- หน้าแรก
- ระบบล่มแล้วไง ระบบชดเชยให้ผมเป็นเทพด้วยพรสวรรค์หนึ่งเดียวในจักรวาล
- บทที่ 265: จงลุกไหม้ ผลึกวิญญาณ! เขาเพียงคนเดียว ก็เทียบได้กับกองทัพนับพัน!
บทที่ 265: จงลุกไหม้ ผลึกวิญญาณ! เขาเพียงคนเดียว ก็เทียบได้กับกองทัพนับพัน!
บทที่ 265: จงลุกไหม้ ผลึกวิญญาณ! เขาเพียงคนเดียว ก็เทียบได้กับกองทัพนับพัน!
ความหัวเสียของศาสตราจารย์ไป๋ยังไม่ทันจางหาย
จอมอนิเตอร์ตรงหน้าก็ดับวูบลง เห็นได้ชัดว่าพลังงานของ “ศาสตรา” หมดเกลี้ยง แม้แต่การตอบสนองพื้นฐานที่สุดก็ยังไม่มี
“เป็นเพราะความโลภของพวกคุณแท้ๆ! แค่คัดลอกวิชาหอกนั่นมันไม่ดีตรงไหนกัน?”
เสียงของศาสตราจารย์ไป๋ดังก้องไปทั่วห้องที่ว่างเปล่า เหล่าสมาชิกสภาโดยรอบต่างพากันเงียบกริบ
“ทำไมพลังงานถึงเหลือแค่นี้ล่ะครับ ศาสตราจารย์ไป๋?” หนึ่งในนั้นเป็นสมาชิกสภาหน้าใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่กี่ปี และมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีกับศาสตราจารย์ไป๋ จึงอดถามขึ้นมาไม่ได้
ศาสตราจารย์ไป๋สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะอธิบายอย่างจนปัญญา:
“หลายร้อยปีมานี้เพราะการทดลองที่ผิดพลาดของสหพันธ์และการใช้งานเกินขีดจำกัด ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานไปมหาศาล”
“มนุษย์ค้นพบว่าพลังงานของ ‘ศาสตรา’ ไม่เพียงพอ และสสารชนิดเดียวที่สามารถเติมเต็มได้คือสิ่งที่เรียกว่า: แกนไทเทเนียม”
“ในตอนนั้นเก้าจอมราชันย์ถึงกับพลิกแผ่นดินดาวบลูสตาร์เพื่อตามหามัน แต่ก็คว้าน้ำเหลว”
“แล้วผลึกวิญญาณล่ะครับ?”
“ไม่ได้ผล ต่อให้เป็นผลึกวิญญาณขั้น 6 เม็ดนั้นก็ยังไม่พอ”
ศาสตราจารย์ไป๋จ้องมองภาพการต่อสู้ย้อนหลังของซูเซวียนไม่วางตา คนในภาพราวกับมังกรคะนองน้ำที่กำลังม้วนตัวท่ามกลาง “เกลียวคลื่น” สีดำ
พลังงาน พลังงาน... ขนาด “ศาสตรา” ยังต้องการพลังงาน แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์?
......
เวลานี้ซูเซวียนอาศัยปราณศึกสร้างความเสียหายรุนแรงกว่าเมื่อครู่ถึงสิบเท่า แต้มผลงานกองทัพของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด และถูกแลกเปลี่ยนเป็นวัสดุจากคลังสมบัติสหพันธ์อย่างต่อเนื่อง
ทว่าสัตว์อสูรรอบกายยังคงดาหน้าเข้ามาหาเขาดั่งกระแสน้ำเชี่ยวกรากโดยไม่กลัวตาย ราวกับพวกมันละทิ้งเป้าหมายที่เป็นมนุษย์คนอื่นไปหมดสิ้นแล้ว
แต่เหล่าผู้ฝึกยุทธ ณ ช่องทางซากอสูรต่างก็เป่าแตรสัญญาณโต้กลับ!
ผู้ฝึกยุทธที่ถูกคลื่นสัตว์อสูรกดดันมาตลอด ต่างพากันคำรามลั่นเพื่อระบายความอัดอั้นในใจ
“ติ๊ดๆๆ! ค่าพลังวิญญาณ: 9999...9765......”
ทว่าพลังวิญญาณของซูเซวียนกลับลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจากการปลดปล่อยปราณศึก เพียงชั่วอึดใจก็ร่วงหลุดจากหลักหมื่น
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่ใช้การโจมตีวงกว้าง พลังวิญญาณในร่างจะลดลงทีละหลายร้อยหลายพันแต้ม
‘ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแน่’
ซูเซวียนกวาดตามองฝูงสัตว์อสูรรอบตัว ก็รู้ดีว่าลำพังพลังวิญญาณที่สะสมมา อย่าว่าแต่จะฆ่าล้างบางพวกมันเลย แค่ยื้อให้ได้สักสามนาทีก็ยังหืดขึ้นคอ
‘จะดูดซับผลึกวิญญาณไปพร้อมกับต่อสู้ได้ไหมนะ’
เขาไม่คิดจะลดความถี่ในการใช้ปราณศึก ทางออกเดียวในตอนนี้คือต้องหาทางเพิ่มปริมาณการรับพลังวิญญาณให้มากขึ้น
เมื่อซูเซวียนกำผลึกวิญญาณขั้น 5 ไว้ในมือทั้งสองข้าง พลังวิญญาณที่สูบฉีดผ่าน 【ลมหายใจแห่งการต่อสู้】 ก็เพิ่มสูงขึ้น ช่วยชะลออัตราการลดลงของค่าพลังวิญญาณได้มากโข
“ติ๊ง! ตรวจพบผลึกวิญญาณและปราณศึก โฮสต์ต้องการเปิดใช้งานโหมดเผาผลาญผลึกวิญญาณหรือไม่?”
เสียงของระบบที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้ซูเซวียนดีใจจนเนื้อเต้น
“เปิดเลย! เปิดเดี๋ยวนี้!”
“โปรดทราบ โหมดนี้จะมีการสิ้นเปลืองผลึกวิญญาณเกินความจำเป็น ยืนยันที่จะเปิดใช้งานหรือไม่?”
ระบบไม่ได้เปิดใช้งานทันที แต่กลับย้ำเตือนอีกครั้ง
‘สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น?’
ซูเซวียนฉุกคิดขึ้นมาได้ทันที เขานึกถึงตอนที่ใช้เนตรสรรพัญญูแล้วโดน “หักเงินซ้ำซ้อน”
‘หรือว่าระบบเองก็ต้องการผลึกวิญญาณเหมือนกัน แถมยังต้องหาข้ออ้างมาหักหัวคิวแบบเนียนๆ ด้วย?’
แปดเก้าส่วนต้องเป็นแบบนั้นแน่
นี่ถ้าไปเจอโฮสต์ที่ไม่มีทรัพยากรสะสมไว้ ดีไม่ดีคงเปิดใช้งานไม่ได้ด้วยซ้ำ
เพราะถึงอย่างไร หากเขาดูดซับผลึกวิญญาณด้วยตัวเอง พลังวิญญาณที่ได้รับย่อมมากกว่าแน่นอน
แต่เขาไม่เหมือนคนอื่น จะขาดอะไรก็ขาดได้ แต่ไม่มีวันขาดผลึกวิญญาณ!
“เผาผลาญมันซะ! ท่านระบบ!”
สิ้นเสียงตะโกนของซูเซวียน พลันมีเสียง ‘ปังๆๆ’ ดังขึ้นในห้วงมิติ
ผลึกวิญญาณขั้น 1 ที่มีจำนวนมากที่สุดถูกระบบแปรสภาพจนสลายไปอย่างต่อเนื่อง พลังงานมหาศาลที่ปะทุออกมาถูกอัดฉีดเข้าสู่ร่างกาย ก่อนจะไหลเวียนเปลี่ยนเป็นปราณศึกอย่างรวดเร็ว
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ค่าพลังวิญญาณของซูเซวียนหยุดลดลงโดยสิ้นเชิง
เมื่อเทียบกับอัตราการดูดซับ 70% ของตัวเองแล้ว วิธีนี้ใช้ประโยชน์จากผลึกวิญญาณได้เพียง 30% คาดว่าส่วนที่หายไปคงโดนระบบแอบเม้มไปนั่นแหละ
แต่เขาลองคำนวณคร่าวๆ แค่ผลึกวิญญาณขั้น 1 ก็เพียงพอให้เขาสู้ได้นานถึงสามชั่วโมง
พูดอีกอย่างก็คือ ระยะเวลาการต่อสู้ของเขาในตอนนี้ ได้ถูกระบบเปลี่ยนให้เป็นปริมาณผลึกวิญญาณสำรองเรียบร้อยแล้ว
ตราบใดที่ผลึกวิญญาณยังมีพอ เขาก็สามารถสู้ต่อไปได้เรื่อยๆ!
“มาวัดกันหน่อยสิว่าพวกแกมีจำนวนเยอะ หรือฉันมีผลึกวิญญาณเยอะกว่ากัน!”
กลิ่นอายของซูเซวียนพลันไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเผาผลาญผลึกวิญญาณยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว
หอกยาวในมือร่ายรำดุจพญามังกร ปลายหอกพ่นเปลวเพลิงสีดำราวกับลมหายใจแห่งมังกรพิโรธ ก่อเกิดเป็นพายุแห่งการทำลายล้างที่โหมกระหน่ำบดขยี้เหล่าสัตว์อสูร
ฝูงสัตว์อสูรที่ดาหน้าเข้ามาถูกฉีกกระชากราวกับเศษกระดาษภายใต้การโจมตีของซูเซวียน ร่างของพวกมันปลิวว่อนกระจัดกระจาย ไม่อาจเข้าใกล้เขาได้แม้แต่ก้าวเดียว เกิดเป็นพื้นที่ว่างเปล่าขึ้นมารอบตัวเขาทันที
เพียงคนคนเดียว กลับสร้างผลลัพธ์ได้เทียบเท่ากับกองทัพผู้ฝึกยุทธนับพัน
การโจมตีแต่ละครั้งเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบทำลายขวัญกำลังใจของสัตว์อสูรจนย่อยยับ ผู้ฝึกยุทธคนอื่นๆ ในสนามรบต่างได้รับแรงบันดาลใจจากการสำแดงพลังดุจเทพสงครามของซูเซวียน จนพากันฮึดสู้สุดชีวิต จิตวิญญาณการต่อสู้พลุ่งพล่านขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“นายพลซูโคตรเจ๋ง!”
“โทสะเหมันต์ไร้เทียมทาน!”
“ฆ่ามันให้เรียบโว้ย!”
หานเยียนหลิงสั่งการโต้กลับพลางลอบสังเกตเปลวเพลิงสีดำของซูเซวียน
เปลวเพลิงสีดำของเขาแตกต่างจากควันน้ำแข็งของเธอ มันดูเหมือนพลังแห่งการทำลายล้างบริสุทธิ์ที่กัดกร่อนร่างของสัตว์อสูรอย่างไร้ปรานีมากกว่า
ไม่เหมือนพรสวรรค์ แต่เหมือน... ทักษะยุทธ์?
อยากเรียนจัง...
กลางอากาศ เถี่ยมี่ยนยังคงพัวพันอยู่กับวานรช้างเกราะเถาวัลย์ แต่ความร้อนรนในใจเริ่มปิดไม่มิด
สายตาของเขากวาดมองซูเซวียนที่พื้นดินอยู่ตลอดเวลา คนที่มักจะสงบนิ่งไร้อารมณ์อย่างเขา บัดนี้ในแววตากลับเต็มไปด้วยความกระวนกระวายและโทสะ
เดิมทีเขาวางแผนจะรอให้ซูเซวียนหมดแรง แต่ตอนนี้ซูเซวียนกลับยังฟิตปั๋ง ราวกับไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย
‘เป็นไปไม่ได้! ต่อให้มันกิน ‘ยา’ เข้าไปมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางทำได้ถึงขนาดนี้’
เถี่ยมี่ยนกำหมัดแน่น จิตสังหารในใจเดือดพล่าน
แผนของเขาพังไม่เป็นท่าเพราะการปรากฏตัวของซูเซวียน จะยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องฆ่ามันทิ้งซะ ต่อให้ตัวเองต้องถูกเปิดโปงก็ยอม!
ทันทีที่เถี่ยมี่ยนตัดสินใจจะลงมือโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม รอยแยกบนท้องฟ้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
เสียงคำรามต่ำๆ ดังลอดผ่านรอยแยกออกมา สั่นสะเทือนจิตใจของผู้ฝึกยุทธทุกคนในที่นั้น ราวกับเสียงนั้นกำลังเขย่าลึกลงไปถึงแก่นวิญญาณ ทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกมา
“นี่มัน... ราชาอสูรขั้น 9?”
ใบหน้าของหานเยียนหลิงปรากฏแววโกรธเกรี้ยวและสับสนเป็นครั้งแรก
ก่อนคลื่นสัตว์อสูรทัพหน้าจะบุกมา พวกเราก็อพยพคนธรรมดาส่วนใหญ่ออกไปได้แล้ว สถานการณ์กำลังจะคลี่คลายอยู่แล้วเชียว ทำไมจู่ๆ ถึงมีสัตว์อสูรระดับสูงโผล่มาอีก?
หรือว่าจะถูกดึงดูดมาเพราะความเปลี่ยนแปลงของซูเซวียน?
กำลังรบระดับสูงของสหพันธ์ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วพวกเราจะรับมือราชาอสูรขั้น 9 ได้อย่างไร?
เธอเต็มไปด้วยคำถาม แต่เวลานี้ไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดอีกแล้ว เธอรู้ดีว่าสิ่งเดียวที่ผู้ฝึกยุทธในที่นี้ทำได้ คือใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อยื้อเวลา
“หรือสวรรค์ต้องการให้กองพลโทสะเหมันต์ต้องถูกกวาดล้างทั้งที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมากัน?”
ในใจของหานเยียนหลิงเต็มไปด้วยความเจ็บใจและโกรธแค้นถึงขีดสุด
แม้เธอจะไม่ได้บอกคนรอบข้างว่าเจ้าของเสียงคำรามคือตัวอะไร แต่ผู้ฝึกยุทธทุกคนต่างก็มีสีหน้าตึงเครียด พวกเขาล้วนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน
ในบรรดาคนทั้งหมด คนที่ดูจะมีความสุขที่สุดคงหนีไม่พ้นเถี่ยมี่ยน
มุมปากของเขาแสยะยิ้มอำมหิตที่ยากจะปกปิด ในใจลิงโลด:
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ดีจริงๆ! ราชาอสูรขั้น 9 ถูกดึงดูดมาจนได้! พวกมันทุกคนจะต้องตายก็เพราะแก!
เมืองโมบาแห่งอาณาเขตโอวจะแตกพ่ายก็เพราะแก!
ความตายของชาวอาณาเขตโอวนับไม่ถ้วนจะถูกโยนไปเป็นความผิดของแก!
แกจะไม่ได้เป็นวีรบุรุษ แต่จะเป็นคนบาปของสหพันธ์!
เป็นคนบาปเหมือนกับพวกเก้าจอมราชันย์!”