- หน้าแรก
- ถอนพิษจอมนาง สู่วิถีผู้ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 61 ขอโทษด้วย ข้าขอปฏิเสธ!
ตอนที่ 61 ขอโทษด้วย ข้าขอปฏิเสธ!
ตอนที่ 61 ขอโทษด้วย ข้าขอปฏิเสธ!
สีหน้าของเกาฉยงดูย่ำแย่ถึงขีดสุด เต็มไปด้วยความเดือดดาล วันนี้นับว่าเขาขายหน้าครั้งใหญ่ ซ้ำยังเป็นความอัปยศอดสูเสียยิ่งกว่าอะไรในฐานะผู้อาวุโสใหญ่ศิษย์สายนอก
ฝูงชนในที่นั้นต่างตกตะลึงพรึงเพริด ในที่สุดพวกเขาก็ได้รู้ความจริงแล้วว่า ผู้ที่ก้าวเข้าสู่ชั้นที่เก้าของหอทดสอบในวันนั้นหาใช่เกาเฟิงไม่ แต่เป็นซูหานต่างหาก
"ไป"
เกาฉยงเอ่ยเสียงเย็นด้วยใบหน้าถมึงทึง เตรียมจะพาเกาเฟิงจากไป
"ผู้อาวุโสใหญ่ ไฉนจึงรีบร้อนจะไปเร็วนัก อย่าลืมเดิมพันของพวกเราก่อนหน้านี้สิ"
"แล้วก็ยังมีผู้อาวุโสสามอีกคน"
หลี่เตี้ยนปรายตามองพวกเขาอย่างเย็นชา
"ดี หนี้บัญชีนี้ข้าจะจำไว้"
เกาฉยงมีท่าทีเคร่งขรึมอำมหิต เขาจัดการถ่ายโอนแต้มผลงานจำนวนสองแสนแต้มจากป้ายประจำตัวของตนให้กับพวกหลี่เตี้ยนทั้งสี่คนทันที
สองแสนแต้มผลงานนั่นคือจำนวนที่เขาต้องใช้เวลาเกือบสามปีในการสะสม
หายวับไปกับตาเช่นนี้
ช่างเจ็บปวดรวดร้าวใจยิ่งนัก
ในฐานะผู้อาวุโสใหญ่ เขาไม่อาจจะเบี้ยวหนี้ได้อยู่แล้ว
"ไอ้หนู ช่วงนี้สำนักไม่ค่อยปลอดภัย เวลาเดินเหินตอนกลางคืนก็ระวังตัวหน่อยเถอะ"
เมื่อกล่าวจบ เกาฉยงก็จ้องมองซูหานด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย ก่อนจะพาเกาเฟิงจากไป
สีหน้าของพวกหลี่เตี้ยนพลันขรึมลง
นี่คือการข่มขู่
สีหน้าของซูหานดูย่ำแย่ลงเช่นกัน ในดวงตาฉายแววสังหารวูบหนึ่ง แม้ผู้อาวุโสใหญ่จะเป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตสรรพสิ่งขั้นเจ็ด
แต่เขามีหม้อเทพโกลาหล การจะก้าวไปถึงระดับนั้น ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ดังนั้นเขาจึงไม่เกรงกลัว
ในขณะเดียวกัน
เขายังสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แผ่พุ่งมาจากด้านหลังลานประลอง เมื่อซูหานหันไปมอง ก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นั่น ดวงตาสีโลหิตคู่หนึ่งทอประกายอำมหิต เขาคือเกาหู่
ซูหานแสยะยิ้ม ดูเหมือนว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าสู่ศิษย์สายใน เขาก็ถูกหมายหัวเสียแล้ว
แต่ถ้าคิดจะเห็นเขาเป็นลูกพลับนิ่มล่ะก็ ผิดมหันต์แล้ว
"ผู้อาวุโสสาม ท่านจะไปไหนหรือ? ลืมเรื่องแต้มผลงานไปแล้วรึ?"
ทันใดนั้น
หลี่เตี้ยนก็มองไปทางผู้อาวุโสสามที่กำลังเตรียมตัวจะชิ่งหนีอยู่ไม่ไกลด้วยสายตาเย็นเยียบ อีกฝ่ายหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาประดุจกำลังร่อนแกลบ
"ข้า... ข้าแค่ล้อเล่นน่า"
ผู้อาวุโสสามกล่าวอย่างอัดอั้นตันใจ
"ในฐานะผู้อาวุโส จ่ายแต้มผลงานสองแสนแต้มไม่ได้เชียวหรือ? หรือจะต้องให้ข้าลงมือแย่งชิง?"
หลี่เตี้ยนกล่าวเสียงเย็น พลังฝีมือของเขาแข็งแกร่งกว่าผู้อาวุโสสาม
เมื่อได้ยินวาจานี้ ผู้อาวุโสสามก็กัดฟันกรอด เขารู้ดีว่าสองแสนแต้มผลงานนี้คงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
ทำไมเขาถึงได้ปากพล่อยหาเรื่องใส่ตัวขนาดนี้นะ ดันไปวางเดิมพันเพราะคิดว่าจะกอบโกยกำไรก้อนโตแท้ๆ
ผู้อาวุโสสี่และผู้อาวุโสห้าที่อยู่ข้างๆ ไม่มีใครเห็นใจเขาเลยสักคน
เมื่อครู่นี้ ผู้อาวุโสสามยังทำท่าทางสมน้ำหน้าพวกเขาอยู่หยกๆ คุยโวว่าตนเองกำลังจะได้สองแสนแต้มผลงาน
เป็นไงล่ะ พวกเจ้าสองคนตาไม่ถึง ไม่กล้าลงเดิมพัน ตอนนี้เป็นไง? เสียใจไหมล่ะ?
ผู้อาวุโสสี่และผู้อาวุโสห้าเสียใจจริงๆ พวกเขาเสียใจที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างหลี่เตี้ยน
หากทำเช่นนั้น ป่านนี้พวกเขาก็คงได้รับแต้มผลงานไม่น้อยเลยทีเดียว
ภายใต้สายตากดดันของกลุ่มหลี่เตี้ยน
ผู้อาวุโสสามขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่ยังยอมจ่ายแต้มผลงานแล้ว หากเขายังดื้อดึงปฏิเสธ เกรงว่าหลี่เตี้ยนคงไม่ยอมปล่อยเขาไปแน่
เขาจำใจต้องโอนแต้มผลงานออกไปด้วยความปวดใจ
ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ซูหานอย่างเคียดแค้น ก่อนจะเดินจากไป
ซูหานยกนิ้วถูจมูก รู้สึกระอาใจเล็กน้อย
ไม่ใช่ความผิดของเขาเสียหน่อย
ทำไมเจ้านั่นต้องมาเคียดแค้นเขาขนาดนี้?
ชัดเจนว่าเป็นพวกท่านที่วางเดิมพันกันเอง
เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย
"ขอบคุณผู้อาวุโสทุกท่านขอรับ"
ซูหานประสานมือคารวะหลี่เตี้ยนและคนอื่นๆ
หากไม่ได้ผู้อาวุโสเหล่านี้ออกหน้า
เกรงว่าผู้อาวุโสใหญ่คงจะลงมือกับเขาไปแล้ว แต่แน่นอนว่าในเมื่อซูหานกล้าทำลายเกาเฟิง เขาก็มีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นว่าจะไม่ถูกผู้อาวุโสใหญ่เล่นงานทีเผลอ
ผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโสรองนั้นไม่ถูกกันอยู่แล้ว และการที่เขาจัดการเกาเฟิงก็เป็นไปตามกฎกติกา ดังนั้นฝ่ายผู้อาวุโสรองจะต้องขัดขวางอีกฝ่ายอย่างแน่นอน
หลี่เตี้ยนหัวเราะร่า
"เจ้าหนู เจ้ามันปีศาจอัจฉริยะจริงๆ ข้าถูกใจเจ้านัก"
"ขอบคุณผู้อาวุโสรอง"
ซูหานกล่าวอย่างนอบน้อม
"การประลองศิษย์สายนอกครั้งนี้ ผู้ที่ยืนหนึ่งเหนือใครก็คือ ซูหาน"
เสียงราบเรียบประกาศก้อง
"นี่คือรางวัลสำหรับอันดับหนึ่งของเจ้า"
กล่าวจบ หลี่เตี้ยนก็ยื่นแหวนมิติวงหนึ่งให้ ซูหานมีสีหน้ายินดีปรีดาเมื่อมองดูทรัพยากรภายในแหวนมิติ
มีเลือดมังกรวารีผสม หินวิญญาณระดับกลางอีกหนึ่งแสนก้อน และยังมีโอสถวิญญาณกระบี่อีกหนึ่งขวด
รวมถึงแต้มผลงานอีกสองหมื่นแต้ม
ทว่า...
เมื่อซูหานตรวจสอบป้ายประจำตัว กลับพบว่ามีแต้มผลงานอยู่ถึงสองแสนสองหมื่นแต้ม
"ผู้อาวุโสรอง นี่คือ?"
ซูหานเงยหน้ามองผู้อาวุโสรองและเอ่ยถามด้วยความตกใจ
หลี่เตี้ยนยิ้มและกล่าวว่า
"เมื่อครู่พวกข้าใช้เจ้าเป็นเครื่องมือในการเดิมพัน ในเมื่อชนะแล้ว จะให้พวกข้าเสวยสุขกันเองก็กระไรอยู่ พวกข้าปรึกษากันแล้วว่าจะแบ่งแต้มผลงานออกมาคนละห้าหมื่นแต้มมอบให้เจ้า"
"แต่ว่า..."
"ตกลงตามนี้"
หลี่เตี้ยนตัดบทซูหานทันที
ซูหาน
"..."
ภายในใจของเขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
ในสำนักก็ยังมีคนดีๆ อยู่บ้าง
"ผู้ที่ผ่านเข้ารอบให้ขึ้นมาบนลานประลอง เนื่องจากอันดับสอง เกาเฟิง จุดตันเถียนแตกสลาย ไม่สามารถเข้าสู่ศิษย์สายในได้ ดังนั้นอันดับที่สิบเอ็ด เฉินหนาน จึงได้รับสิทธิ์เลื่อนขึ้นมาแทนที่ เข้าสู่สิบอันดับแรก"
ชายหนุ่มชุดดำผู้หนึ่งในสนาม เมื่อได้ยินคำประกาศของหลี่เตี้ยน ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นรีบวิ่งออกมาทันที
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะโชคดีส้มหล่นได้ประโยชน์เช่นนี้
หลี่เตี้ยนพยักหน้าให้พวกเกาหู่เล็กน้อย ก่อนจะถอยฉากออกไป
สีหน้าของเกาหู่ดูย่ำแย่เป็นที่สุด จ้องมองซูหานด้วยใบหน้าเปี่ยมจิตสังหาร
หลินชิงเหยายืนอยู่ข้างกายซูหาน นางกล่าวว่า
"เมื่อครู่เจ้าทำเกาเฟิงพิการ เกาหู่ผู้นี้จะต้องหาเรื่องเจ้าแน่"
ซูหานยักไหล่อย่างจนใจ
"ก็แล้วแต่เขา"
หลินชิงเหยายิ้มออกมา
"อีกอย่างนะ"
"ชัดเจนว่าเป็นเจ้าที่ขึ้นไปถึงชั้นเก้าของหอทดสอบ ทำไมเจ้าไม่บอกข้าล่ะ?"
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อเล็กน้อย
ซูหานชะงักไปครู่หนึ่ง
"ท่านไม่ได้ถามนี่"
หลินชิงเหยา
"..."
"ซูหาน เจ้าเต็มใจจะเข้าร่วมยอดเขากระบี่สวรรค์ของข้าหรือไม่"
ในขณะนั้นเอง เสียงราบเรียบก็ดังขึ้น ผู้ที่เอ่ยปากคือเกาหู่
"เจ้ามีพรสวรรค์วิถีกระบี่เช่นนี้ การเข้าร่วมยอดเขากระบี่สวรรค์จึงจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องของเจ้า"
ผู้คนในที่นั้นต่างไม่อยากจะเชื่อ
คิดไม่ถึงว่าพี่ชายของเกาเฟิงอย่างเกาหู่ จะมาชวนซูหานเข้ายอดเขากระบี่สวรรค์
ทุกคนต่างตกตะลึง
"แต่ทว่า... ข้าต้องการให้เจ้าคุกเข่าลง แล้วอ้อนวอนข้า!"
เกาหู่กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและโอหัง
สีหน้าของทุกคนในที่นั้นเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ว่าแล้วเชียว ต้องมีจุดหักมุม
คุกเข่าอ้อนวอนเกาหู่?
สีหน้าของพวกหลี่เตี้ยนดูไม่สู้ดีนัก เกาหู่ทำเช่นนี้ชัดเจนว่าเป็นรังแกกัน
ซูหานปรายตามองเกาหู่อย่างเรียบเฉย แล้วแสยะยิ้มกล่าวว่า
"คุกเข่าขอร้องเจ้า?"
"เจ้าคิดว่าข้าจะเข้าร่วมยอดเขากระบี่สวรรค์งั้นรึ?"
"ใช้สมองของเจ้าคิดดูหน่อย ข้าเพิ่งทำน้องเจ้าพิการ แล้วข้าจะไปยอดเขากระบี่สวรรค์เพื่อหาเรื่องเจ็บตัวหรือไง"
เขาไม่มีทางเลือกเข้าร่วมยอดเขากระบี่สวรรค์อยู่แล้ว ซูหานไม่ได้โง่เขลาขนาดนั้น ถึงแม้จะรู้ว่ายอดเขากระบี่สวรรค์มีทรัพยากรมากมายก็ตาม
แต่ด้วยความแค้นระหว่างเขากับเกาหู่ อีกฝ่ายจะต้องหาทางเล่นงานเขาสารพัดแน่ สู้ไปยอดเขาอื่นยังจะดีเสียกว่า
"อะไรนะ? เจ้า!"
สีหน้าของเกาหู่ยิ่งดูอัปลักษณ์ลงไปอีก รู้สึกเหมือนถูกหยามหน้าอย่างแรง
ยอดเขากระบี่สวรรค์แห่งสำนักกระบี่วิญญาณคือยอดเขาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับการบำเพ็ญเพียร พลังปราณหนาแน่น ทรัพยากรมากที่สุด เขาหลงนึกว่าเมื่อพูดเช่นนั้น ซูหานจะต้องยอมคุกเข่าอ้อนวอนเขาแน่ๆ
แล้วเมื่อถึงตอนนั้น เขาค่อยปฏิเสธมัน ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่าซูหานจะไม่คิดเข้าร่วมยอดเขากระบี่สวรรค์ตั้งแต่แรก
ดูเหมือนว่าเขาจะคิดเองเออเองไปคนเดียว
จิตสังหารในดวงตาของเกาหู่ปะทุออกมาประหนึ่งจะฉีกกระชากทุกสิ่ง
อู่เย่ว์เอ๋อร์ยิ้มออกมา
ซูหานผู้นี้นับวันยิ่งน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ
"ซูหาน ในเมื่อเจ้าไม่เข้ายอดเขากระบี่สวรรค์ ก็จงมาเข้าร่วมยอดเขาร้อยหลอมของพวกเราเถอะ ยอดเขาร้อยหลอมของข้าเป็นถึงยอดเขาอันดับสองของสำนักกระบี่วิญญาณ"
เวลานั้นอวี๋ม่อก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความถือดี
"เจ้าเข้าร่วมยอดเขาร้อยหลอมของข้า จึงจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง"
"แต่การจะเข้ายอดเขาร้อยหลอม ข้าหวังว่าเจ้าจะทำตัวให้ว่านอนสอนง่ายหน่อย ไม่ใช่ว่าใครจะมีคุณสมบัติเข้ายอดเขาร้อยหลอมของข้าได้หรอกนะ"
"ต่อให้เป็นอันดับหนึ่งของการประลองศิษย์สายนอก พอไปอยู่ในยอดเขาร้อยหลอม ก็ไม่ได้มีค่าสลักสำคัญอะไร"
เขามองซูหานด้วยท่าทีวางก้าม วาจาที่กล่าวนั้นราวกับกำลังให้ทานแก่ซูหาน
อวี๋ม่อไม่ต้องการรับเด็กใหม่ที่หัวแข็ง ดังนั้นจึงเตรียมจะกดหัวอีกฝ่ายไว้ก่อนตั้งแต่อยู่ตรงนี้ เพื่อที่ว่าวันหน้าหากจะใช้ให้ทำอะไรจะได้ว่านอนสอนง่าย เขาไม่อยากเลือกเด็กใหม่ที่ไม่เชื่อง
ซูหานปรายตามองอวี๋ม่ออย่างเรียบเฉย
"ขอโทษด้วย ข้าขอปฏิเสธการเข้ายอดเขาร้อยหลอม!"