เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25: เข้าสู่สำนัก, เลือกสาขา, และทางเลือกของฉินเซวียนคือ......

บทที่ 25: เข้าสู่สำนัก, เลือกสาขา, และทางเลือกของฉินเซวียนคือ......

บทที่ 25: เข้าสู่สำนัก, เลือกสาขา, และทางเลือกของฉินเซวียนคือ......


ฉินเซวียนยืนรออยู่อย่างเงียบงันบนยอดเขา

สายตาทอดมองลงไปยังเบื้องล่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ฉินเซวียนคนนี้ ฉันจอง! พวกนายก็รู้ว่าฉันมาจาก 【หอโอสถ】 ในเมื่อเขาเป็นลูกหลานชาวบ้านตาดำๆ ก็ต้องไม่มีเงินซื้ออาหารเสริมสำหรับการบำเพ็ญเพียรอยู่แล้ว มีแค่หอโอสถของฉันเท่านั้นที่มีทุนทรัพย์พอจะอุดหนุนศิษย์ที่ยากจนข้นแค้นแบบนี้! ขืนส่งฉินเซวียนให้พวกไส้แห้งอย่างพวกนาย ไม่เท่ากับเสียของเปล่าๆ หรอกเหรอ?”

“พูดบ้าอะไรของแก คิดว่าหอโอสถของตัวเองไร้เทียมทานรึไง? สำนักประตูสวรรค์ของฉันมีสาขาตั้งเยอะแยะ สาขาไหนบ้างที่ไม่มีของดีมาโชว์?”

“ฉินเซวียนมีสมรรถภาพร่างกายแข็งแกร่งขนาดนี้ วันหน้าเมื่อระดับพลังเพิ่มขึ้น ความสามารถในการต่อสู้ต้องเป็นเลิศแน่นอน! เขาควรจะมาอยู่หอกระบี่ของฉัน ฉันถามหน่อยเถอะ มีผู้บำเพ็ญเพียรคนไหนบ้างที่ไม่อยากสะพายกระบี่ท่องไปในหล้า?”

“หอกระบี่ไสหัวไปเลย พวกมีดีแค่ท่าสวยที่เอาแต่ถือกระบี่เก๊กหล่อ! มาที่หอดาบของพวกเราดีกว่า วิชาดาบจะฟันจะผ่าก็ได้ทั้งนั้น เจ้าสำนักของฉันเน้นสู้แล้วสะใจ รับรองว่าจะไม่ทอดทิ้งชายหนุ่มที่มีฝีมือแม้แต่คนเดียว!”

“พอได้แล้วทุกคน เลิกเถียงกันได้แล้ว เอาเป็นว่า เดี๋ยวให้ฉินเซวียนเลือกเองก็แล้วกัน!”

สิ้นคำพูดนี้ เหล่าผู้อาวุโสต่างก็เงียบเสียงลงในทันที

ศิษย์ทั่วไปคงคิดไม่ถึงเลยว่า ผู้อาวุโสที่ปกติวางตัวสูงส่งเหล่านี้ จะมาแย่งชิงคนธรรมดาคนหนึ่งถึงขนาดนี้!

เหล่าผู้อาวุโสมองไปข้างหน้า เห็นฉินเซวียนยังคงจ้องมองลงไปข้างล่างด้วยท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อน

“เด็กคนนี้มีความมั่นคง จิตใจหนักแน่นมาก และที่หายากยิ่งกว่าคือ เขายังให้เกียรติสหายของตัวเองด้วย”

“อืม คนที่รักพวกพ้องและมีคุณธรรมแบบนี้ วันหน้าย่อมไม่ถูกมารในใจครอบงำสติปัญญา ขีดจำกัดในอนาคตนั้นประเมินค่าไม่ได้เลย!”

“พูดน้อย สงบเสงี่ยม ไม่เย่อหยิ่งจองหอง นี่มันเพชรเม็ดงามชัดๆ!”

ผู้อาวุโสหลายคนต่างพากันแย่งชิงคำชมยกย่องฉินเซวียน

เมื่อมีความแข็งแกร่งแล้ว การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เพียงนิดเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนชื่นชมได้

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดหลินซิ่วซิ่วที่แทบจะใช้ฝ่ามือยันพื้น ก็ปีนขึ้นมาได้สำเร็จ

เนื้อตัวของเธอชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ร่างกายของเธอมาถึงขีดจำกัดของความอดทนแล้ว แววตาดูเหม่อลอยเล็กน้อย

ดูออกเลยว่า ตลอดเส้นทางนี้เธอเดินมาอย่างยากลำบากเหลือเกิน

บนนิ้วมือมีเลือดซึมออกมา ฉินเซวียนจินตนาการได้เลยว่า ในช่วงสุดท้ายของการเดินทาง หลินซิ่วซิ่วคงใช้เพียงแค่แรงใจล้วนๆ ในการใช้สองมือตะเกียกตะกายขึ้นมาทีละนิด......

“ฉินเซวียน...... แฮะๆ ไม่ทำให้นายขายหน้าใช่ไหม? ฉันยังไหวอยู่นะ?”

หลินซิ่วซิ่วหัวเราะแหะๆ ก่อนที่เข่าจะอ่อนยวบลง

ฉินเซวียนตาไวรีบคว้าตัวเธอไว้ แล้วประคองให้นั่งลงบนพื้นเบาๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เก่งมากแล้ว”

แม้หลินซิ่วซิ่วจะเป็นคนพื้นเมือง แต่ในใจของฉินเซวียนกลับไม่มีความคิดดูถูกยัยหนูคนนี้เลยแม้แต่น้อย

สองมือของเธอเต็มไปด้วยเลือด ดูน่าเวทนาจนทนดูไม่ได้ นึกภาพออกเลยว่าช่วงสุดท้ายเธอต้องลำบากขนาดไหน!

ความมุ่งมั่น นี่คือความมุ่งมั่นล้วนๆ!

ฉินเซวียนรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาทันที!

“อืม สองพี่น้องตระกูลชิงที่เหลือยอมแพ้แล้ว ตอนนี้นั่งพักอยู่ตรงบันได แต่ผลงานของพวกเขาก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ไปพาตัวพวกเขาขึ้นมาเถอะ”

ผู้อาวุโสสองท่านเหาะขึ้นไปในอากาศ ด้วยการรับรองพิเศษ พวกเขาจึงไม่ถูกจำกัดด้วยค่ายกล

หนึ่งในนั้นมองไปที่หลินซิ่วซิ่ว แล้วถอนหายใจ “พวกผู้ดีตีนแดงที่เป็นคนธรรมดาพวกนี้ ยังสู้ลูกหลานชาวบ้านตาดำๆ สองคนนี้ไม่ได้เลย......”

“แฮะๆ คุณชมฉันแล้วนะ ฉันจำได้”

หลินซิ่วซิ่วเริ่มมีสติเลือนราง เธอยื่นนิ้วที่สั่นเทาออกมาจิ้มแก้มฉินเซวียนเบาๆ หนึ่งที ก่อนที่แขนจะตกลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรง

“นังหนูนี่ใช้พลังกายไปมากเกินไป ไอ้หนู ไม่ต้องกังวลไปหรอก”

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งพูดเสียงขรึม “ฉันคือผู้อาวุโสหอโอสถ นี่คือยารักษาอาการบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง รีบให้เธอกินซะ อาการบาดเจ็บเล็กน้อยพวกนี้ เดี๋ยวก็หาย!”

“เชี่ยเอ๊ย ผู้อาวุโสหอโอสถ?! ไหนตกลงกันว่าจะแข่งกันทีหลังไง ทำไมตอนนี้ถึงมาชิงเอาหน้าก่อนล่ะ?”

“แม่งเอ๊ย ไอ้เจ้าเล่ห์หอโอสถนี่หน้าด้านจริงๆ ถุย!”

“แม่ง ยารักษาพวกนั้น แกคงเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วสินะ?!”

ผู้อาวุโสหอโอสถหัวเราะเยาะ “บำเพ็ญเซียนมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว พวกแกไม่มีไหวพริบเอง จะไปโทษใครได้? โอกาสมีไว้สำหรับคนที่เตรียมพร้อมเว้ย!”

ฉินเซวียนกล่าวขอบคุณ แล้วป้อนยาให้หลินซิ่วซิ่ว

ฉินเซวียนจ้องมองแก้มของหลินซิ่วซิ่วเขม็ง

“ยารักษาพวกนี้... ได้ผลดีกว่าของโลกยุทธ์ระดับสูงตั้งเยอะ!”

ในสายตา บาดแผลบนมือของหลินซิ่วซิ่วกำลังฟื้นตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มือคู่นั้นกลับมาเนียนนุ่มอีกครั้ง

รวมไปถึงใบหน้าที่ซีดเผือดเพราะพลังกายหมดเกลี้ยง ตอนนี้ก็เริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมา ลมหายใจเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ

ฉินเซวียนมองดูยารักษาที่เหลืออยู่ในมืออีกหนึ่งเม็ด ความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว

เพื่อต่อต้านการรุกรานของสัตว์อสูร สหพันธรัฐได้ทุ่มเทแรงกายและเงินทุนส่วนใหญ่ไปกับการวิจัยวิถียุทธ์ แต่โครงการวิจัยวิถียุทธ์แต่ละโครงการ ก็มีความสำคัญเร่งด่วนแตกต่างกันไป

โครงการอาหารเสริมวิถียุทธ์ที่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผู้ฝึกยุทธ คือหัวใจหลักของการวิจัย แต่อาหารเสริมทางการแพทย์ กลับมีผลงานออกมาน้อยมาก

วิธีการใช้คือเทลงบนบาดแผล ส่วนประกอบที่มีฤทธิ์ในน้ำยาจะช่วยเร่งการสมานตัวของเซลล์ที่ปากแผล

ข้อเสียของมันชัดเจนมาก: ไม่ช่วยเรื่องอาการบาดเจ็บภายในเลย!

ฉินเซวียนหันไปมองหลินซิ่วซิ่วอีกครั้ง

แต่ทว่าหลินซิ่วซิ่วในตอนนี้ หลังจากกินยาเม็ดนั้นเข้าไป ร่างกายกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว!

ใช้ได้ผลทั้งอาการบาดเจ็บภายในและภายนอก!

“ของแบบนี้ ถ้าสามารถให้สหพันธรัฐต้าเซี่ยผลิตออกมาจำนวนมากได้ วันหน้าต้องมีประโยชน์ไม่น้อยแน่!” ฉินเซวียนคิดในใจเงียบๆ

ครู่ต่อมา หลินซิ่วซิ่วก็ฟื้นตัวดีแล้วจริงๆ เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง

“แฮะๆ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้กาก? คิดไม่ถึงเลยว่า ฉันก็ปีนขึ้นมาได้เหมือนกัน!” หลินซิ่วซิ่วกลับมาทำท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อนเหมือนเดิม

แต่ทันใดนั้น หลินซิ่วซิ่วก็รู้ตัวว่าตัวเองกำลังพิงตัวฉินเซวียนอยู่

หลินซิ่วซิ่วรีบลุกขึ้นอย่างลนลาน ใบหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที

“เก่งมาก เก่งมาก” ฉินเซวียนหัวเราะ

“ก็... ก็พอได้ เทียบกับนายแล้ว ยังห่างชั้นอีกเยอะ นายมันเหมือนปีศาจชัดๆ แรงกดดันขนาดนั้น ดูเหมือนจะทำอะไรนายไม่ได้เลย......” หลินซิ่วซิ่วหันหลังให้ พลางพูดเสียงเบา

หลินซิ่วซิ่วหันหลังให้ ฉินเซวียนจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเธอ

ใบหน้าของหลินซิ่วซิ่วแดงก่ำ สองมือขยี้ชายเสื้อโดยไม่รู้ตัว

แม้ว่าตอนที่ปีนขึ้นมาสติของเธอจะเลือนรางไปแล้ว แต่เธอก็ยังพอจำสิ่งที่ตัวเองทำลงไปได้บ้างหลังจากได้สติกลับมา

“จบกัน ต่อไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเนี่ย......”

......

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่

ณ ลานยอดเขา ตอนนี้มีคนยืนอยู่กระจัดกระจายประมาณสองสามร้อยคนแล้ว

คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้มีความสามารถที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกของสำนัก

แต่ทว่าคนเหล่านี้ ไม่ได้รับสิทธิพิเศษดีๆ เหมือนฉินเซวียน ผู้อาวุโสหอโอสถคนนั้นไม่ยอมแบ่งปันยาให้กับ “ว่าที่ศิษย์” ปลายแถวเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย

หลายคนเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แววตาพร่ามัว หอบหายใจอย่างหนักหน่วง

เห็นได้ชัดว่า การทดสอบปีนเขาก่อนหน้านี้ สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว มันคือการทรมานชัดๆ!

บวกกับที่พวกเขาไม่ได้รับยารักษาจากผู้อาวุโสหอโอสถ ตอนนี้หลายคนจึงยืนแทบไม่อยู่แล้ว ได้แต่นั่งหมดสภาพอยู่กับพื้น

“หึๆ แค่บททดสอบเล็กๆ แค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้วเหรอ? มานั่งหมดสภาพกับพื้นแบบนี้ ใช้ได้ที่ไหน!”

“ใจเสาะขนาดนี้ยังคิดจะบำเพ็ญเซียนอีกเหรอ?!”

ทันใดนั้น ผู้อาวุโสผมขาวท่านหนึ่งก็ลอยตัวขึ้นไปในอากาศ มองลงมายังฝูงชนด้วยสายตาดูแคลน น้ำเสียงดังกังวานปานระฆังใบใหญ่!

ผู้คนที่นั่งอยู่ด้านล่างต่างสะดุ้งโหยง รีบฝืนสังขารลุกขึ้นยืนตัวตรง มองดูผู้อาวุโสที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยความเลื่อมใสและยำเกรง!

เห็นได้ชัดว่า นี่คือการข่มขวัญศิษย์ใหม่ของสำนัก

ฉินเซวียนและหลินซิ่วซิ่วก็รีบลุกขึ้นยืนเช่นกัน

ผู้อาวุโสที่ลอยอยู่กวาดสายตาอันน่าเกรงขามไปทั่วฝูงชน

หลายคนเหงื่อท่วมหน้าแต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะเช็ด เพราะกลัวว่าจะทำให้ผู้อาวุโสไม่พอใจ

พวกเขาอุตส่าห์ผ่านการทดสอบของสำนักมาได้อย่างยากลำบาก ถ้าต้องมาถูกไล่ออกจากสำนักเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ก็คงน่าเจ็บใจแย่!

ฉินเซวียนและหลินซิ่วซิ่วฟื้นฟูพละกำลังจนหายดีแล้ว ตอนนี้จึงเปี่ยมไปด้วยพลัง แต่ศิษย์คนอื่นๆ นั้น เรียกได้ว่าทุกข์ระทมแสนสาหัส......

“ยินดีด้วย! พวกเธอผ่านการทดสอบของสำนักได้สำเร็จ วันหน้า พวกเธอก็คือศิษย์ของสำนักประตูสวรรค์แล้ว!”

“ขอเพียงขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝน ไม่น้อยในหมู่พวกเธอก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณได้ ถึงเวลานั้น พวกเธอก็จะเป็นท่านเซียนที่ผู้คนเอื้อมไม่ถึง ไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป!”

“เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร อยู่ใต้ฝ่าเท้าแล้ว!”

คำพูดปลุกใจแบบนี้ ทำเอาเหล่าศิษย์ด้านล่างคึกคักราวกับได้ฉีดเลือดไก่!

ผู้อาวุโสลอยฟ้าหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มอธิบายเกี่ยวกับสาขาต่างๆ ภายในสำนักอย่างช้าๆ

ฉินเซวียนตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ

สำนักใหญ่อย่างสำนักประตูสวรรค์ ภายในแบ่งออกเป็นสองสายใหญ่ๆ คือ สายต่อสู้และสายผลิต

สายต่อสู้นั้นเข้าใจง่าย มีทั้งหอกระบี่ หอดาบ หอหอก...... ในบรรดาสาขามากมายเหล่านี้ หอกระบี่และหอดาบมีชื่อเสียงมากที่สุด

เพราะอย่างไรเสีย ผู้บำเพ็ญเพียรคนไหนบ้างที่ไม่อยากสะพายดาบถือกระบี่ท่องไปในหล้า อาวุธอื่นๆ น่ะเหรอ ขยะชัดๆ!

สิ่งที่เรียกว่าสายต่อสู้ ก็คือการเน้นไปที่การเพิ่มระดับพลังและความสามารถในการต่อสู้จริงของศิษย์ ต้องรู้ไว้ว่า ในพื้นที่เดียวกัน ไม่ได้มีแค่สำนักเดียว หรือขั้วอำนาจเดียว

ระหว่างขั้วอำนาจกับขั้วอำนาจ มักจะเกิดการต่อสู้แย่งชิงอาณาเขตกันอยู่บ่อยครั้ง

ศิษย์ของสำนักสายต่อสู้เหล่านี้ จึงมักจะต้องออกไปทำภารกิจบางอย่างอยู่เสมอ

เมื่อเทียบกับสายต่อสู้ที่มีมากมายหลายแขนง สายผลิตกลับแบ่งออกเป็นสามสาขาย่อย: หอโอสถ หอยันต์ และหอหลอมศาสตรา

แผนกการผลิตเหล่านี้ คือสิ่งที่น่าอิจฉาที่สุด

เมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรที่เอาแต่ฆ่าฟันกันแล้ว นักปรุงยาหนึ่งคน นักเขียนยันต์หนึ่งคน.... ล้วนเป็นบุคคลระดับหนึ่งในร้อยในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียร สถานะในโลกผู้บำเพ็ญเพียรเรียกได้ว่าสูงส่งมาก

บ่อยครั้งที่ยาเพียงเม็ดเดียว ก็สามารถขายได้ในราคาหลายสิบหินวิญญาณ การหาเงินนั้นง่ายเหมือนปอกกล้วยจริงๆ

นักเขียนยันต์คนหนึ่ง ถึงขั้นสามารถสร้างยันต์วิเศษที่ช่วยเพิ่มความสามารถของตัวเองได้หลายเท่า การเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป จึงเท่ากับมีไพ่ตายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งใบอย่างไม่ต้องสงสัย!

ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าคือนักเขียนยันต์ที่มีฝีมือสูงส่ง พวกเขาใช้พื้นดินเป็นผืนผ้าใบ สามารถวางค่ายกลที่ซับซ้อนจนลายตาได้

ไม่มีใครรู้หรอกว่าค่ายกลที่ตัวเองก้าวเข้าไปนั้น จะมีผลลัพธ์พิเศษอะไรบ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น การวางค่ายกลให้กับขั้วอำนาจอื่นเพียงครั้งเดียว ก็สามารถได้รับหินวิญญาณเป็นค่าตอบแทนถึงหลักพันหลักหมื่นก้อนในคราวเดียว!

“ไม่ว่าจะปรุงยา หรือเขียนยันต์ ล้วนต้องใช้ระดับพลังที่ยอดเยี่ยม ถึงจะทำได้”

“ดังนั้น... ที่ขัดกับความรู้สึกก็คือ ศิษย์ของสายผลิตเหล่านี้ จริงๆ แล้วคือกลุ่มที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด”

“ส่วนใหญ่แล้ว ศิษย์เหล่านี้แทบไม่ต้องลงมือเองเลย การมอบยา มอบยันต์ให้คนอื่น ถือเป็นวิธีสร้างคอนเนกชันที่ดีเยี่ยม ไม่มีใครรู้หรอกว่าในมือของนักปรุงยา หรือนักเขียนยันต์คนหนึ่ง จะมีเส้นสายอยู่มากแค่ไหน ไม่มีใครอยากจะล่วงเกินคนสองประเภทนี้หรอก”

ฉินเซวียนพยักหน้าเบาๆ วิเคราะห์ความแตกต่างของแต่ละแผนก

“ส่วนนักหลอมศาสตรา......” ฉินเซวียนกลืนน้ำลาย

นักปรุงยาและนักเขียนยันต์ แม้จะหายาก แต่ก็ยังพอหาเจอได้บ้าง

แต่ถ้าจะพูดถึงตัวตนที่ลึกลับที่สุดในมหาทวีป ก็คงหนีไม่พ้น 【นักหลอมศาสตรา】 ที่เป็นอย่างสุดท้าย!

ฉินเซวียนมาอยู่ที่โลกผู้บำเพ็ญเพียรนานขนาดนี้ ย่อมเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับนักหลอมศาสตรามาบ้าง

อาวุธที่นักหลอมศาสตราสร้างขึ้น ถูกเรียกว่า 【ศาสตราสมบัติ】!

ศาสตราสมบัติเหล่านี้ แต่ละชิ้นล้วนมีพลังเทพเจ้า หากได้ครอบครองอาวุธระดับนี้ ถึงขั้นสามารถต่อสู้ข้ามขอบเขตพลังได้เลยทีเดียว

ในข่าวลือ เคยมีผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตทารกแรกกำเนิดคนหนึ่งต้องการไล่ล่าสังหารยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำ

ตามสถานการณ์ปกติ ยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำคนนี้ต้องตายอย่างแน่นอน เพราะระดับพลังห่างกันถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่ แทบจะไม่มีทางสู้ได้เลย

แต่บังเอิญว่า ยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำคนนี้เคยช่วยชีวิตชายหนุ่มตกอับคนหนึ่งไว้เมื่อหลายปีก่อน ต่อมาชายหนุ่มคนนี้ก็ฉายแววพรสวรรค์ จนกลายเป็นนักหลอมศาสตราที่เก่งกาจหาตัวจับยาก

ยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำผู้นั้นเพื่อจะเอาชีวิตรอด จึงไปหาชายหนุ่มตกอับคนนั้นเพื่อขอความช่วยเหลือ

อดีตชายหนุ่มตกอับ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นปรมาจารย์นักหลอมศาสตรา ได้มอบทางเลือกให้ผู้มีพระคุณสองข้อ:

ข้อแรก ผมจะช่วยเรียกพวกให้ เซียนตัวจ้อยขอบเขตทารกแรกกำเนิดแค่นี้ ไม่น่ากลัวหรอก

ข้อสอง ผมจะให้ศาสตราสมบัติคุณชิ้นหนึ่ง คุณไปทุ่มสุดตัวสู้กับเขาซะ!

ยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำมีศักดิ์ศรีในใจ จึงเลือกข้อที่สอง และปรมาจารย์นักหลอมศาสตราคนนี้ ก็ได้มอบอาวุธพิเศษชิ้นหนึ่งให้เขา

ติ่งใบหนึ่ง

บอกว่าเป็นติ่ง จริงๆ แล้วก็เป็นแค่ของจิ๋วขนาดเท่ากาน้ำชาเท่านั้น

ยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำผู้นั้นแม้ในใจจะรู้สึกประหลาดใจ แต่เมื่อคิดว่าผู้มีพระคุณดูไม่เหมือนคนล้อเล่น จึงจำใจรับไว้

เมื่อถึงวันนัดหมาย ยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำและผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตทารกแรกกำเนิดผู้นั้นก็ได้เผชิญหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายเริ่มเปิดฉากสู้ตายอย่างเป็นทางการ!

จบบทที่ บทที่ 25: เข้าสู่สำนัก, เลือกสาขา, และทางเลือกของฉินเซวียนคือ......

คัดลอกลิงก์แล้ว