- หน้าแรก
- เปิดประตูมิติข้ามภพ ผมพาคนทั้งชาติบุกโลกเซียน
- บทที่ 22: ทุกคนต่างสงสัย: ผู้เข้าสอบที่ผู้อาวุโสมาต้อนรับด้วยตัวเอง คนคนนี้เป็นใครกันแน่?!
บทที่ 22: ทุกคนต่างสงสัย: ผู้เข้าสอบที่ผู้อาวุโสมาต้อนรับด้วยตัวเอง คนคนนี้เป็นใครกันแน่?!
บทที่ 22: ทุกคนต่างสงสัย: ผู้เข้าสอบที่ผู้อาวุโสมาต้อนรับด้วยตัวเอง คนคนนี้เป็นใครกันแน่?!
หลินซิ่วซิ่วนั่งรออยู่ข้างล่างนานแล้ว
เทียบกับสภาพมอมแมมจากการเดินทางก่อนหน้านี้ ตอนนี้เด็กสาวเปลี่ยนมาสวมชุดสีเขียวสะอาดสะอ้าน
เรือนร่างของเด็กสาวเริ่มแตกเนื้อสาวสะพรั่ง ดูงดงามสมวัย ยิ่งประกอบกับใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันต้องเหลียวหลังมอง
ทว่ามือของเธอยังคงกำด้ามกระบี่ไว้แน่นตลอดเวลา
มือทั้งสองข้างของเธอไม่ได้เนียนนุ่มดั่งเด็กสาวทั่วไป กลับมีรอยด้านหนาที่ข้อต่อ เห็นได้ชัดว่าปกติคงฝึกกระบี่มาไม่น้อย!
“ไปกันเถอะ... ถ้าฉันไม่เตือน นายคงนอนกินบ้านกินเมืองไปแล้ว”
หลินซิ่วซิ่วมองค้อนฉินเซวียนด้วยความหมั่นไส้
เธอเอ่ยเตือนว่า “การทดสอบของสำนักในวันนี้ นายเตรียมตัวมาพร้อมหรือยัง? อย่าลืมนะว่าการทดสอบวันนี้ห้ามใช้ปราณแท้หรืออาวุธใดๆ ทั้งสิ้น อนุญาตให้ใช้แค่พละกำลังของกายเนื้อเท่านั้น...”
หลินซิ่วซิ่วเองก็นับว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ครึ่งตัว แม้จะยังเทียบชั้นกับผู้บำเพ็ญเพียรไม่ได้ แต่ในหมู่คนธรรมดาก็ถือว่าฝีมือไม่เลวเลยทีเดียว
แม้เธอจะรู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของฉินเซวียน แต่ก็พอมองออกว่า... ไพ่ตายของฉินเซวียนก็คือ “อาวุธลับ” ที่น่าเหลือเชื่อพวกนั้น!
ภาพที่ฉินเซวียนต่อสู้กับพวกโจรป่าในวันนั้น หลินซิ่วซิ่วเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับตา
หากวัดกันที่ความเร็วหรือพละกำลังเพียวๆ เมื่อเทียบกับพวกโจรป่าเหล่านั้นแล้ว ฉินเซวียนดูเหมือนจะไม่ได้ได้เปรียบอะไรเลย
หลินซิ่วซิ่วจึงทึกทักเอาเองตามธรรมชาติว่า สมรรถภาพร่างกายของฉินเซวียนอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก
หลินซิ่วซิู่งอนิ้วแล้วดีดไปที่หลังมือของฉินเซวียนดัง เปาะ เล่นเอาฉินเซวียนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
หลินซิ่วซิ่วยิงฟันยิ้มกว้างอย่างไม่ถือตัว:
“นึกไม่ถึงเลยว่าผู้ชายอย่างนาย มือไม้จะเนียนนุ่มขนาดนี้... ปกติไม่ได้ตั้งใจฝึกวิชาสินะ?”
หลินซิ่วซิ่วแบมือโชว์เหมือนจะอวด แล้วคว้ามือฉินเซวียนมาเทียบ “ฉันรู้สึกว่า... นายฝึกมาน้อยกว่าฉันซะอีก ดูสิ รอยด้านบนฝ่ามือฉันยังหนากว่านายเลย นายเนี่ยน้า...”
เมื่อสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอุ่นๆ จากฝ่ามือของฉินเซวียน จู่ๆ หลินซิ่วซิ่วก็หน้าแดงซ่าน รีบชักมือกลับทันที
เธอกระแอมไอแก้เขิน “ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
ฉินเซวียนถลึงตาใส่เธอด้วยความรู้สึกทั้งขำทั้งฉุน
“ไม่ใช่สิ ก็เห็นอยู่ว่าเธอเป็นคนคว้ามือฉันเอง ใครเอาเปรียบใครกันแน่...”
หลินซิ่วซิ่วไม่ตอบ ได้แต่สะบัดหน้าหนี แก้มแดงระเรื่อ
เธอรีบปรับสีหน้าให้ดูจริงจังแล้วพูดว่า “เอาเถอะ... อย่าหาว่าฉันพูดจาบั่นทอนนายเลยนะ ฉันจะบอกให้ว่า ถึงฉันจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร แต่ดีชั่วก็ฝึกยุทธ์มาสิบกว่าปี เก่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปแน่นอน”
“คนเราฝึกหรือไม่ฝึกยุทธ์... ฉันมองปราดเดียวก็รู้ รอยด้านบนมือมันหลอกกันไม่ได้ เห็นได้ชัดว่านาย... ไม่ได้ฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งเท่าไหร่ สมรรถภาพร่างกายก็คงไม่ได้ดีเด่อะไรนักหรอก”
ฉินเซวียนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือลูบจมูกแล้วยิ้มแห้งๆ
ที่แท้ก็เข้าใจผิดไปเอง หลินซิ่วซิ่วคิดว่าเขาเป็นพวกดีแต่ท่า และการทดสอบของสำนักครั้งนี้เน้นวัดสมรรถภาพร่างกายล้วนๆ หลินซิ่วซิ่วกลัวว่าเขาจะพลาดท่าในการสอบ เช้านี้เลยรีบมาเตือนเรื่องข้อควรระวังเป็นพิเศษ
หลินซิ่วซิ่วมองฉินเซวียนด้วยมาดพี่สาวขาใหญ่ “เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วครับ” ฉินเซวียนยิ้มตอบ
หลินซิ่วซิ่วรู้สึกโล่งอก เดินกระโดดโลดเต้นนำหน้าไป “เข้าใจก็ดีแล้ว ไม่ปิดบังนะ ฉันฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้บำเพ็ญเพียร ร่างกายเลยแข็งแรงกว่าคนทั่วไปพอสมควร ฉันแค่กลัว... กลัวว่านายจะพลาดโอกาสนี้ไป”
ฉินเซวียนได้แต่ยิ้มบางๆ ในใจ
บนมือของเขาไม่มีรอยด้านจริงๆ นั่นแหละ ซึ่งในสายตาของหลินซิ่วซิ่ว มันคือลักษณะของคนที่ฝึกร่างกายมาไม่หนักพอ
แต่อย่าลืมสิว่า ยุคสมัยแห่งโลกยุทธ์ระดับสูงพัฒนามานานขนาดนี้แล้ว วิธีฝึกฝนปราณเลือดที่สหพันธรัฐต้าเซี่ยถ่ายทอดให้นั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์มาก วิธีการฝึกที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์คือการลดความเสียหายของร่างกายให้เหลือน้อยที่สุด การไม่มีรอยด้านจึงเป็นเรื่องปกติ!
ยิ่งไปกว่านั้น...
ฉินเซวียนฝึกฝนในโลกยุทธ์ระดับสูงมาสิบกว่าปี สมรรถภาพร่างกายย่อมไม่ใช่สิ่งที่ “คนธรรมดาที่ผ่านการฝึกฝน” จะมาเทียบชั้นได้
ภายในร่างกายของฉินเซวียน พลังปราณเลือดกำลังไหลเวียนพลุ่งพล่าน!
ตราบใดที่ไม่เจอผู้บำเพ็ญเพียร ต่อให้เจอจอมยุทธ์ในยุทธภพ ฉินเซวียนก็จัดการได้เหมือนเล่นขายของ
ทั้งสองไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้มหน้าก้มตาเดิน ต่อมาไม่นานก็ออกจากตัวเมือง
นอกเมืองมีถนนเล็กๆ สายหนึ่งทอดตัวไปสู่ตีนเขา
ยอดเขาเทียนเหมินตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล ฉินเซวียนมองยอดเขาลูกนี้ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
พื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนี้กลับถูกสำนักสำนักหนึ่งยึดครองไป ทางการของที่นี่ไม่สนใจเลยหรือไง ถ้าเป็นในโลกยุทธ์ระดับสูง หากไม่ได้รับอนุญาตจากสหพันธรัฐ ไม่มีทางที่ขั้วอำนาจไหนจะมายึดภูเขาตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ตามใจชอบแบบนี้แน่...
เวลานี้บนถนนตรงตีนเขา เต็มไปด้วยผู้คนเบียดเสียด
ฝูงชนหนาแน่นทอดยาวจากตีนเขาไปจนถึงไหล่เขา แทบนับไม่ถ้วนว่ามีกี่คน!
มีตั้งแต่เด็กวัยรุ่นไปจนถึงชายชราผมขาวโพลน
บางคนแต่งตัวเหมือนชาวบ้าน บางคนแต่งกายแบบจอมยุทธ์ สวมหมวกสานพกกระบี่ ยังมีพวกคุณชายเจ้าสำราญที่เอามือปิดจมูกมองคนอื่นด้วยสายตาดูแคลน
“อย่าเบียดสิ เข้าแถวให้เรียบร้อย สำนักประตูสวรรค์กว้างใหญ่ ทุกคนมีโอกาสได้ทดสอบกันทั้งนั้น”
ที่ด้านหน้าแถว ศิษย์ชุดขาวสองคนนั่งอยู่บนโขดหินด้วยท่าทางเบื่อหน่าย
การที่ถูกส่งลงมาทำงานสกปรกเหนื่อยแรงที่ตีนเขาแบบนี้ สองคนนี้ต้องเป็นศิษย์ฝ่ายนอกที่ไม่มีหน้ามีตาที่สุดแน่นอน
แต่ทุกคนที่มาทดสอบ ต่างมองศิษย์สองคนนี้ด้วยท่าทางนอบน้อมถ่อมตน
“คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ...” หลินซิ่วซิ่วเองก็ตกใจ
ฉินเซวียนพยักหน้าเบาๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไร “ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสฉือให้ป้ายคำสั่งเรามาอันหนึ่ง เราไม่ต้องต่อแถว ให้ศิษย์ฝ่ายนอกพาขึ้นไปได้เลย!”
ฉินเซวียนเดินตรงเข้าไปหาศิษย์ฝ่ายนอกที่เฝ้าอยู่ เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ ชายร่างยักษ์สองคนก็เข้ามาขวางทาง มองเขาด้วยสายตาข่มขวัญจากมุมสูง
“หืม?” ฉินเซวียนขมวดคิ้ว
ด้านหลังชายร่างยักษ์ คุณชายเจ้าสำราญคนหนึ่งเดินออกมาอย่างช้าๆ
แต่เขาไม่แม้แต่จะชายตามองฉินเซวียน เดินดุ่มๆ ตรงไปหาศิษย์สำนักประตูสวรรค์ทั้งสองคน
คุณชายที่ปกติมักดูถูกผู้คน ตอนนี้กลับทำท่าพินอบพิเทา “ท่านทั้งสอง อากาศร้อนขนาดนี้ หิวน้ำไหมครับ? ดื่มน้ำหน่อยไหม?”
ศิษย์ชุดขาวที่อายุน้อยกว่ายังดูลังเล แต่คนที่มีอายุมากกว่าตาวาวขึ้นมาทันที “เอาสิ”
คุณชายหันไปสั่งคนรับใช้ด้านหลังอีกสองคน “ยังยืนบื้ออยู่ทำไม รีบเอาน้ำไปให้ท่านทั้งสองสิ!”
“ไม่มีตาดูเลยหรือไง ไปพัดวีให้ท่านด้วย!”
ศิษย์สำนักประตูสวรรค์ทั้งสองดื่มน้ำอย่างกระหาย คนรับใช้ของคุณชายก็รีบไปยืนพัดให้อยู่ด้านหลัง
คุณชายขยับเข้าไปใกล้แล้วหัวเราะแหะๆ “ท่านทั้งสอง... ความปรารถนาเดียวของท่านพ่อผม คืออยากให้ผมได้เข้าสำนักประตูสวรรค์ พอจะ... บอกแนวข้อสอบหน่อยได้ไหมครับ?”
คนรอบข้างต่างมองคุณชายด้วยสายตาเหยียดหยาม
ทั้งโกรธจนควันออกหู ทั้งอิจฉาริษยา
เป็นคนรวยนี่มันดีจริงๆ พกคนรับใช้มาด้วย แถมยังเข้าไปประจบศิษย์สำนักได้หน้าตาเฉย คนทั่วไปคงคิดมุกนี้ไม่ออก...
ศิษย์สำนักประตูสวรรค์คนที่อายุมากกว่า ปรายตามองคุณชายแล้วยิ้มเยาะ “น้ำแค่กาเดียว คิดจะแลกข้อสอบงั้นรึ?”
“แกเห็นสำนักประตูสวรรค์ของฉันเป็นตัวอะไร? คิดว่าเป็นคุณชายคนธรรมดาแล้ววิเศษวิโสนักหรือไง?”
หน้าของคุณชายเขียวคล้ำทันที
ถ้าเป็นเวลาปกติ เขาคงสั่งให้ลูกน้องรุมกระทืบสองคนนี้ไปแล้ว
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ฝึกตนของจริง เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะผายลม
คุณชายเดินกลับมาด้วยความเจ็บใจจนกัดฟันกรอด
“เอาล่ะ เจ้านายพวกแกคุยจบแล้ว ถึงตาฉันบ้าง อย่าขวางทาง” ฉินเซวียนพูดกับชายร่างยักษ์สองคนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
คุณชายกำลังอัดอั้นตันใจ พอเห็นท่าทางเหมือนดูละครของฉินเซวียน ก็ถามเสียงเย็นว่า “แกเป็นใครวะ? ฉันถามอยู่ ขวางทางแกแล้วจะทำไม?”
ฉินเซวียนขมวดคิ้ว แต่ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับลูกเศรษฐีเสเพลพรรค์นี้
เขาเดินตรงเข้าไปหาศิษย์สำนักประตูสวรรค์
พอคุณชายเห็นฉินเซวียนไม่สนใจ ก็ยิ่งได้ใจ “ขวางมันไว้!”
ชายร่างยักษ์สองคนยืนเรียงหน้ากระดานเป็นกำแพงมนุษย์ ขวางทางฉินเซวียนไว้อีกครั้ง
คุณชายยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “ฉันจะขวางแก มาๆๆ บอกฉันซิ ว่าจะทำไม?”
“ไม่พอใจ? พ่อฉันเป็นถึงพ่อค้าใหญ่ในเมืองเชียวนะเว้ย... เอ๊ะ? คนนี้เป็นน้องสาวแกเหรอ ยิ้มสวยดีนี่หว่า!”
หลินซิ่วซิ่วไม่สนใจ มือขวากุมด้ามกระบี่ไว้แน่น สีหน้าตื่นตัว
นิสัยของฉินเซวียน หลินซิ่วซิ่วรู้ดี ครั้งก่อนที่ฆ่าโจรป่าได้อย่างเด็ดขาด เขาไม่ใช่พวกยอมคนหัวหดแน่นอน
แต่... นั่นมันอยู่บนพื้นฐานที่ฉินเซวียนใช้ “อาวุธลับ” ระยะประชิดขนาดนี้ ฉินเซวียนอาจจะไม่มีโอกาสหยิบอาวุธลับออกมาก็ได้
ชายร่างยักษ์สองคนข้างกายคุณชาย ดูท่าทางไม่ใช่พวกเคี้ยวง่ายๆ
หลินซิ่วซิ่วกระซิบว่า “ฉินเซวียน อย่าไปมีเรื่องกับเขาเลย”
มือของหลินซิ่วซิ่วลูบคลำด้ามกระบี่
ถ้าคุณชายยืนกรานจะลงมือ หลินซิ่วซิ่วก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยฉินเซวียนฟันมืออีกฝ่ายทิ้ง!
ฉินเซวียนส่ายหน้า “คนแบบนี้ก็เหมือนหมาข้างถนน ไม่ตีไม่จำ ต้องสั่งสอนสักหน่อย”
คุณชายอึ้งไป ก่อนจะยิ้มเหี้ยม “แกจะสั่งสอนฉัน? แกมาสั่งสอนฉันดูสิ? แกดูยามสองคนข้างตัวฉัน เหมือนพวกกระจอกหรือไง...”
สิ้นเสียง
เปรี้ยง——!
คุณชายร้องโหยหวน หน้าแข้งถูกเตะจนพับงอผิดรูป ร่างทั้งร่างปลิวละลิ่วออกไป
เร็ว!
เร็วมาก!
ชายร่างยักษ์รอบข้าง ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่คุณชายจ้างมาด้วยเงินก้อนโต แต่ตอนนี้กลับตอบสนองไม่ทัน ได้แต่เบิกตามองเจ้านายตัวเองกระอักเลือดล้มลง!
“คุ้มกันนายน้อย! ฆ่าไอ้เด็กเวรนี่ซะ!” ชายร่างยักษ์ตะโกนลั่น
ฉินเซวียนเพียงแค่ยิ้มเย็น นิ้วทั้งห้ากางออกเป็นกรงเล็บ ตะปบเข้าที่แขนของคนตรงหน้าอย่างดุดัน!
นี่คือวิชายุทธ์กองทัพแห่งโลกยุทธ์ระดับสูง 【หัตถ์มังกรคว้ากระดูก】!
ชายร่างยักษ์พวกนั้นตอบสนองไม่ทันเลยสักนิด
ชั่วพริบตาเดียว ใบหน้าของทุกคนในที่นั้นก็ซีดเผือด
พวกเขาเห็นเลือดสาดกระเซ็น เส้นเอ็นขาดกระดูกเคลื่อน!
“อ๊ากกก!!!”
เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว!
มองดูสภาพเละเทะบนพื้น ฉินเซวียนปัดมืออย่างไม่ยี่หระ
ชายร่างยักษ์ที่เป็นมือตบพวกนี้ น่ากลัวจริงแหละ หนึ่งคนอัดคนธรรมดาสิบคนได้สบายๆ
แต่ถ้าเทียบฝีมือแล้ว ยังสู้พวกโจรป่าพวกนั้นไม่ได้เลย ยิ่งตอนนี้ฉินเซวียนมีพลังชีวิตก้าวเข้าสู่ระดับ 0.8 แล้ว ถือว่าพัฒนาแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน
ใช้พลังแห่งวิถียุทธ์จัดการคนธรรมดาไม่กี่คน ก็เหมือนเล่นขายของนั่นแหละ!
หลินซิ่วซิ่วที่อยู่ข้างๆ ก็อึ้งไปเหมือนกัน บนใบหน้าสวยหวานนั้น สีหน้าดูตื่นเต้นเร้าใจสุดขีด
เธอนึกไม่ถึงเลยว่า... พื้นฐานหมัดมวยของฉินเซวียนจะแข็งแกร่งขนาดนี้ เมื่อกี้เธอแทบมองไม่ทันเลยว่าฉินเซวียนลงมือยังไง!
เธอนึกย้อนไปถึงคำเตือนที่เพิ่งบอกฉินเซวียนไปเมื่อครู่ ชั่วพริบตา... หลินซิ่วซิ่วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลก
ใบหน้าสวยแดงระเรื่อขึ้นมา
คราวนี้แดงเพราะความโกรธ
“ฉินเซวียน ไอ้นี่....... นายซ่อนความลับไว้กี่อย่างกันแน่ฮะ!”
ศิษย์สำนักประตูสวรรค์สองคน เมื่อครู่เห็นฉินเซวียนมีเรื่องกับคุณชาย ก็ทำหน้าเหมือนดูเรื่องสนุก
สายตาที่มองฉินเซวียนยังแฝงความดูแคลน เพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่า รูปร่างผอมบางอย่างฉินเซวียนจะเอาชนะชายร่างยักษ์พวกนั้นได้
แต่พอมองดูสภาพเละเทะบนพื้น ทั้งสองต่างก็มีสีหน้าตกตะลึง เงยหน้ามองฉินเซวียนด้วยสายตาที่ระมัดระวังขึ้นหลายส่วน
ทั้งคู่สูดลมหายใจเข้าด้วยความหนาวเหน็บ “ศิษย์... ศิษย์พี่ เจ้านี่ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร ไม่มีคลื่นพลังวิญญาณสักนิด แต่สมรรถภาพร่างกายแบบนี้ มันจะเก่งเกินไปแล้ว!”
“ใช่... ไอ้หนูนี่ มีโอกาสสูงมากที่จะผ่านการทดสอบของสำนัก ถึงตอนนั้นก็จะเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับเราแล้ว เดี๋ยวคุยกับเขาดีๆ หน่อย!”
อีกด้านหนึ่ง
คุณชายกุมขาที่หัก มองฉินเซวียนด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว สายตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น “ไอ้หนู แก... แกจำไว้เลยนะ ทางที่ดีแกอย่ากลับมาที่เมืองชิงซานอีกตลอดชีวิต!”
“แก... แกภาวนาให้ตัวเองเข้าสำนักได้เถอะ ไม่งั้นถ้าแกกลับมาเมืองชิงซานเมื่อไหร่ ฉันจะฟ้องพ่อ ให้พ่อหาคนมาฆ่าแกให้ตาย!!!”
ฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบๆ ต่างเดาะลิ้นด้วยความหวาดเสียว
ด้านหนึ่งก็หวาดเกรงในความโหดเหี้ยมเด็ดขาดของฉินเซวียน แต่อีกด้านหนึ่งก็มองฉินเซวียนด้วยความเห็นใจ
ตระกูลของคุณชายคนนี้ นับเป็นขั้วอำนาจที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆ ของเมืองเล็กๆ อย่างชิงซาน และที่บ้านก็มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแค่คนเดียว
ถูกฉินเซวียนซ้อมจนเละขนาดนี้ วันหน้าต้องเจอการแก้แค้นจากทั้งตระกูลแน่นอน
ถ้าฉินเซวียนเข้าสำนักประตูสวรรค์ได้ก็แล้วไป แต่ถ้าเข้าไม่ได้ การแก้แค้นแบบทุ่มสุดตัวของทั้งตระกูล ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะรับไหวแน่
แต่ฉินเซวียนกลับไม่สนใจคุณชายแม้แต่น้อย เดินตรงไปหาศิษย์ทั้งสองคน
ศิษย์ทั้งสองรีบปรับสีหน้ากลับมาวางมาดหยิ่งยโสเหมือนเดิม
ศิษย์คนที่อายุมากกว่าพูดขึ้น “สำนักมีกฎห้ามบอกข้อสอบเด็ดขาด ถ้าคุณจะมาถามเรื่องนี้ ก็เชิญกลับไปเถอะ”
ฉินเซวียนส่ายหน้า “ไม่ได้จะถามครับ”
“ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสฉือให้ป้ายคำสั่งผมมาอันหนึ่ง บอกว่าสามารถทดสอบล่วงหน้าได้...... ผมเลยเอามาให้พวกคุณดู”
ฉินเซวียนหยิบป้ายคำสั่งสีเขียวหยกออกมา
ทุกคนเห็นชัดเจนเลยว่า วินาทีที่ศิษย์ทั้งสองเห็นป้ายคำสั่ง สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง!
จากท่าทางหยิ่งยโส กลายเป็นนอบน้อมยำเกรงในทันที
“เป็นป้ายคำสั่งของผู้อาวุโสฉือจริงๆ ด้วย! สหายธรรมฉิน รอนานแล้ว พวกเราจะพาคุณขึ้นเขาเดี๋ยวนี้แหละ!”
ภายในสำนักเคร่งครัดเรื่องลำดับอาวุโสมาก ฐานะของผู้อาวุโสนั้นสูงส่งกว่าศิษย์ทั่วไปไม่รู้กี่เท่า!
ดังนั้นเมื่อเห็นป้ายคำสั่งที่ผู้อาวุโสมอบให้ด้วยตัวเอง ต่อให้รู้ว่าฉินเซวียนเป็นแค่คนธรรมดา ศิษย์สำนักพวกนี้ก็ไม่กล้าดูถูกแม้แต่น้อย!
คำเรียกขานที่มีต่อฉินเซวียน ก็เปลี่ยนเป็น “สหายธรรมฉิน” ไปโดยปริยาย!
“ผู้อาวุโสต้อนรับด้วยตัวเอง?”
คุณชายที่นอนกองอยู่บนพื้น หน้าซีดเผือดในทันที
ผู้คนนับไม่ถ้วนรอบข้าง ต่างมองคุณชายด้วยสายตาสมเพชเวทนา
บุคคลที่ผู้อาวุโสให้การต้อนรับด้วยตัวเอง... ต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังดูออกว่า คนคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
หรือจะพูดว่า ได้รับการปฏิบัติระดับนี้ ก็เท่ากับก้าวขาข้างหนึ่งเข้าสู่สำนักประตูสวรรค์ไปแล้ว!
ต่อให้คุณชายจะแน่แค่ไหน รวยล้นฟ้าเพียงใด ก็เป็นแค่คนธรรมดาที่มีอิทธิพลนิดหน่อย ต่อหน้าสำนักผู้ฝึกตนก็เป็นแค่ผายลม กล้าไปหาเรื่องศิษย์ของสำนัก นั่นมันรนหาที่ตายชัดๆ!
ศิษย์ทั้งสองประสานมือคารวะฉินเซวียน “สหายธรรม เชิญทางนี้!”