- หน้าแรก
- ระบบล่มแล้วไง ระบบชดเชยให้ผมเป็นเทพด้วยพรสวรรค์หนึ่งเดียวในจักรวาล
- บทที่ 4: ฉันพลาดตรงไหนกัน?
บทที่ 4: ฉันพลาดตรงไหนกัน?
บทที่ 4: ฉันพลาดตรงไหนกัน?
ณ สนามกีฬาที่เจิดจ้าไปด้วยแสงแดด
เด็กสาวผู้เลอโฉมยืนสงบนิ่งอยู่เพียงลำพัง
เธอสวมชุดนักเรียนที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม แม้จะเป็นสีฟ้าอ่อนที่ดูธรรมดา แต่เมื่ออยู่บนเรือนร่างของเธอ กลับดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ราวกับมีรัศมีเปล่งประกายออกมา ทำให้ทุกสิ่งรอบข้างดูแตกต่างออกไป
แสงแดดที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้สาดส่องลงมาเป็นดวงๆ บนใบหน้าที่สูงส่งของเธอ เพิ่มรัศมีแห่งความอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน แต่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งขับเน้นให้เธอดูสูงส่งจนยากจะเข้าถึง
เธอหันกลับมาเล็กน้อย แววตาลึกล้ำชวนหลงใหล ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจคนได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูห่างไกลจากโลกียวิสัย
ทุกสิ่งรอบกายพลันดูหมองหม่นลงเมื่อเทียบกับการดำรงอยู่ของเธอ
“หา? หมอนั่นกล้าสารภาพรักจริงๆ ดิ...”
“สวยชะมัด ชาตินี้ถ้าไม่ได้แต่งกับหานเยียนหลิง ฉันยอมขึ้นคานดีกว่า”
“พวกเราปลุกพรสวรรค์กันแล้ว น่าจะพอคุยกับเทพธิดาหานได้แล้วมั้ง”
“ขนาดคุณชายเย่คุณชายหวังยังไม่กล้าเอ่ยปาก แล้วนายกล้าดีได้ยังไง?”
สนามกีฬาพลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที
ไม่ว่าจะโลกไหน
ทุกคนก็ชอบเรื่องชาวบ้านกันทั้งนั้น
โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายคือเทพธิดาระดับแถวหน้าเช่นนี้
ส่วนผลลัพธ์น่ะเหรอ... ไม่สำคัญหรอก
แค่ได้ยินเสียงของเทพธิดาก็นับว่ากำไรชีวิตแล้ว
“ซูเซวียน? นายกำลัง... สารภาพรักกับฉันเหรอ?” น้ำเสียงของหานเยียนหลิงนั้นไพเราะจับใจ เย็นชาแต่กังวานใส ราวกับน้ำพุในหุบเขาลึกที่กระทบกับหยกเนื้อดี
ในน้ำเสียงนั้นแฝงความยินดีอยู่จางๆ ในที่สุดก็มีคนรุ่นเดียวกันกล้าเข้ามาคุยกับเธอเสียที
ก่อนอายุสิบแปด แทบไม่มีใครคุยกับเธอเลย ทำให้เธอเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง
เธอเข้ามหาวิทยาลัย เข้ากองทัพ และเติบโตจนกลายเป็นจักรพรรดินี
เป็นเพราะตระกูลและตัวเธอเองนั้นยอดเยี่ยมเกินไป
จนกระทั่งไม่มีเพศตรงข้ามคนไหนกล้าเข้ามาสารภาพรักเลยสักคน
เธอคาดเดาว่าคงเป็นเพราะนิสัยที่เย็นชาเกินไปของตัวเอง ซึ่งภายหลังพอเป็นจักรพรรดินีก็ยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก
ดังนั้นจะว่าไปก็น่าเหลือเชื่อ
ซูเซวียน คือเด็กหนุ่มคนแรกที่มาสารภาพรักกับเธอจริงๆ!
แถมเธอยังรู้จักซูเซวียนด้วย
ในสองชาติภพนี้ เขาคือมนุษย์เพียงคนเดียวที่เอาชนะเธอได้ซึ่งๆ หน้า
คาบเรียนแรกของมัธยมปลาย ตอนที่ทุกคนยังไม่ปลุกพรสวรรค์
ทั้งห้องเรียนวิชาต่อสู้ระดับ D ที่หัวอวี้เพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่: ย่างก้าวเหยียบคลื่น
ความเข้าใจในวิชาต่อสู้ของเขานั้นน่าทึ่งมาก
เขาเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาท่าร่างได้เร็วกว่าเธอเสียอีก
น่าเสียดายที่ฐานะทางบ้านยากจน ไม่นานเขาก็ลาออกไป
จำได้ว่าในชาติที่แล้ว เขาก็ปลุกพรสวรรค์ได้แค่ระดับ F และเป็นคนไร้ชื่อเสียงมาโดยตลอด
ครั้งนี้ ทำไมเขาถึงมาสารภาพรักกับเธอกันนะ?
ในสายตาของเธอ ไม่ว่าจะเป็นสามัญชนหรืออัจฉริยะ แท้จริงแล้วก็เหมือนกันหมด
เธอเห็นมาเยอะเกินไปแล้ว
ทั้งเผ่ามนุษย์ เผ่าพันธุ์ต่างดาว...
ดังนั้นตอนนี้ใครที่กล้าเข้ามาคุยกับเธอก่อน คนนั้นคือคนดี
‘หยกพกชิ้นนี้ไม่ใช่ผลึกวิญญาณขั้น 4 ของตระกูลเย่หรอกเหรอ?’
‘ทำไมถึงมาอยู่ในมือเขาได้’
‘ถ้าไม่ใช่เพราะตอนเป็นจักรพรรดินีในชาติที่แล้ว เคยเป็นแกนนำในโครงการ【การตรวจสอบผลึกวิญญาณ】มาก่อน’
‘คงจำไม่ได้แน่... ต้องตรวจสอบให้แน่ใจเสียหน่อย’
หานเยียนหลิงเลิกคิ้วเรียวงามขึ้นเล็กน้อย “หยกพกชิ้นนี้ขอยืมฉันดูหน่อยได้ไหม?”
ผิดบทแล้วโว้ย!
เธอควรจะยิ้มอย่างมีมารยาท แล้วส่ายหน้าเบาๆ ไม่ใช่เหรอ
จากนั้นฉันก็จะยิ้มตอบอย่างสุภาพ แล้วหันหลังเดินจากไปไง?
หรือเธอจะไม่สนใจฉันเลยก็ได้นะ
ฉันจะได้ตะโกนดังๆ ว่า “ซูเซวียนผู้นี้มารบกวนแล้ว!”
เสร็จธุระก็สะบัดก้นหนี แอบไปดูดซับผลึกวิญญาณเงียบๆ
ทำไมเปิดฉากมาก็จะชิงตัดหน้ากันเลยล่ะ?
หน้าตาดีแล้ววิเศษนักหรือไง?!
สำหรับซูเซวียนคนนี้ ตรรกะนี้ใช้ไม่ได้ผลหรอกนะ!
“ไม่ได้หรอกครับ~ คุณยังไม่ตอบตกลงผมเลย” ซูเซวียนยิ้มบางๆ ตอบกลับไป
ต่อให้จักรพรรดินีมาเองก็อย่าหวัง
ผลึกวิญญาณนี่เป็นของป๋าเว้ย!
นักเรียนชายหญิงรอบข้างถึงกับชะงักงัน ทำไมหานเยียนหลิงถึงคุยกับซูเซวียนล่ะ?
ต้องรู้ก่อนนะว่า ตลอดสามปีมานี้ หานเยียนหลิงไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มคุยกับใครก่อนเลยนอกจากตอบคำถามครู
บางครั้ง ทุกคนก็หลงลืมไปเลยว่าสาวน้อยผู้เลอโฉมคนนี้ยังมีน้ำเสียงที่ไพเราะจับใจถึงเพียงนี้
แล้วในวินาทีนี้ ไอ้หมอนี่ยังคิดจะรุกคืบอีกเหรอ?
ยังมีความยุติธรรมเหลืออยู่บนโลกใบนี้ไหมเนี่ย?
นักเรียนหลายคนที่แอบปลื้มหานเยียนหลิงเริ่มโวยวาย เรียกร้องความยุติธรรมให้เทพธิดาของพวกเขา พวกเขาไม่กล้าคุยกับหานเยียนหลิง แต่ถ้าให้รุมด่าซูเซวียนล่ะก็มีความกล้าเต็มร้อย
“ซูเซวียน... แกอย่าได้คืบจะเอาศอกนะเว้ย!”
“เทพธิดายอมคุยกับแกก็นับเป็นบุญหัวแล้ว ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”
“อย่ามาทำให้อากาศรอบตัวเทพธิดาต้องแปดเปื้อนนะ!”
คนที่เสียใจที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นเย่อู๋ซวงที่อยู่ไม่ไกล ถ้ารู้แต่แรกว่าหานเยียนหลิงสนใจหยกพกชิ้นนี้
เขาคงประเคนให้ด้วยสองมือไปนานแล้ว
นั่นมันหานเยียนหลิงระดับ SSS เชียวนะ แค่ได้ผูกมิตรไว้ก็นับว่ายอดเยี่ยมที่สุดแล้ว
มุมปากสวยได้รูปของหานเยียนหลิงยกขึ้นเล็กน้อย
‘น่าสนใจ... ยังมีคนกล้าต่อรองกับฉันอีกเหรอ?’
ชั่วพริบตา รอบข้างพลันเงียบกริบ
เธอ... เธอยิ้มเหรอ?
หานเยียนหลิงดูเหมือนกำลังยิ้ม แต่แววตาที่เฉียบคมนั้นราวกับผู้ปกครองที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน
“ก็ได้ ไม่ดูก็ได้”
หานเยียนหลิงเก็บรัศมีกดดันกลับไป จู่ๆ ก็เอ่ยถามในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย
“นายรู้ไหมว่าแถวนี้ร้านกระดูกวัวตุ๋นร้านไหนอร่อย?”
ซูเซวียนตอบกลับไปโดยไม่ทันคิด:
“...ร้านกระดูกวัวตุ๋นเถ้าแก่หลี่ รีวิวแค่ 4 ดาว แต่ของจริงอร่อยเหาะ”
“นายรู้ได้ยังไง” หานเยียนหลิงเหลือบตามองเด็กหนุ่มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจคนนี้
“ผมส่งเดลิเวอรี่มาหลายปีแล้ว”
“ดี งั้นนายพาฉันไปกินหน่อย...” แววตาของหานเยียนหลิงเป็นประกายและจริงจัง
ซูเซวียน: “???”
คนรอบข้าง: “??????”
......
ไม่ไกลออกไป ผู้อำนวยการฉีถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “แก่แล้วสินะ โลกใบนี้เป็นของคนหนุ่มสาวแล้วล่ะ”
เขาคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะโดนฉีกหน้าแล้วเดินจากไปเสียอีก
ไม่นึกเลยว่าเรื่องราวจะพลิกผันมาในรูปแบบนี้
หานเยียนหลิงเลือกที่จะแสดงไมตรี ไม่ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้ต้องอับอาย
เพียงแค่จิตใจที่เปี่ยมด้วยวุฒิภาวะนี้
ก็สมแล้วที่มีแววแห่งมหาจักรพรรดิ!
เหล่าอาจารย์ที่อยู่ข้างๆ ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาเมื่อครู่ต่างจับจ้องสถานการณ์อย่างไม่วางตา
แต่ละคนหูผึ่งกันเต็มที่
“ไอ้หนูคนนี้ความกล้าน่านับถือ เสียดายที่เป็นพรสวรรค์ระดับ F”
“ไปเป็นคนขับรถก็ไม่เลวนะ รายได้สูงอยู่เหมือนกัน”
“คนขับรถของตระกูลหาน... รู้สึกว่าจะต้องเป็นผู้ฝึกยุทธขั้น 2 ขึ้นไปนะ”
“งั้นก็หมดสิทธิ์สิ ฉันเพิ่งจะขั้น 3 เอง”
“เขากล้าเข้าไปคุยกับหานเยียนหลิงก่อนเหรอ? ไม่รู้เรื่องกฎต้องห้ามของตระกูลหานรึไง?”
“วันนี้ก็อายุครบ 18 พอดีไม่ใช่เหรอ นอกจากคนในแวดวงนั้น คนอื่นก็น่าจะไม่เกี่ยวแล้วมั้ง”
สอนนักเรียนมาตั้งหลายรุ่น หานเยียนหลิงคือสาวงามระดับที่หลายสิบปีจะเจอสักคนจริงๆ
อีกแค่เดือนเดียวพอฝึกพิเศษจบกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ ก็คงไม่ได้เห็นหน้าแล้ว
ของสวยๆ งามๆ เนี่ย ดูนานแค่ไหนก็ไม่เบื่อจริงๆ แฮะ~
......
ดูเหมือนว่าแผนของตัวเองจะพังไม่เป็นท่าเสียแล้ว
ในความทรงจำ หานเยียนหลิงไม่ว่าจะชายหรือหญิง เธอไม่เคยสนใจใครทั้งนั้น
ความหยิ่งทะนงและเย็นชานั้นราวกับสลักลึกอยู่ในกระดูก
ดังนั้นจึงคาดเดาความคิดของเธอได้ไม่ยาก
ตั้งแต่เขาฟื้นความทรงจำชาติก่อนและได้รับระบบมา
เขาก็วางแผนเส้นทางการเติบโตไว้เรียบร้อยแล้ว
เริ่มจากหาทรัพยากรผลึกวิญญาณ แล้วอาศัยชื่อเสียงและความงามของหานเยียนหลิงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
เขาจะเป็นแค่คนดูเรื่องสนุก แล้วหายตัวไปในฝูงชน เติบโตอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งไร้เทียมทาน
แต่คิดเผื่อไว้สารพัด ก็ไม่นึกว่าหานเยียนหลิงจะตอบสนองแบบนี้
แต่พอมองดูสาวน้อยผู้มีใบหน้าสมบูรณ์แบบและแววตาจริงจังตรงหน้า
ให้ตายเถอะ เธอดูเหมือนจะอยากกินกระดูกวัวตุ๋นจริงๆ...
ซูเซวียนอดไม่ได้ที่จะถามตัวเองกลับไปว่า
“แล้วตกลงฉันแม่ง... พลาดตรงไหนวะ?”