้าข้าไม่ซื้อเล่า?"

รอยยิ้มของชายชุดขาวยังคงราบเรียบ

"ไม่ซื้อก็ได้ เพียงแต่ข้าขอเตือนสักประโยค ว่าเจ้าอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน"

ซูหานยิ้มออกมา เจ้าหมอนี่เริ่มข่มขู่กันแล้ว

ชายที่ถือแผนที่ข้างกายแสยะยิ้มเย็นเยียบ คนด้านหลังอีกหลายคนต่างก็เผยสีหน้าหยอกล้อเหมือนเห็นเหยื่อ

ดวงตาของซูหานฉายแววอำมหิต เรียกกระบี่กลืนวิญญาณออกมาทันที

ชักกระบี่หลั่งโลหิต

ปราณกระบี่ขนาดหลายจ้วงพุ่งทะยานออกไปอย่างรุนแรง

"อะไรกัน?"

สีหน้าของชายชุดขาวเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดถึงขีดสุด เขาระเบิดหมัดทั้งสองข้างเข้าปะทะกับปราณกระบี่ของซูหาน

ฉัวะ! เลือดสาดกระเซ็น ชายชุดขาวกรีดร้องโหยหวน นัยน์ตาฉายแววเคียดแค้นสุดขีด

"เจ้า..."

เคร้ง! ซูหานแสยะยิ้มอำมหิต ปราณกระบี่พุ่งพล่าน กลายเป็นเส้นแสงเจาะทะลุหว่างคิ้วของชายชุดขาว

เสียงดังฉึก เลือดสีแดงสดสาดกระจาย

รูม่านตาของชายชุดขาวหดเกร็งเท่ารูเข็ม พลังชีวิตค่อยๆ ดับสูญไป ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ซูหานเอ่ยเสียงเย็น

"ข่มขู่ข้า? เจ้าคู่ควรด้วยรึ!"

จบบทที่ ตอนที่ 71 ข่มขู่ข้า? เจ้าคู่ควรด้วยรึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว