c.381
c.381
"ซันจิ ลูกพ่อ!!!"
ออซไม่คาดคิดเลยว่าแค่เดินเล่นเรื่อยเปื่อยกลางทะเล จะบังเอิญมาเจอลูกบุญธรรมเข้าให้ อารมณ์เขาดีขึ้นทันตาเห็น โบกมือทักทายด้วยรอยยิ้มกว้าง
ซันจิไม่ใช่แค่ดีใจ
แต่เขาดีใจจนเนื้อเต้น
แม้ร่างกายจะผอมแห้งอ่อนแรงจากการอดอาหารมานาน แต่ในวินาทีนั้น พลังแฝงบางอย่างก็ระเบิดออกมา เขากระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี โบกไม้โบกมือให้ออซสุดแรงเกิด
"คุณพ่อครับ!!!"
สุดท้ายเขาข้ามคำว่า "พ่อทูนหัว" ไปเลย แล้วตะโกนเรียก "พ่อ" เต็มปากเต็มคำ
ฟังจากเสียงตะโกน ใครๆ ก็คงนึกว่าออซเป็นพ่อบังเกิดเกล้าจริงๆ
ข้างๆ กัน เซฟกระพริบตาปริบๆ เพราะขาดอาหารมานาน แม้เขาจะเคยเป็นโจรสลัดฝีมือดี แต่ตอนนี้แทบขยับตัวไม่ไหว เขาอ้าปากค้าง รูม่านตาสั่นระริกด้วยความช็อก
นั่นมันจักรพรรดิทมิฬ... ไม่สิ ท่านปืนดำที่เขาเคยเจอเมื่อหลายปีก่อนไม่ใช่เหรอ?
เขาเป็นพ่อของเจ้าเด็กเหลือขอผมทองนี่เหรอเนี่ย???
ออซกระโดดเบาๆ ลงจอดบนเกาะหน้าผาหินเล็กๆ ชันดิก หินรอบเกาะถูกคลื่นซัดจนเรียบลื่น ทำให้ตกปลาหรือปีนลงไปที่ทะเลแทบไม่ได้ สองคนนี้คงติดอยู่ที่นี่มาสองสามเดือนแล้วสินะ
ออซไม่รอช้า ทุกครั้งที่ออกทะเลเดี๋ยวนี้เขาพกเสบียงมาเพียบ ต่อให้ไม่มีติดตัว เขาก็แค่จับเจ้าทะเลมากินเล่นได้เสมอ
เขาวางถุงเสบียงใบมหึมาลง ซันจิไม่มีเวลาแม้แต่จะพูดอะไร เขากระโจนเข้าใส่ คว้าอะไรก็ได้ที่มือเอื้อมถึงยัดเข้าปากทันที
"ท่านออซ..."
หลายปีก่อน เซฟเคยพบกับออซครั้งหนึ่ง แต่เขาไม่แน่ใจว่าคนระดับออซจะยังจำปลาซิวปลาสร้อยอย่างเขาได้หรือเปล่า
"อ้อ ไม่เจอกันนาน ครั้งสุดท้ายที่เจอกันคือในแกรนด์ไลน์ใช่ไหม"
แน่นอนว่าออซจำเขาได้ ตอนนั้นเขายังเคยไปเนียนกินฟรีบนเรือโจรสลัดกุ๊กด้วยซ้ำ
เห็นเซฟกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ออซก็ยิ้ม
"กินให้เต็มที่เลย ถือว่าเป็นคำขอบคุณที่ช่วยดูแลเจ้าเด็กนี่"
ซันจิกินไปร้องไห้ไป พึมพำอะไรฟังไม่ได้ศัพท์ทั้งที่มีขนมปังและเนื้ออยู่เต็มปาก
"ฮึก... อร่อยจังเลย..."
ออซลูบผมสีทองที่แห้งกรอบเหมือนฟาง เห็นได้ชัดว่าเด็กน้อยเกือบตายเพราะความหิว หลายครั้งเขาสำลักอาหารและต้องทุบอกตัวเองเพื่อกลืนมันลงไป
ได้ยินคำพูดของออซ เซฟชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มขอบคุณและเลิกเกรงใจ ลงมือกินด้วยเช่นกัน
หลังจากกินจนพุงกาง ซันจิตัวน้อยก็หงายหลังลงนอนแผ่กับพื้นด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ดวงตาเป็นประกายจ้องมองออซ
"พ่อครับ มาทำอะไรที่อีสต์บลูเนี่ย!"
ตอนเขายังเล็กมาก ออซได้สร้างความประทับใจฝังลึกในใจเขา แถมยังช่วยชีวิตแม่ของเขาไว้อีก
แม้เซฟจะยอมสละขาตัวเองและยกอาหารทั้งหมดให้ซันจิ แต่ในใจลึกๆ ของซันจิ ออซและเซฟต่างก็เป็นเหมือนพ่อบุญธรรมของเขาทั้งคู่
"สำหรับฉันน่ะเหรอ..."
ลมทะเลพัดผ่าน ผมยาวของออซปลิวไสว ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มจางๆ
"จะเรียกว่ามาเที่ยวก็ได้ แล้วก็ถือโอกาสมาเยี่ยมเพื่อนเก่าด้วย"
ก่อนที่ซันจิจะถามอะไรต่อ ออซก็เสริมขึ้นมาลอยๆ
"แล้วแม่เธอเป็นยังไงบ้างช่วงหลายปีมานี้?"
ทองคำบริสุทธิ์แช่แข็งชีวิตเธอไว้ในช่วงที่เปราะบาง โซล่าคงอยู่ในสภาพอ่อนแอมาตลอด แต่ก็ไม่น่าจะแย่ลง
"แม่สบายดีครับ!!!"
ซันจิพยักหน้าพร้อมยิ้มกว้าง ราวกับนึกเรื่องที่ทำให้มีความสุขมากๆ ได้
"สุขภาพแม่ไม่ได้แข็งแรงมาก แต่ก็ไม่มีอะไรแย่เกิดขึ้นเลยครับ"
ออซนั่งลงบนโขดหิน คุยเล่นกับซันจิและเซฟอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเขาก็ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าและเตรียมตัวจะไป
"ซันจิต้องลำบากมาตั้งแต่เด็ก ฝากนายดูแลเขาด้วยนะ เซฟ"
ออซไม่ชอบเลี้ยงเด็ก การฝากซันจิให้เซฟดูแลแบบนี้ ในสายตาเขาถือว่าทำหน้าที่ที่ควรทำแล้ว
"เอ๋???"
ทั้งซันจิและเซฟต่างอึ้ง
จะไปแล้วเหรอ?
แล้วพวกเราล่ะ???
แต่ออซไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งพวกเขาให้ตายจริงๆ เกิดเรื่องราวผิดเพี้ยนจากต้นฉบับแล้วไม่มีเรือผ่านมาอีกเดือนสองเดือนจะทำไง?
เขาฉีกชิ้นส่วนวีฟรการ์ดของตัวเองยื่นให้ซันจิ จากนั้นโทรหาซามี่ให้ส่งเรือมารับ
"ดูแลตัวเองดีๆ นะ ซันจิ"
"ครับ!!!"
"รับทราบ"
...
ออซไม่ได้รีบร้อนจะไปไหน เขาเตร็ดเตร่ไปทั่งอีสต์บลู ทะเลที่ได้ชื่อว่าอ่อนแอที่สุด ถือว่ามาพักร้อน ทิวทัศน์ที่นี่ก็ไม่เลว
อีสต์บลูเต็มไปด้วยคนธรรมดา สภาพอากาศไม่โหดร้ายเหมือนแกรนด์ไลน์ ชีวิตเรียบง่ายของผู้คนที่นี่มีเสน่ห์ในแบบของมัน
ถือบาร์บีคิวเสียบไม้ยักษ์ที่เป็นของขึ้นชื่ออีสต์บลูในมือข้างหนึ่ง ออซเดินไปเคี้ยวไป เวลาเบื่อๆ เขาก็นั่งบนหลังราชานกนางนวล ปล่อยให้ลมพัดผ่านหน้าขณะมองลงมายังมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
ในขณะเดียวกัน
อาณาจักรแห่งดนตรี เอเลเกีย
"โรงละครโอเปร่านี่สุดยอดจริงๆ แฮะ"
นำโดยแชงค์ส กลุ่มโจรสลัดผมแดงมองดูห้องโถงอันงดงาม แชงค์สขยับหมวกฟางที่คล้องแขนอยู่
โจรสลัดหน้าตาเถื่อนๆ อย่างพวกผมแดงดูไม่เข้ากับสถานที่หรูหราแบบนี้เลย ถ้าไม่มีอูตะ พวกเขาคงดูแปลกแยกยิ่งกว่านี้
ไม่นาน ชายหลังค่อมนิดๆ ก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
"พวกท่านคงเป็นแขกผู้มีเกียรติที่ท่านออซแจ้งไว้สินะครับ"
"โอ้?"
"ผมเป็นผู้จัดการของแกรนด์โอเปร่าเฮาส์แห่งเอเลเกีย เชิญทางนี้ครับ..."
เป็นครั้งแรกที่กลุ่มโจรสลัดผมแดงได้รับการต้อนรับในฐานะแขกวีไอพี ไม่ใช่โจรสลัด ลูกเรือกระจายตัวกันเดินชมสถานที่
แชงค์สพาอูตะขึ้นไปบนเวที มีคนนำโน้ตเพลงมาวางเรียงรายให้เธอ เขามองดูด้วยรอยยิ้มแห้งๆ
"นี่มันจะกระตือรือร้นกันเกินไปหน่อยมั้ยเนี่ย"
เมื่อเห็นโน้ตเพลงหลายร้อยแผ่นวางอยู่ตรงหน้าอูตะ เหงื่อเย็นๆ ก็ไหลลงหลังแชงค์ส เขาเกาหัวแกรกๆ
"แน่ใจเหรอว่าจะร้องหมดนี่ไหวน่ะ อูตะ?"
ในทางกลับกัน อูตะดูตื่นเต้นสุดขีด
"ไม่มีปัญหา หนูผ่านการฝึกพิเศษจากลุงออซมาแล้ว ตอนนี้หนูแข็งแรงมากนะ!"
การจะมีเสียงร้องที่ทรงพลัง ปอดต้องแข็งแรงและร่างกายต้องดี ยามว่างออซเคยรับบทเป็นครูฝึกสุดโหดให้เธออยู่พักหนึ่ง
ตอนนี้ อูตะอาจจะไม่ใช่สัตว์ประหลาดในแง่การต่อสู้ แต่เวลาสู้กับลูฟี่ตัวน้อย เธอไม่เคยเพลี่ยงพล้ำเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่เป็นผู้หญิง
แชงค์สพยักหน้าอย่างจนใจ
เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่า ความแข็งแกร่งของ จอมมารแห่งเสียงเพลง 'โทธ มุซิก้า' จะแปรผันตามสมรรถภาพทางกายของร่างต้นด้วย?
พรสวรรค์ในการร้องเพลงอันน่าสะพรึงกลัวของอูตะทำให้ชาวเอเลเกียอยากรั้งตัวเธอไว้แทบขาดใจ ในขณะเดียวกัน ใครบางคนก็นำโน้ตเพลงแปลกประหลาดมาให้เธอ...
...
"โธ่เอ๊ย นึกว่าจะมาทันซะอีก ดูเหมือนจะเสียเวลาเดินทางมากไปหน่อยแฮะ"
ออซเกาหัวขณะยืนมองดูสถานการณ์จากระยะไกล การต่อสู้ดูจะดุเดือดกว่าที่เขาจำได้ สีหน้าของแชงค์สดูเคร่งเครียดกว่าในความทรงจำ
เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรผิดพลาดตรงไหน
ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ตอนหนังภาค Red ฉาย เขาไม่ได้ดูอย่างตั้งใจ ส่วนใหญ่จำได้แค่จากคลิปสั้นๆ ในเน็ต
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่
เขาดีดนิ้ว ดาบดำ 'เอซ' ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในมือ
สายตาสงบนิ่งของเขาจับจ้องไปที่จอมมารแห่งเสียงเพลงที่กำลังอาละวาด เขาเลิกคิ้ว ราวกับคำนวณอะไรบางอย่างในหัว
แม้จะอยู่ไกลออกไปในทะเล การระเบิดของฮาคิราชันและการบิดเบือนมิติทำให้สนามรบบนเอเลเกียชะงักไปชั่วอึดใจ
สายฟ้าสีดำแดงและอากาศที่บิดเบี้ยวหมุนวนรอบดาบสีทมิฬ
"ดาบเดียว..."
"คงไม่เผลอฟันหนูอูตะตายไปด้วยหรอกมั้ง?"