- หน้าแรก
- ถอนพิษจอมนาง สู่วิถีผู้ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 1 องค์จักรพรรดินี... ท่านช่วยอ่อนโยนหน่อยเถิด
ตอนที่ 1 องค์จักรพรรดินี... ท่านช่วยอ่อนโยนหน่อยเถิด
ตอนที่ 1 องค์จักรพรรดินี... ท่านช่วยอ่อนโยนหน่อยเถิด
"องค์จักรพรรดินี ข้าเป็นเพียงขยะที่ถูกช่วงชิงสายเลือดไปแล้ว ข้าไม่มีประโยชน์อันใดให้ใช้สอยได้อีกจริงๆ ขอรับ"
"ได้โปรด... ปล่อยข้าไปเถอะ..."
ภายในมิติอันลึกลับ ซูหานใบหน้าซีดเผือด จ้องมองสตรีชุดขาวเบื้องหน้าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างไม่อาจระงับ
จักรพรรดินีชิงเย่ว์มีรูปโฉมงดงามล่มเมือง กลิ่นอายสูงส่งจนมิอาจล่วงเกิน นางใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนร่างของซูหาน สีหน้าเย่อหยิ่งทระนง ทว่าผิวพรรณกลับปรากฏรอยแดงระเรื่อผิดธรรมชาติ ลมหายใจหอบกระชั้น
"ปล่อยเจ้าไป?"
นางแค่นเสียงเย็น ทว่าน้ำเสียงกลับเจือความสั่นไหวที่ยากจะสังเกตเห็น
"ยามนี้ข้ามิอาจสะกดข่มพิษร้ายในกายได้อีกต่อไป หากปล่อยเจ้าไป แล้วข้าจะทำเช่นไร?"
"ตอนนี้ เจ้าต้องร่วมซวงซิวกับข้า"
(การบำเพ็ญเพียรคู่ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ใช้ sex ในการฝึกพลังตบะ)
แววตาของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ทว่าถ้อยคำกลับไม่มั่นคงอีกต่อไป
"ซวงซิว? เป็นไปไม่ได้!"
ซูหานปฏิเสธทันควัน สัญญาณเตือนภัยในใจดังลั่น ยอดฝีมือระดับนี้มาหาเขาเพื่อซวงซิวในเวลานี้ จะเป็นอะไรไปได้นอกจากเห็นเขาเป็นเตาหลอมมนุษย์? เขาเสียสิ้นสายเลือดไปแล้ว หากถูกสูบพลังอีก เกรงว่าแม้แต่ชีวิตก็น่าจะไม่รอด!
"เรื่องนี้หาใช่สิ่งที่เจ้าจะเลือกได้!"
พิษร้ายในกายของจักรพรรดินีชิงเย่ว์ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจนไม่อาจยับยั้ง เสื้อคลุมสีขาวบนหัวไหล่ค่อยๆ เลื่อนหลุดลงมา
"องค์จักรพรรดินี! ท่านเอาจริงหรือนี่!!"
ซูหานตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ยังไม่ทันพูดจบ ริมฝีปากนุ่มนิ่มก็ประกบลงมาปิดกั้นการดิ้นรนทั้งหมด
"อื้อ..."
หนึ่งวันผ่านไป
ซูหานใบหน้าเต็มไปด้วยความอิดโรย
"องค์จักรพรรดินี นี่ก็รอบที่ยี่สิบแล้ว... ยัง... ยังไม่พักอีกหรือขอรับ?"
"หึ"
จักรพรรดินีชิงเย่ว์อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็น
"หุบปาก! เพิ่งจะยี่สิบครั้งเองนะ? ต่อเดี๋ยวนี้ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น!!"
ซูหานเบิกตากว้าง
เพิ่งจะยี่สิบครั้ง?
สตรีนางนี้คือปีศาจที่ถูกส่งมาทรมานเขาใช่หรือไม่?
"อ๊าก ข้ายังเป็นแค่เด็กนะขอรับ องค์จักรพรรดินี ได้โปรดพอเถอะ!"
"..."
หลายวันต่อมา
ซูหานค่อยๆ ฟื้นคืนสติ
"ตื่นแล้วรึ? ก็ไม่เลว พลังฝีมือไม่เท่าไหร่ แต่เวลาทำเรื่องพรรค์นั้น กลับทำได้ไม่อิดออด"
เสียงของจักรพรรดินีชิงเย่ว์ลอยมา
"องค์จักรพรรดินี"
ซูหานก้มมองรอยขีดข่วนที่ไขว้ไปมาทั่วร่างของตน แล้วเอ่ยเสียงสั่น
"ข้าไปได้หรือยังขอรับ?"
หากต้องซวงซิวกันต่อไปแบบนี้ เขาต้องถูกหลอมจนกลายเป็นศพแห้งกรังแน่ๆ ดีไม่ดี... แม้แต่วิญญาณคงถูกรีดเค้นจนหลุดออกมาทั้งสามดวงจิตเจ็ดวิญญาณ
"อยากจะไปขนาดนั้นเชียว? เจ้าไม่อยากแก้แค้นแล้วรึ?"
จักรพรรดินีชิงเย่ว์ปรายตามองซูหานพลางเอ่ยเรียบๆ
"แก้... แก้แค้น?!"
ซูหานมองไปที่จักรพรรดินีชิงเย่ว์ ร่างกายสั่นสะท้าน แววตาเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังท่วมท้น
เดิมทีเขาเป็นบุตรบุญธรรมของตระกูลซู ซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองชางหลาน ปลุกสายเลือดหมาป่าเพลิงครามพิโรธระดับ 4 ขั้นต้นได้สำเร็จ อายุเพียงสิบห้าปีก็ทะลวงชีพจร ผ่านระดับขัดเกลากายา ก้าวเข้าสู่ขอบเขตชักนำปราณ
แต่คาดไม่ถึงว่า คู่หมั้นอย่างหลิวรูเยียนที่ทำตัวประหนึ่งดอกบัวขาวต่อหน้าเขามาตลอด ลับหลังกลับปีนขึ้นเตียงของสวีเอ้าเทียน นายน้อยจวนเจ้าเมืองไปนานแล้ว
ไม่นานมานี้ขณะออกไปทำภารกิจ เขาถูกคนของทั้งสองตระกูลลอบโจมตีจนจุดตันเถียนแตกสลาย และไม่รู้ว่าสวีเอ้าเทียนไปสรรหาวิชามารชั่วร้ายมาจากที่ใด จึงสามารถหลอมรวมสายเลือดสองชนิดเข้าด้วยกันได้
มันช่วงชิงสายเลือดของเขาไป ทำให้เขากลายเป็นขยะที่ผู้คนทั่วเมืองชางหลานต่างรู้กันทั่ว
เดิมทีคิดว่าคงต้องใช้ชีวิตที่เหลือไปเช่นนี้ แต่เมื่อไม่นานมานี้ จักรพรรดินีชิงเย่ว์ได้แหวกมิติเข้ามา และดึงเขาเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้
จากนั้นก็ถูก... ขืนใจ
"แต่ตอนนี้จุดตันเถียนของข้าแตกสลาย สายเลือดหมาป่าเพลิงครามพิโรธก็ถูกชิงไป ต่อให้อยากแก้แค้น ก็ไม่มีคุณสมบัติใดๆ แล้ว"
ซูหานเอ่ยด้วยสีหน้าย่ำแย่
ในโลกแห่งวรยุทธ์ สายเลือดคือราชัน
ผู้ครอบครองสายเลือดเท่านั้นจึงจะก้าวไปได้ไกล ระดับของสายเลือดแบ่งออกเป็นหนึ่งถึงเก้า แต่ละระดับยังแบ่งเป็นขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูง
เขามีสายเลือดหมาป่าเพลิงครามพิโรธ ซึ่งเป็นสายเลือดระดับ 4 ขั้นต้น แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นชุดวิวาห์ให้ผู้อื่นสวมใส่
"สายเลือดระดับ 4? ถึงกับเห็นสายเลือดพรรค์นั้นเป็นของวิเศษเชียวรึ"
จักรพรรดินีชิงเย่ว์เอ่ยอย่างดูแคลน
"นี่..."
ซูหานคิดไม่ถึงว่าตนเองถูกทำลายวรยุทธ์ไปแล้ว ยังต้องมาเจอคำพูดทิ่มแทงใจดำเช่นนี้อีก
จักรพรรดินีชิงเย่ว์เอ่ยเสียงเย็น
"เจ้าคือผู้มีกายาโกลาหลภายในกายไว้ด้วย สายเลือดแห่งความโกลาหล ไอ้สายเลือดหมาป่าเพลิงครามพิโรธเล็กจ้อยนั่นก็เป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น"
"สายเลือดที่แท้จริงของเจ้ายังไม่ตื่นขึ้นเลยด้วยซ้ำ"
"เจ้ารู้หรือไม่ว่ามิติที่เราอยู่ตอนนี้คือที่ไหน?"
ซูหานส่ายหน้า
"ไม่ทราบขอรับ"
จักรพรรดินีชิงเย่ว์เอ่ยเสียงเรียบ
"พื้นที่แห่งนี้ เรียกว่ามิติโกลาหลอยู่ภายในหม้อเทพโกลาหลเป็นสมบัติล้ำค่าที่เปิ่นตี้ค้นพบในโบราณสถานยุคบรรพกาล"
(เปิ่นตี้คำเขียนแทนตัวเอง ของจักรพรรดินี)
"ภายในมิติโกลาหลนี้ กระแสเวลาแตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง"
"โลกภายนอกหนึ่งวัน"
"ที่นี่คือหนึ่งร้อยวัน!"
"และเพราะหม้อเทพโกลาหลใบนี้ ทำให้เปิ่นตี้ถูกริษยา จนพลาดท่าถูกลอบทำร้ายและโดนพิษราคะฉีหลัวหากไม่ร่วมหลับนอนกับบุรุษเพศ จิตวิญญาณจะแตกสลาย ดับสูญทั้งกายและใจ"
ในที่สุดซูหานก็เข้าใจ ว่าเหตุใดยอดฝีมือที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้ถึงต้องมาซวงซิวกับเขา
"และเปิ่นตี้ค้นพบว่าหม้อเทพโกลาหลใบนี้ จะยอมรับผู้เป็นนายที่มีกายาโกลาหลเท่านั้น..."
วูบ
"ภายในหม้อเทพโกลาหลมีแก่นแท้แห่งความโกลาหลผนึกอยู่หนึ่งสาย หากเจ้าสามารถดูดซับแก่นแท้นี้ได้ มันจะปลุกสายเลือดที่แท้จริงของเจ้า... สายเลือดแห่งความโกลาหล"
จักรพรรดินีชิงเย่ว์ยกมือเรียวงามขึ้น ปลายนิ้วมีแสงจางๆ ไหลเวียน ปราณโกลาหลสายหนึ่งขดตัวราวกับงูวิเศษ ลอยมาอยู่เบื้องหน้าซูหานอย่างช้าๆ
กลิ่นอายนั้นลึกล้ำประดุจห้วงเหว แผ่แรงกดดันที่ชวนให้อึดอัดหายใจไม่ออก ราวกับบรรจุพลังดั้งเดิมแห่งการเบิกฟ้าผ่าปฐพีเอาไว้
"หากหลอมรวมแก่นแท้แห่งความโกลาหลสายนี้ มันจะกระตุ้นสายเลือดของเจ้าขึ้นมาใหม่ ทำให้ร่างกายเกิดการผลัดเปลี่ยน"
"แต่กระบวนการนี้อันตรายสาหัส ความเจ็บปวดมิใชสิ่งที่มนุษย์จะทานทนได้ หากผิดพลาดเพียงนิด สายเลือดจะระเบิด วิญญาณแตกซ่าน ดับสูญทั้งกายใจ แม้แต่เปิ่นตี้ก็ไม่อาจช่วยชีวิตเจ้าได้"
"เจ้าคิดให้ดี แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะหลอมรวมหรือไม่"
ซูหานร่างกายสั่นสะท้าน
"คิดดีแล้วขอรับ ข้าจะหลอมรวม!"
ซูหานตอบโดยไม่ลังเล แววตาฉายประกายเย็นเยียบ
ขอเพียงฟื้นฟูวรยุทธ์กลับมาได้ ต่อให้เป็นโอกาสเพียงริบหรี่ เขาก็จะไม่ยอมแพ้
มีเพียงต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จึงจะแก้แค้นได้!
จักรพรรดินีชิงเย่ว์เห็นแววตาอาฆาตของซูหานก็นางพยักหน้า ปลายนิ้วชี้ออกไป ทันใดนั้นแก่นแท้แห่งความโกลาหลก็พุ่งเข้าไปในหว่างคิ้วของซูหาน
ฉี่ ฉี่ ฉี่
ซูหานตัวสั่นเทิ้ม ความเจ็บปวดรุนแรงจนใบหน้าบิดเบี้ยว เขาและสึกราวกับเลือดเนื้อถูกมีดเฉือนเป็นชิ้นๆ จนแทบคลุ้มคลั่ง
ดวงตาของเขาลุกเป็นไฟ นิ้วมือที่กำแน่นจนข้อขาวซีด
กระดูกเริ่มสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง แตกตัว และระเบิดออก กลายเป็นไฟแห่งความโกลาหลอันไร้ที่สิ้นสุด ราวกับจะเผาผลาญเขาให้มอดไหม้
ต้องทนให้ได้
ซูหานกัดฟันกรอด
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม
ความเจ็บปวดของซูหานค่อยๆ จางหายไป สิ่งที่ตามมาคือการระเบิดของระดับพลัง ฟื้นฟูกลับมาสู่ระดับขอบเขตขัดเกลากายาขั้น 9 สูงสุดในทันที
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปิติยินดี สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่เปี่ยมล้นในกาย
จุดตันเถียนฟื้นฟูแล้ว มิหนำซ้ำสายเลือดในกายยังเปล่งประกายสีทองระยิบระยับและค่อยๆ เบ่งบานออกมา
"สายเลือดแห่งความโกลาหล?"
ซูหานตื่นเต้นและดีใจจนปิดไม่มิด
และ...
ตอนนี้เขาถึงขั้นรู้สึกได้ว่า ด้วยพลังระดับขัดเกลากายาขั้น 9 สูงสุดในยามนี้ สามารถบดขยี้ตัวเขาในอดีตตอนที่มีระดับชักนำปราณขั้น 2 ได้เลยด้วยซ้ำ
พละกำลังและร่างกายคนละชั้นกันอย่างสิ้นเชิง
วิถีแห่งวรยุทธ์ในดินแดนนี้รุ่งเรืองยิ่งนัก ระดับพลังที่เขารู้จักแบ่งออกเป็น ขอบเขตขัดเกลากายา, ขอบเขตชักนำปราณ, ขอบเขตทะเลปราณ, ขอบเขตทะลวงชีพจร, ขอบเขตสรรพสิ่ง, ขอบเขตหลุดพ้น, ขอบเขตเป็นตาย, ขอบเขตเทวะ... แต่ละขอบเขตแบ่งย่อยเป็นเก้าขั้น
หากไม่ได้พบจักรพรรดินีชิงเย่ว์ ซูหานคงไม่มีวันรู้ว่าตนเองมีกายาโกลาหล และครอบครองสายเลือดแห่งความโกลาหลอยู่
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน
สายเลือดในกายตอนนี้ แข็งแกร่งกว่าสายเลือดหมาป่าเพลิงครามพิโรธในอดีตอย่างเทียบไม่ติด
ซูหานพยักหน้า เข้าใจสถานการณ์ดี จึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"องค์จักรพรรดินี สายเลือดแห่งความโกลาหลนี้ อยู่ในระดับไหนหรือขอรับ?"
"เป็นเลือดชั้นสูงที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ฟ้าดินเพิ่งแยกตัว สรรพสิ่งยังมิได้แบ่งแยก ตอนนี้ร่างกายเจ้าอ่อนแอเกินไป สายเลือดแห่งความโกลาหลจึงถูกกระตุ้นขึ้นมาเพียงเบื้องต้นเท่านั้น"
"ในอนาคต มีเพียงต้องกลืนกินแก่นแท้แห่งความโกลาหล และกลืนกินสายเลือดชั้นสูงในใต้หล้าอย่างต่อเนื่อง จึงจะทำให้สายเลือดนี้วิวัฒนาการไปทีละขั้น ส่วนสายเลือดแห่งความโกลาหลจะพัฒนาไปถึงระดับใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง"
หัวใจของซูหานเต้นรัว สายเลือดแห่งความโกลาหลนี้ ท้าทายสวรรค์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
"สวีเอ้าเทียน หลิวรูเยียน พวกเจ้าแย่งชิงสายเลือดระดับ 4 ขั้นต้นของข้าไป แต่คงนึกไม่ถึงสินะว่าข้าได้ปลุกสายเลือดที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า ฮ่าๆๆๆ"
"วางใจเถอะ รอข้าก่อน ข้าจะไปทุบพวกเจ้าให้เละด้วยมือของข้าเอง"
ซูหานคำรามลั่นฟ้า นัยน์ตาฉายแววสังหารรุนแรง
เขาได้สาบานไว้แล้ว หนี้แค้นนี้หากไม่ชำระขอสาบานไม่เป็นคน บัดนี้เขามีโอกาสแล้ว
"ตอนนี้ร่างกายรู้สึกอย่างไรบ้าง?"
จักรพรรดินีชิงเย่ว์เผยอปากอิ่มเอิบ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ใส่ใจ
ซูหานตอบกลับ
"ยอดเยี่ยมมากขอรับ"
สิ้นเสียง หัวใจเขาก็พลันกระตุกวูบ
เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นจักรพรรดินีชิงเย่ว์ใช้สายตาร้อนแรง จ้องมองเขาเขม็งราวกับหมาป่าหิวโซจ้องมองเหยื่อ นัยน์ตาหงส์คู่นั้นลุกโชนไปด้วยไฟราคะ
หน้าของเขาซีดเผือดลงทันที ในใจร้องโอดครวญ แย่แล้ว พูดผิดไปแล้ว
จักรพรรดินีชิงเย่ว์ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
"พิษในกายของเปิ่นตี้ยังกำจัดไม่หมด ต่อจากนี้... ได้เวลาที่เจ้ากับข้าต้องมารักษาตัวกันต่อแล้ว"
ขาดคำ ร่างของนางก็พุ่งเข้ามาประดุจหมาป่าตะครุบเหยื่อ
"อ๊าก!"
"องค์จักรพรรดินี เบามือหน่อย... ได้โปรด อ่อนโยนกับข้าหน่อยเถิดขอรับ"
…