- หน้าแรก
- รายงานสืบสวนทวยเทพ!
- บทที่ 14 ชานมใส่เส้นผม
บทที่ 14 ชานมใส่เส้นผม
บทที่ 14 ชานมใส่เส้นผม
บทที่ 14 ชานมใส่เส้นผม
"สรุปคือ คุณเห็นแค่คนบ้าขับรถบรรทุกยักษ์ พยายามพุ่งชนพวกคุณอย่างบ้าคลั่ง?"
สองชั่วโมงต่อมา หานซู่ สวีจี และบรรดาไฮโซหนุ่มสาวที่มาร่วมงานวันเกิดคุณชายจาง ถูกพาตัวมาสอบปากคำที่สถานีตำรวจ
เรื่องราวใหญ่โตมาก เพราะนอกจากจางเหอ ลูกชายตระกูลจาง และนางแบบขาสวยที่มีชื่อเสียงพอตัวจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนแล้ว แม้แต่ลูกชายตระกูลสวีก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากการโจมตีปริศนา
เพราะสถานการณ์รุนแรง แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่สอบปากคำยังมีท่าทีดุดัน คาดคั้นรายละเอียดไม่หยุด
หานซู่ตอบคำถามตำรวจอย่างใจเย็น "พูดให้ถูกคือ ผมเห็นแค่รถ ผมไม่เห็นคนขับ"
ถามมาหลายรอบแล้ว คำตอบของหานซู่ก็ยังเหมือนเดิม
แต่ตำรวจหัวเกรียนตรงหน้าเริ่มหมดความอดทน จ้องเขาเขม็ง "ไม่มีคนขับ แล้วรถมันชนพวกคุณได้ไง?"
หานซู่สบตาที่แทบจะลุกเป็นไฟของอีกฝ่าย โดยไม่ตอบ
ประสบการณ์โดนตำรวจสอบสวนเขามีเพียบ ทุกเส้นชีวิตที่ผ่านมา เขามีความทรงจำถูกขังในห้องสอบสวนเยอะกว่าคนทั่วไปทั้งชีวิตซะอีก
ดังนั้น เขาจึงจับสังเกตได้ว่าท่าทีของตำรวจคนนี้ดูแปลกๆ
เหตุการณ์ครั้งนี้ ต่อให้ฟังดูประหลาดแค่ไหน แต่เขาไม่ใช่ต้นเหตุ แถมยังช่วยคนไว้ และเกี่ยวข้องกับลูกเศรษฐีอย่างสวีจี ดูยังไงก็ควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้
ทำไมอีกฝ่ายถึงจ้องจับผิดขนาดนี้?
ตำรวจหัวเกรียนเห็นหานซู่ไม่ให้ความร่วมมือ น้ำเสียงก็เริ่มเย็นชา พูดกับหานซู่เสียงเหี้ยม "อีกอย่าง เราตรวจสอบพื้นที่ทั่วบริเวณนั้นแล้ว"
"ไม่พบร่องรอยของรถบรรทุกยักษ์ขึ้นลงเขา หรือร่องรอยการชนใดๆ"
"ผู้ตาย จางเหอและเฉียวเมิ่ง ดูจากร่องรอยอุบัติเหตุ เกิดจากกลับรถไม่ทัน ชนเข้ากับโขดหินข้างทาง"
"ส่วนรถสปอร์ตที่คุณกับสวีจีนั่ง ดูเหมือนเบรกไม่ทัน พุ่งลงหน้าผา แต่พวกคุณดวงแข็งหนีออกมาได้"
"ไม่มีรถบรรทุกฆาตกรอะไรทั้งนั้น!"
"......"
หานซู่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่าโลกนี้มีสิ่งเหนือธรรมชาติที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ ตอนนี้ใจเขาเลยนิ่งมาก ไม่ว่ากับใครก็ใจดีด้วยได้หมด
เจอตำรวจจี้ถาม เขาก็แค่ยิ้มเจื่อนๆ มองตาอีกฝ่ายอย่างจริงใจ "คุณตำรวจครับ คุณมาขู่ผมตรงนี้ก็ไม่มีประโยชน์ สวีจีอยู่กับผมตลอด เจอเรื่องนี้มาด้วยกัน"
"ต่อให้ผมยอมแก้คำให้การให้คุณเข้าใจง่ายๆ เขาก็ไม่แก้หรอก"
"......"
ตำรวจคนนั้นสะอึกไปนิด ก่อนจะหรี่ตาลง หันไปมองเพื่อนร่วมงานที่นั่งอ่านเอกสารเงียบๆ อยู่ข้างๆ
เพื่อนร่วมงานคนนั้นค่อยๆ วางเอกสารลง หานซู่เห็นชื่อตัวเองบนนั้น แล้วก็ได้ยินคนคนนั้นพูดเสียงเบาพร้อมรอยยิ้ม "คุณชายใหญ่ตระกูลสวีไม่มีใครกล้ากักตัวหรอก แต่คุณน่ะ ไม่แน่"
หานซู่ชะงัก เงยหน้ามองเขา
ดูจากยศแล้ว ตำรวจสองคนนี้เป็นแค่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง คนที่พูดอายุราวสามสิบกว่า ใส่แว่นกันแดดสีชา
ตอนนี้เขายิ้มกึ่งไม่ยิ้มมองหานซู่ แววตาแฝงความนัย
หานซู่เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาลางๆ หยุดคิดครู่หนึ่งแล้วพูดเรียบๆ "ผมเป็นแค่พยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา พวกคุณไม่มีเหตุผลที่จะกักตัวผม"
"มีสิ"
ตำรวจใส่แว่นสีชาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ยกขาพาดโต๊ะ ยิ้มอย่างใจเย็น: "เพราะประสบการณ์ของพวกคุณมันประหลาดมาก และมีคนตาย ผมมีความจำเป็นต้องให้พวกคุณอยู่ช่วยสืบสวน และในบรรดาผู้ประสบเหตุสองคน คุณชายสวีได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เราเลยต้องส่งเขาไปรักษาตัวก่อน"
"ในเมื่อเป็นแบบนี้ การให้คุณอยู่ช่วยสืบสวน ตรวจปัสสาวะ ทบทวนรายละเอียดเพื่อเติมเต็มคำให้การ ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมาก"
"อย่างน้อย ก็กักตัวคุณได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง"
"แน่นอน เราจะออกไปบอกคุณชายสวีว่า ที่รั้งตัวคุณไว้ ก็แค่เพื่อให้ความร่วมมือตามปกติ ให้พวกเขากลับไปก่อน อีกยี่สิบสี่ชั่วโมงค่อยมารับ"
"......"
หานซู่สูดหายใจลึก รู้ตัวแล้วว่าเรื่องราวเริ่มผิดคาด ยืดหลังตรงขึ้น กวาดตามองสองคนนี้ช้าๆ แล้วถามตรงๆ "พวกคุณก็รับงานจากโต๊ะดำเหมือนกันเหรอ?"
ตำรวจหัวเกรียนหน้าเปลี่ยนสีทันที ทำท่าจะตบโต๊ะ
แต่ตำรวจผมยาวใส่แว่นสีชายกมือห้าม ส่งสัญญาณว่าไม่ต้องทำเรื่องใหญ่โต แล้วจ้องตาหานซู่นิ่งๆ "ฉันรู้ว่าเว็บมืดที่นายพูดถึง มีแต่พวกทำตัวลับๆ ล่อๆ รับงานแทนคนอื่น สะกดรอย แอบถ่าย หรือแม้แต่จ้างวานฆ่า พวกเราเป็นตำรวจ รับเงินเดือนจากสำนักงานบริหาร แน่นอนว่าไม่รับงานพวกนั้นหรอก"
"แต่ว่า..."
เขาลดเสียงลง "นายรู้ไหมว่า ค่าหัวนั่นมันสูงมาก"
"สูงจนทั้งวงการสีเทาและสีขาว หลายคนน้ำลายสอ"
"ประกาศจับเดียว แต่ถูกซอยย่อยเป็นภารกิจยิบย่อยมากมาย ดังนั้น ต่อให้พวกเราไม่รับงานโดยตรง ขอแค่รีดข้อมูลที่มีประโยชน์จากปากนายได้นิดหน่อย ก็มีค่ามหาศาลแล้ว"
"......"
พูดมาขนาดนี้ ก็ชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว
ครอบครัวผู้เสียหายพวกนั้นไม่ยอมปล่อยเขาไปหรอก หรือจะพูดให้ถูกคือ พวกเขาไม่ยอมปล่อยวางคดีนั้น แต่ในเมื่อมีรางวัลนำจับ ก็ย่อมมีคนไม่ยอมปล่อยเขาไปเหมือนกัน
เขาอุตส่าห์ระวังตัว หลบเลี่ยงปัญหามาตลอด แม้แต่ที่ไปหาคุณชายจาง ก็เพื่อเลี่ยงปัญหาพวกนี้
นึกไม่ถึงว่า เข้าโรงพักทีเดียว ก็โดนเล่นงานจนได้
ตำรวจใส่แว่นสีชาเห็นท่าทางของเขา ก็รู้ว่าเขาเข้าใจแล้ว
ส่งสายตาให้หัวเกรียน ตำรวจหัวเกรียนก็ลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น มองไปข้างนอกแวบหนึ่ง แล้วปิดประตูแน่นหนา ลากเก้าอี้มาขัดลูกบิดประตูไว้
ตำรวจใส่แว่นสีชาหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากตู้ใต้เท้า ข้างในมีของแปลกๆ หลายอย่าง
มีหนังสือหนาเตอะที่ดูยับเยิน หน้ากลางมีรอยทุบ
แล้วก็มีค้อน กรรไกรตัดเล็บรูปทรงประหลาด ทิชชู ชานมเหลือครึ่งขวด และเส้นผมที่ห่อพลาสติกไว้กระจุกหนึ่ง
เขาเทชานมใส่แก้วกระดาษ แล้วใช้กรรไกรค่อยๆ ตัดผมให้เป็นเศษเล็กๆ ใส่ลงไปในแก้ว พลางยิ้มมองหานซู่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม "น้องชาย ตอนนี้ยังมีเวลา ลองคิดดูดีๆ นะ..."
ไอ้หมอนี่ร้ายกาจเหมือนงูพิษ น้ำเสียงไม่ดังไม่เบา แต่ทำให้คนฟังขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ดูจากความชำนาญตอนพูด มันคงทำเรื่องแบบนี้มาไม่น้อย
หานซู่ไม่ตอบ แค่ทำหน้าเบื่อหน่าย แต่ในใจลึกๆ กลับเต้นแรงขึ้นมานิดหน่อย: ตาขวาของฉัน เหมือนจะทำให้รถบรรทุกผีสิงนั่นละลายได้ แล้ว...
...คนเป็นๆ ล่ะ?
ความรู้สึกวิเศษตอนที่พลังจิตซึมผ่านรอยแยกที่ตาขวาสู่โลกความจริง ความรู้สึกเหมือนสามารถใช้พลังจิตเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า
จะเอามาใช้เป็น "ความสามารถ" ของตัวเองได้ไหมนะ?
ที่สำคัญคือ ถ้ากลับไปที่ปราสาท ความสามารถนี้จะยังติดตัวไปไหม จะเอาไปใช้จัดการสัตว์ประหลาดพวกนั้นได้รึเปล่า?
ตั้งแต่เจอรถบรรทุกผีสิง ความคิดนี้ก็วนเวียนอยู่ในหัวเขาตลอด ความอยากรู้อยากลองที่ยากจะระงับ มันรุนแรงจนทนแทบไม่ไหว รุนแรงจนแม้แต่สองคนตรงหน้า ก็ดูน่ารักขึ้นมาถนัดตา...
เห็นหานซู่เงียบ ตำรวจสองคนมองหน้ากัน หัวเกรียนก็รีบมองไปข้างนอก แอบปิดประตูให้สนิท แล้วเอากุญแจมือออกมาจากข้างหลัง ค่อยๆ เดินเข้าไปหาหานซู่
ตำรวจใส่แว่นสีชาก็เทนมหมดอายุใส่ลงไปในแก้วกระดาษที่มีเศษผมผสมอยู่ แล้วค่อยๆ ยกขึ้นมาเขย่า
แต่ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ ข้างนอกก็มีเสียงดังลั่น: "ทุกท่าน ที่นี่ถูกเราควบคุมไว้ชั่วคราว กรุณาทิ้งบันทึกการสอบสวน บันทึกเสียง และหลักฐานทั้งหมดไว้ แล้วออกไปรอด้านนอก"