- หน้าแรก
- โอเค ฉันนี่แหละคือมหาเศรษฐี
- บทที่ 198 มีต้นมีปลาย
บทที่ 198 มีต้นมีปลาย
บทที่ 198 มีต้นมีปลาย
บทที่ 198 มีต้นมีปลาย
“กริ๊ง ๆ ๆ…”
ในขณะที่เกายี่กำลังง่วนอยู่บนโต๊ะทำงานในสำนักงาน เขาหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมารับโดยเอียงศีรษะหนีบไว้กับไหล่ พลางพูดว่า “อืม ได้ครับ ได้ครับ”
ในฐานะนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยการเมืองและกฎหมาย หลังจากเข้ามาทำงานที่สำนักงานกฎหมายจวินเซิ่ง แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ช่วยของทนายจาง แต่ความจริงแล้วเขาก็จัดการคดีเล็ก ๆ บางคดีเองด้วยเช่นกัน
หลังวางสาย เกายี่ก็รีบส่งข้อความหาเฉินอวี่เจี๋ยผ่านซอฟต์แวร์แชตของที่ทำงานว่า “เฮ้อ ได้คดีเล็ก ๆ มาอีกแล้ว แต่ดันเป็นคดีที่รับเงินไม่ได้!”
พื้นที่สำนักงานของพวกเขาไม่ใหญ่มาก การพูดคุยในเวลางานอาจถูกได้ยินได้ง่าย การคุยผ่านซอฟต์แวร์จึงปลอดภัยกว่า
เฉินอวี่เจี๋ยยังคงงามสง่าเช่นเคย สวมชุดสูทกระโปรงแบบมืออาชีพ งดงามและภูมิฐาน เธอไม่สนใจการ“อวด”ของรุ่นพี่เกา มือยังคงเคลื่อนไหวอยู่บนแป้นพิมพ์ ส่งไฟล์ข้อมูลที่เธอจัดการเสร็จเรียบร้อยให้เขาทันที
เกายี่อดไม่ได้ที่จะพิมพ์กลับขณะรับไฟล์เอกสารว่า “เฉินซือเม่ย คดีที่ท่านจางรับไว้ยังมีอยู่อีกเจ็ดแปดคดีนะ ผมเพิ่งรับคำขอว่าจ้างคดีแพ่งมาอีกหนึ่งคดี น่าจะได้สักสองสามหมื่น เดี๋ยวพาไปเลี้ยงข้าว!”
“เฮ้อ คดีของหลี่เว่ยนี่ก็ลากยาวมานานแล้ว ยังไม่มีวี่แววเลย ท่านจางถ่ายทอดคำพูดของคุณจิ่งมาว่าจะถ่วงเวลาไว้ รอจังหวะเหมาะสม แต่นี่มันผ่านไปสองอาทิตย์แล้ว ยังจะมีจังหวะอะไรอีก?”
“คดีของหลี่เว่ยใช้เวลามากเกินไปแล้ว ผมเริ่มไม่อยากยุ่งแล้วล่ะ เฉินซือเม่ย คิดว่ายังไง?”
เฉินอวี่เจี๋ยจิบชาช้า ๆ ตอบกลับว่า “ไม่ค่อยมีหวัง”
ในหัวของเธอพลันนึกถึงภาพที่เห็นหน้าสถานกักขังวันนั้น: คุณจิ่งขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียด ไม่แม้แต่จะมองเธอด้วยซ้ำ
เธอเองก็ไม่มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับคดีนี้ จากที่ท่านจางเล่าให้ฟัง ดูเหมือนเบื้องหลังจะมีแรงกดดันที่ลึกซึ้งกว่านี้ สำนักงานกฎหมายของพวกเขาเองก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก
เกายี่พูดต่อว่า “ขอยกแก้วให้กับความเห็นตรงกันของพวกเรา! เดี๋ยวผมสั่งชานมให้ เฉินซือเม่ยอยากได้รสไหน?”
“ไม่เป็นไร ขอบคุณ” เฉินอวี่เจี๋ยปฏิเสธทันควัน สายตายังคงจ้องมองเอกสารในคอมพิวเตอร์ พลางนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นที่คุณจิ่งเพียงพยักหน้าให้เธอเบา ๆ ใจเธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ: ฉันก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง!
ในอดีต ตอนที่คุณจิ่งพยายามจีบเธอ เธอไม่เคยคิดจะตอบรับชายผู้ร่ำรวยคนนี้เลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาเข้าหาเธออย่างจริงใจ และไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกไม่ดีเลย
แต่ตอนนี้ คุณจิ่งกลับดูเหมือนจะไม่เหลียวแลเธอเสียด้วยซ้ำ
รู้สึกเศร้าอยู่เหมือนกัน เธอเองก็เป็นคนธรรมดา มีจิตใจธรรมดา เมื่อคนที่เคยพยายามเข้าหากลับเมินเฉย ความเปลี่ยนแปลงแบบนี้มันก็ย่อมสะเทือนใจอยู่บ้าง
โชคดีที่ตอนนั้นเธอไม่ได้ตกลง ไม่อย่างนั้น หากเขาจีบสำเร็จ วันหลังคงจะถูกเขาทิ้งเหมือนขยะ
ขณะนั้น หน้าจอซอฟต์แวร์แชตของเกายี่และเฉินอวี่เจี๋ยก็เด้งขึ้น เป็นข้อความจากทนายจางว่า “เกา เฉิน มาที่ห้องทำงานฉันหน่อย เอาเอกสารคดีหลี่เว่ยมาด้วย”
ในฐานะหุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมาย ทนายจางมีห้องทำงานส่วนตัว
เมื่อทั้งเกายี่และเฉินอวี่เจี๋ยเข้าไป ทนายจางก็กำลังใช้เมาส์คลิกดูบางอย่างบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาสั่งว่า “เตรียมตัวให้ดี เดี๋ยวเราไปทำเรื่องประกันตัว แล้วก็ไปรับหลี่เว่ออกจากสถานกักขัง”
เฉินอวี่เจี๋ยรู้สึกแปลกใจ แต่ในฐานะนักศึกษาฝึกงานระดับปริญญาตรี เธอมักวางตัวอย่างสงบเสงี่ยมอยู่เสมอ จึงตอบไปว่า “ค่ะ ท่านจาง”
เกายี่ถามอย่างงงงวยว่า “ประกันตัวเหรอ? ท่านจาง มีอะไรเปลี่ยนแปลงเหรอครับ?”
เขารู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เพราะตอนเช้ายังเพิ่งพูดกับเฉินอวี่เจี๋ยว่าไม่มีหวังเลยแท้ ๆ
ทนายจางมองเกายี่อย่างลึกซึ้ง ก่อนจะพูดว่า “ใช่ คุณจิ่งโทรหาฉันตั้งแต่คืนวันเสาร์แล้ว” แล้วก็ถอนหายใจพร้อมพูดต่อว่า “พวกเธอน่ะ...มองเรื่องต่าง ๆ ตื้นเกินไป!”
เกายี่และเฉินอวี่เจี๋ยถึงกับหน้าแดงร้อนผ่าว
ตอนแรกที่รับคดีนี้ พวกเขายังคิดว่ามีโอกาส แต่พอตอนเช้า กลับหมดความหวังไปแล้ว ตอนนี้กลับถูกตบหน้ากันอย่างจัง!
ต้องบอกว่าวิชาชีพทนายถือว่าเป็นสายงานระดับหัวกะทิ แม้ภาพลักษณ์ในสายตาคนทั่วไปอาจไม่ดีนัก แต่โดยพื้นฐานแล้ว ทุกคนในวงการล้วนหยิ่งในศักดิ์ศรี
แต่แล้วกลับถูกเด็ก “ทายาทเศรษฐี” คนหนึ่งตบหน้าเข้าอย่างจัง ในบริบทของภาษาจีนนั้น คำว่า “ทายาทเศรษฐี” มักมีนัยแฝงในเชิงดูถูกอยู่บ้าง
ในเวลาต่อมา ทนายจางก็พาผู้ช่วยทั้งสองออกเดินทาง ไปทำเรื่องประกันตัว และพาหลี่เว่ออกจากสถานกักขังหมายเลขสามของเมือง
เวลาบ่ายสามโมง แดดกลางเดือนมิถุนายนเจิดจ้าเกินทน หลี่เว่ยเดินออกมาพร้อมกับทนายจางและอีกสองคนจากสำนักงานกฎหมาย ความรู้สึกหลากหลายปะปนอยู่ในใจของเขา
พอพ้นประตูออกมาก็เห็นรถหลายคันจอดอยู่ข้างถนน ด้านข้างรถยืนอยู่สองสามคน ดูเหมือนจะรอเขาอยู่
หลี่เว่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วรีบเดินไปหา จิ่งเกา “พี่จิ่ง ขอบคุณที่มารับผมนะครับ”
จิ่งเกาสวมกางเกงขายาวกับเสื้อยืดลำลอง เหงื่อซึมเล็กน้อยจากการยืนกลางแดด เขาตบไหล่หลี่เว่ยเบา ๆ พูดว่า “จ้าวชางหลงกับม่าอ้วน มันเป็นแค่ของเก่าไปแล้ว ถึงตอนนี้ยังเป็นแค่ประกันตัวออกมา แต่คดีของนายไม่มีปัญหาแน่นอน ไปกันเถอะ ฉลองให้นายล้างซวยสักหน่อย”
จิ่งเกายืนรอเขากลางแดด หลี่เว่ยรู้สึกซาบซึ้งใจไม่น้อย ในความเป็นจริง ตอนเขาอยู่ในเรือนจำ เคยมีคนชื่อเส้าโหว เข้ามาซักไซ้เรื่อง “เบื้องหลังของจิ่งเกา” เขาก็เคยลังเลอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะตอนที่โดนซ้อมในห้องขัง แต่เขาไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ
ถึงตอนนี้เขาคิดได้ว่า ต่อให้รู้ก็ไม่คิดปริปากออกมา ผ่านประสบการณ์ที่ถูกคุกคามมาครั้งหนึ่ง บางที...มันก็แค่เท่านั้นเอง
“พี่หลี่...” เสี่ยวหวังที่มีตาเรียวแบบตาเหยี่ยวเดินนำลูกน้องของหลี่เว่ยไม่กี่คนเข้ามาหา
หลี่เว่ยทักทายเสี่ยวหวังกับลูกน้องทีละคน แล้วหันกลับไปมองเรือนจำอย่างอารมณ์สะท้อนใจ “ไปกันเถอะ”
ที่ฝั่งถนน จิ่งเกากำลังจับมือทักทายกับทนายจาง เขากล่าวว่า “ทนายจาง ลำบากคุณมากครับ”
ทนายจางยิ้มแย้ม “พี่จิ่งพูดเกินไปแล้วครับ รับเงินมาทำงาน เป็นหน้าที่ของพวกเราครับ”
จิ่งเกาพยักหน้าอย่างพอใจ ความจริงแล้ว ในบริษัทที่เขาถือหุ้นอยู่หลายแห่ง ก็มีทนายประจำอยู่ แต่คดีของหลี่เว่ยเป็นเรื่องส่วนตัว ใช้บริการทนายจางโดยตรงจะสะดวกและปิดข่าวได้มากกว่า เรื่องแค่นี้เอง ไม่ใช่ปัญหา
“ทนายเฉิน รบกวนรอสักครู่นะครับ”
ทนายจางกับเกาอี้ก็รู้จังหวะ จึงเข้าไปนั่งในรถกันก่อน
เฉินอวี่เจี๋ยยืนอยู่ในเงาร่มข้างถนน สวมชุดทำงานขาวดำและรองเท้าส้นสูง ดวงตาคมใสดูจิ่งเกาที่เดินไปหยิบกล่องของขวัญเล็ก ๆ จากรถหรูของเขา นี่เขาจะให้ของขวัญกับเธอเหรอ?
จิ่งเกายื่นกล่องให้เฉินอวี่เจี๋ย พลางยิ้ม “คราวก่อนเจอกันยังไม่ได้คุยกันเลย นี่เป็นของขวัญที่ผมซื้อจากฮ่องกง ฝากไว้เป็นที่ระลึกนะครับ เมื่อวานผมไปสารภาพรักกับผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วเธอก็ตอบตกลง”
เฉินอวี่เจี๋ยรับกล่องมา กล่าวอย่างสุภาพ “ขอบคุณค่ะ ขอให้พวกคุณมีความสุขนะคะ”
จิ่งเกาเคยทุ่มเทให้กับเธอ ทั้งคู่ต่างก็รู้ดี แม้ว่าเธอจะไม่ได้ตอบรับความรู้สึกของเขา และตอนนี้ก็ถึงเวลาปิดฉากความสัมพันธ์นั้น ของขว้ญชิ้นนี้คือการกล่าวลาอย่างมีมารยาท
ชีวิตคนเราควรจะมีเริ่มต้นและจบสิ้นอย่างเหมาะสม
จิ่งเกายิ้ม “ขอบคุณครับ” โบกมือลาอย่างอารมณ์ดี แล้วขึ้นรถไปงานเลี้ยงฉลองให้หลี่เว่ย
เฉินอวี่เจี๋ยมองรถของเขาวิ่งออกไปเบา ๆ พลางเม้มริมฝีปากบางเบา ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในใจอย่างเลือนราง
เธอเสียใจไหม? ไม่เสียใจเลย แต่...ทำไมถึงมีความเศร้าอยู่ลึก ๆ ในใจล่ะ?
วันที่ 13 มิถุนายน ที่ประชุมบอร์ดบริหารของกลุ่มชางหลงสิ้นสุดลง จ้าวชางหลงถูกบริษัท Jiugē ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ขับพ้นจากบอร์ดบริหาร สูญเสียสิทธิ์ควบคุมบริษัทไปโดยสมบูรณ์
สำหรับกลุ่มชางหลงแล้ว การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
หนิงซุ่นชาง ซึ่งปกติเดินสายอยู่ระหว่างฉินหวงเต่าและต้าเหลียน ได้รีบบินตรงมายังนครจิ่งเพื่อพบกับจิ่งเกาโดยเฉพาะ เขาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายย่อยของกลุ่มชางหลง