- หน้าแรก
- จ้าวแห่งยุทธภพเริ่มต้นด้วยการเป็นประมุขมาร
- บทที่ 89 มู่จื่ออี
บทที่ 89 มู่จื่ออี
บทที่ 89 มู่จื่ออี
บทที่ 89 มู่จื่ออี
ผู้ที่ปรากฏต่อหน้าชูซิ่วคือสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามล่มเมือง ทว่ากลับดูแปลกประหลาด
สตรีผู้นี้ดูอายุราวๆ ยี่สิบปี หน้าตาสวยสดงดงาม สวมชุดสีม่วง เส้นผมข้างขมับเปียกชื้นจากไอหมอกในป่าเขา แนบติดอยู่บนใบหน้าที่ซีดขาวราวกับคนป่วย ให้ความรู้สึกอ่อนล้า ราวกับว่านางจะล้มลงในชั่วพริบตาถัดไป
สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือดวงตาของนาง แม้ว่าร่างกายจะดูอ่อนล้าอย่างยิ่ง แต่ในดวงตาทั้งสองข้างกลับลุกโชนราวกับเปลวเพลิง นั่นคือเพลิงโทสะที่เกิดจากความเกลียดชังจนถึงขีดสุด ความเกลียดชังที่น่าตกใจเช่นนี้กระทั่งชูซิ่วยังอดนึกประหลาดใจไม่ได้
“เจ้าคือนักฆ่าที่สมาคมมังกรครามส่งมาใช่หรือไม่?”
สตรีผู้นี้เอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่า ดกับรูปโฉมอันงดงามของนาง
ในขณะเดียวกัน ใบหน้าของนางก็ไร้ซึ่งสีหน้าใดๆ ชูซิ่วสามารถมองเห็นได้เพียงความเกลียดชังจากดวงตาของนาง ความเกลียดชังที่แทบจะไร้ขอบเขต!
ชูซิ่วจัดหน้ากากและหมวกเหล็กบนศีรษะอย่างเชื่องช้า แล้วกล่าวเรียบๆ “คือข้าเอง”
สตรีผู้นั้นหัวเราะอย่างขมขื่น ก้มหน้าพึมพำ “ค่าจ้างของข้ายังคงไม่เพียงพอสินะ? สมาคมมังกรครามจึงส่งมาเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณเกราะภายในคนเดียว แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณเกราะภายใน จะสังหารคนตระกูลเยว่ได้สักกี่คนเชียว?”
ชูซิ่วเคาะหมวกเหล็กบนศีรษะของตนเองเบาๆ แล้วกล่าวเรียบๆ “จะสามารถทำลายตระกูลเยว่ได้หรือไม่ ล้วนเป็นปัญหาของข้า ในเมื่อข้ารับภารกิจของเจ้าแล้ว ย่อมมีวิธีที่จะทำมันให้สำเร็จ ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่แม่นางต้องทำคือมอบข้อมูลของตระกูลเยว่ทั้งหมดให้แก่ข้า
แน่นอนว่าข้าก็สงสัยอยู่บ้างว่า เจ้ามีความแค้นอันใดกับตระกูลเยว่ แต่เรื่องนี้เจ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร สมาคมมังกรครามไม่มีนิสัยที่จะสืบหาความเป็นส่วนตัวของผู้ว่าจ้าง ข้าเพียงแค่สงสัยส่วนตัวเท่านั้น”
สตรีผู้นี้ก้มหน้า กล่าวเรียบๆ “นี่ไม่นับเป็นความเป็นส่วนตัวอันใดแล้ว ตราบใดที่เจ้าไปสืบหาข่าวในเมืองเป่ยหลิง ผู้คนมากมายย่อมรู้เรื่องของข้า บอกเจ้าก็ไม่มีอะไร”
กล่าวจบ สตรีผู้นี้ก็เล่าเรื่องของตนเองกับตระกูลเยว่ให้ชูซิ่วฟัง
สตรีผู้นี้คือคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่แห่งเมืองเป่ยหลิง นามว่ามู่จื่ออี และยังเป็นคู่หมั้นของเยว่หลูชวน ทั้งสองฝ่ายใกล้จะจัดงานหมั้นกันแล้ว
ตระกูลเยว่แห่งเมืองเป่ยหลิงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองเป่ยหลิงทั้งหมด กระทั่งในอำเภอหลินจงทั้งหมดก็ยังเป็นหนึ่งในกองกำลังที่ใหญ่ที่สุด
ส่วนพลังของตระกูลมู่แม้จะด้อยกว่าตระกูลเยว่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่นับว่าแย่ ทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในเมืองเป่ยหลิง จะเป็นศัตรูกัน หรือจะร่วมมือกัน มีเพียงสองทางเลือกนี้เท่านั้น
ดังนั้นหลังจากตระกูลเยว่และตระกูลมู่ปรึกษาหารือกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงตัดสินใจแต่งงานกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น และเสริมสร้างพลังของทั้งสองตระกูล
เดิมทีการแต่งงานเช่นนี้นับเป็นเรื่องปกติในยุทธภพ เยว่หลูชวนเป็นบุตรชายสายตรงของเรือนใหญ่ตระกูลเยว่ แม้จะไม่ได้อยู่ในทำเนียบรายนามมังกรพยัคฆ์ แต่ก็มีพลังขั้นเสียนเทียน นับว่าไม่เลวจริงๆ
และมู่จื่ออีที่อยู่ตรงหน้าก็มีรูปโฉมงดงาม ไม่เพียงแต่ในเมืองเป่ยหลิง กระทั่งในอำเภอหลินจงทั้งหมดก็มีน้อยคนนักที่จะเทียบกับนางได้ อีกทั้งพรสวรรค์ของมู่จื่ออียังไม่เลว ตอนนี้ก็บรรลุถึงขั้นเสียนเทียนแล้ว ทั้งสองคนนับว่าเหมาะสมกัน
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่เยว่หลูชวนเดินทางไปท่องยุทธภพในรัฐเยี่ยนทางใต้
ชูซิ่วเคยเห็นหน้าตาของเยว่หลูชวนแล้ว เจ้าคนนี้แม้จะไร้ประโยชน์อยู่บ้าง แต่รูปโฉมกลับหล่อเหลา อาจกล่าวว่าเป็นคุณชายหน้าหยกก็ยังดูถูกเขาเกินไป
เมื่อเดินทางไปรัฐเยี่ยนทางใต้ เยว่หลูชวนกลับไปผูกสัมพันธ์กับธิดาของเจ้าสำนักเสินอู่ 'ร้อยเล่ห์พันกล' เยี่ยนไหวหนาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดนิกายแปดพรรค
คนหนึ่งคือธิดาของเจ้าสำนักเสินอู่ หนึ่งในเจ็ดนิกายแปดพรรค ส่วนอีกคนคือธิดาของตระกูลมู่ ตระกูลเล็กๆ ในเมืองเป่ยหลิง จะเลือกใคร ย่อมไม่ต้องคิดให้มากความ
เดิมทีหากตระกูลเยว่เพียงต้องการจะเกาะกิ่งไม้ใหญ่ของสำนักเสินอู่ เพียงแค่ไปถอนหมั้นกับตระกูลมู่ก็พอแล้ว อย่างมากเพียงแค่เสียชื่อเสียงเท่านั้น
แต่ใครจะรู้ว่าตระกูลเยว่กลับโหดเหี้ยมอำมหิต เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนเอง และยังโลภในทรัพย์สินของตระกูลมู่ จึงได้ทำการใส่ร้ายป้ายสีตระกูลมู่ ในขณะที่ตระกูลมู่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ทำลายตระกูลมู่จนสิ้นซาก!
ในดวงตาของมู่จื่ออีส่องประกายแห่งความเกลียดชัง แต่บนใบหน้าของนางกลับไร้ซึ่งสีหน้าใดๆ กระทั่งน้ำเสียงก็ไม่เปลี่ยนแปลงสักนิด
“เยว่หลูชวนต้องการจะเกาะกิ่งไม้ใหญ่ของสำนักเสินอู่ ข้าไม่โทษเขา อยากถอนหมั้นก็ถอนหมั้นไปเถอะ ระหว่างข้ากับเขาก็ไม่มีความรู้สึกใดๆ อยู่แล้ว ตระกูลเยว่มีอำนาจ หลังจากนั้นตระกูลมู่ของข้าก็ไม่กล้าพูดอะไรมากนัก แต่ท้ายสุดเหตุใดตระกูลเยว่จึงต้องทำลายตระกูลมู่ของข้า?
ข้าไม่มีวันลืมวันนั้น ตระกูลเยว่ใช้ข้ออ้างในการปรึกษาหารือเรื่องงานหมั้นเข้ามาในตระกูลมู่ของข้า แล้วลงมือลอบโจมตีทันที ในชั่วพริบตาเดียว ตระกูลมู่ของข้าก็กลายเป็นทะเลเลือด!
หากไม่ใช่เพราะพ่อบ้านสวี่ ผู้ดูแลเก่าแก่ของตระกูลมู่ของข้า พาข้าหนีออกมาด้วยชีวิต ข้าก็คงต้องตายที่นั่นเช่นกัน
แน่นอนว่าตอนนี้ข้าก็ไม่ต่างอะไรกับคนตายแล้ว เมื่อหลายวันก่อนพ่อบ้านสวี่ก็เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บสาหัส ก่อนตายเขาบอกที่ซ่อนทรัพย์สินสมบัติของตระกูลมู่หลายแห่งให้ข้า เพื่อใช้ในยามคับขัน
พ่อบ้านสวี่บอกให้ข้าออกจากอำเภอหลินจง ออกจากรัฐเยี่ยน ไปใช้ชีวิตที่อื่น”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ในดวงตาของมู่จื่ออีพลันแดงก่ำ “แต่หากไม่ได้เห็นคนตระกูลเยว่ตายสิ้น ข้ามิอาจตายตาหลับได้!”
ชูซิ่วได้ยินดังนั้นพลันเลิกคิ้ว ตระกูลเยว่นี้ทำเรื่องโหดเหี้ยมจริงๆ ด้านหนึ่งยังคงปรึกษาหารือเรื่องแต่งงาน แต่อีกด้านกลับทำลายทั้งตระกูลของอีกฝ่าย
แน่นอนว่าในสายตาของชูซิ่ว การกระทำของตระกูลเยว่นี้ยังคงคับแคบเกินไป การทำเช่นนี้แม้จะทำให้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด แต่สุดท้ายกลับสูญเสียชื่อเสียงไป
อย่าคิดว่าคนในยุทธภพเป็นคนโง่ เรื่องของตระกูลมู่นี้เป็นอย่างไร คนฉลาดย่อมมองออกได้ในแวบเดียว
การกระทำของตระกูลเยว่นี้น่าเกลียดนัก ด้านหนึ่งเพิ่งจะผูกสัมพันธ์กับสำนักเสินอู่ อีกด้านกลับทำลายว่าที่ญาติของตนเองจนสิ้นซาก เรื่องเช่นนี้พูดไปย่อมไม่น่าฟังอย่างแท้จริง
ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น อย่างน้อยกองกำลังอื่นๆ ในเมืองเป่ยหลิงต้องไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อตระกูลเยว่อย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลาร่วมมือกับตระกูลเยว่ ย่อมต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าตระกูลเยว่เองอาจจะไม่สนใจเรื่องนี้ ในสายตาของพวกเขา ตนเองประสบความสำเร็จในการเกาะกิ่งไม้ใหญ่ของสำนักเสินอู่แล้ว ตอนนี้ยังทำลายตระกูลมู่ และยึดทรัพย์สินของตระกูลมู่มาได้ พลังฝีมือก้าวหน้าไปมาก ย่อมไม่สนใจความคิดเห็นของคนอื่น
ชูซิ่วเคาะหมวกบนศีรษะของตนเองเบาๆ “ทั้งตระกูลตายสิ้นรึ? วางใจได้ เจ้าจะได้เห็นมัน และการสังหารคนต้องสังหารที่ใจ ตระกูลเยว่ครั้งนี้จะรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตาย
จริงสิ มอบข้อมูลของตระกูลเยว่ทั้งหมดให้แก่ข้าเถิด ในเมื่อเจ้าเกลียดตระกูลเยว่ถึงเพียงนี้ เชื่อว่าข้อมูลของตระกูลเยว่ที่เจ้ามี ย่อมต้องละเอียดมากอย่างแน่นอน”
มู่จื่ออีมอบข้อมูลของตระกูลเยว่ให้แก่ชูซิ่ว ซึ่งละเอียดมากจริงๆ ละเอียดจนน่าตกใจ กระทั่งข้อมูลและนิสัยของศิษย์สายรองบางคนของตระกูลเยว่ก็ยังมี ทั้งยังมีข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับกองกำลังอื่นๆ ในเมืองเป่ยหลิง และความสัมพันธ์กับตระกูลเยว่อีกด้วย
หลังจากคนรับใช้เก่าแก่คนเดียวที่ปกป้องตนนเองตายจากไป ไม่รู้ว่ามู่จื่ออีรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาได้อย่างไร
แต่สำหรับชูซิ่วแล้ว ข้อมูลเหล่านี้สามารถให้ความช่วยเหลือเขาได้อย่างมาก ทำให้แผนการของเขามั่นคงยิ่งขึ้น
ชูซิ่วลุกขึ้นยืน เดินออกจากวัดร้าง กล่าวเรียบๆ โดยไม่หันกลับมา “ช่วงเวลานี้เจ้าไม่ต้องอยู่ที่นี่ตลอดเวลา ซ่อนตัวอยู่รอบๆ เมืองเป่ยหลิงก็ได้ ภายในหนึ่งเดือน ข้ารับรองว่าเจ้าจะได้ยินข่าวการล่มสลายของตระกูลเยว่”
เมื่อมองดูร่างของชูซิ่วที่หายไป มู่จื่ออีเงยหน้าขึ้น ความเกลียดชังในดวงตาจางลงชั่วคราว เผยความสับสนออกมา
นางรู้พลังของตระกูลเยว่ดี แต่ตอนนี้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณเกราะภายในคนหนึ่งกลับบอกนางว่าจะทำลายตระกูลเยว่ภายในครึ่งเดือน เรื่องเช่นนี้เป็นไปได้จริงหรือ?
แต่นักฆ่าของสมาคมมังกรครามผู้นี้นับเป็นความหวังสุดท้ายของนางแล้ว นางได้รวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดที่ตระกูลมู่ทิ้งไว้ข้างนอก แต่ก็สามารถจ้างได้เพียงนักฆ่าระดับสี่ของสมาคมมังกรครามเท่านั้น
แต่ตอนนี้มู่จื่ออีตัดสินใจแล้ว หากคนของสมาคมมังกรครามไม่สามารถทำลายตระกูลเยว่ได้ นางจะลงมือเอง ต่อให้ไม่สามารถทำลายตระกูลเยว่ได้ นางก็จะสังหารเยว่หลูชวน แล้วตายไปพร้อมกับเขา!
เมืองเป่ยหลิงตั้งอยู่ที่ขอบของอำเภอหลินจง ไม่ใช่พื้นที่ศูนย์กลาง และเหตุที่เมืองเป่ยหลิงชื่อว่าเมืองเป่ยหลิง(เนินดินทางเหนือ) เพราะเดิมทีที่นี่เป็นสุสาน แต่สุสานทางใต้ชันเกินไป ไม่สามารถสร้างอาคารได้ ผู้คนจึงสร้างเมืองขึ้นบนสุสานทางเหนือ ชื่อว่าเมืองเป่ยหลิง
เพราะสร้างขึ้นบนสุสาน ถนนหนทางในเมืองเป่ยหลิงจึงไม่สะดวกนัก มีเพียงถนนบนภูเขาทางเหนือ ส่วนทางใต้เป็นหน้าผาสูงชัน และรอบๆ ถนนบนภูเขาล้วนเต็มไปด้วยป่าทึบ ดีกว่าถนนเล็กๆ ในภูเขาทรุดโทรมซางหมังไม่มากนัก
ตามหลักเหตุผลแล้ว ตำแหน่งเช่นนี้เมืองเป่ยหลิงควรจะเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ธรรมดา ไม่ได้แข็งแกร่งนัก แต่ในความเป็นจริง เมืองเป่ยหลิงกลับเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง จำนวนผู้ฝึกยุทธ์ก็มากกว่าเมืองธรรมดา แข็งแกร่งกว่าเมืองธรรมดา
เหตุผลนั้นง่ายมาก เมืองเป่ยหลิงแม้จะเป็นเมืองบนภูเขา การเดินทางไม่สะดวก แต่ฮวงจุ้ยบนภูเขานั้นดีมาก ปราณสวรรค์และปฐพีเข้มข้น เหมาะสำหรับการฝึกฝนของผู้ฝึกยุทธ์อย่างยิ่ง กระทั่งไม่ด้อยกว่าภูเขาที่มีชื่อเสียงบางแห่ง
ตระกูลเยว่สามารถมีพลังเช่นนี้ได้ ย่อมเป็นเพราะภูมิประเทศที่ดี ทำให้ตระกูลเยว่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จากตระกูลเล็กๆ ที่มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเสียนเทียน กลายเป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในอำเภอหลินจง
และในตอนนี้เมื่อเข้าสู่เวลากลางคืน ชูซิ่วก็สวมชุดสีดำ ราวกับรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดมิด ลอบเข้าไปในเมืองเป่ยหลิง